หน้าแรก ประชาชื่น เหตุเกิดจากหน...

เหตุเกิดจากหน้า 195! รีเทิร์น (วิ) วาทะ ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ หนังสือเจ้าปัญหา ตำราที่สอบตก?

3.05.18 | 16:31 น.

กลับมาเป็นประเด็นอีกจนได้สำหรับหนังสือ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ฉบับกรมศิลปากร ซึ่งเคยเป็นที่ฮือฮาในแวดวงวิชาการอย่างหนักหน่วงตั้งแต่คลอดจากแท่นพิมพ์ใหม่ๆ ใน พ.ศ.2558 โดยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักประวัติศาสตร์ทั่วสยามประเทศ ทั้งจากระดับ “บิ๊กเนม” จนถึง “ชาวเน็ต” สัญชาติไทย

กระทั่งล่าสุด หลังสาดน้ำสงกรานต์อย่างฉ่ำใจไปไม่กี่วัน โซเชียลก็ร้อนระอุอึกหน เมื่อเซเลบออนไลน์อย่าง ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ภาพหน้า 195 ของหนังสือเล่มนี้ที่ระบุข้อความในเชิงยกย่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “ดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขจัดฉ้อราษฎร์บังหลวง และใช้หลักคุณธรรม เพื่อนำประเทศให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

และต่อไปนี้ คือแรงกระเพื่อมอีกรอบที่ไม่ได้มีแค่เสียงจากนักประวัติศาสตร์ หากแต่ขยายไปสู่ภาค “การเมือง” อีกด้วย

ศรีสุวรรณ จรรยา

บิดเบือน ‘ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย’ ในยุคไทยแลนด์ 4.0

Advertisement

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่ได้มาแค่มุขปาฐะ หากแต่จริงจังระดับออกแถลงการณ์ให้หยุดเผยแพร่และ “ทำลาย” หนังสือทิ้ง โดยมองว่ามีการบิดเบือนข้อเท็จจริง

“เนื้อหาในเรื่องการเมืองตอนหนึ่งระบุถึงการดำเนินนโยบายแบบประชานิยม และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีปัญหาทุจริตเลือกตั้ง รวมถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ดำเนินนโยบายเน้นโปร่งใส แต่ใช้นโยบายประชานิยม แต่กลับพูดถึงการเข้ามาของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าทำการรัฐประหารเพื่อขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง เนื้อหาดังกล่าวเป็นความเท็จที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ไม่อาจยอมให้โกหกกันได้อีกต่อไปแล้ว จึงขอเรียกร้องให้นายกฯ กู้ภาพลักษณ์ของตัวเองกลับมาด้วยการสั่งให้ยุติดารเผยแพร่และทำลายหนังสือดังกล่าวที่แจกไปยังจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 100 เล่ม โดยพลัน เพื่อคงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ถูกต้อง ไม่มีการบิดเบือน ไม่มีการเชลียร์ใดๆ ทั้งสิ้นในยุคไทยแลนด์ 4.0 นี้”

ศาสตราจารย์ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

‘ชาตินิยมพันธุ์ทาง’ แบ่งค่าย แบ่งเสื้อ แบ่งสี ไม่ผ่านแม้แค่สารนิพนธ์

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ก็ให้สัมภาษณ์กับ วอยซ์ทีวี ว่าหนังสือเล่มนี้มีข้อบกพร่องมากมายมหาศาล ไม่เหมาะเป็นตำราเรียน มีลักษณะคล้าย “ประวัติศาสตร์ชาตินิยมพันธุ์ทาง” หัวมังกุ ท้ายมังกร

“กรณีรัฐประหาร 2549 กับ 2557 ก็ฟันธงเลยว่านายกฯทักษิณมีปัญหาทุจริตการเลือกตั้ง นายกฯยิ่งลักษณ์มีปัญหาเรื่องนโยบายผิดพลาด สร้างความเสียหายมากมายเรื่องจำนำข้าว และกระโดดข้ามมาว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารเป็นประชาธิปไตย ซึ่งมันกลับหัวกลับหาง ฟ้ากับดิน”

นักประวัติศาสตร์รุ่นใหญ่ท่านนี้ยังบอกอีกว่า

อย่างที่รู้กันว่าประวัติศาสตร์มักเขียนโดยผู้ชนะ สะท้อนทัศนคติของผู้ชนะ ผลงานชิ้นนี้จึงเข้าล็อกประวัติศาสตร์โบราณก่อนยุคโซเชียลมีเดีย

“ผู้ชนะเป็นคนเขียน ผู้แพ้ก็เป็นผู้ร้ายไป อันนี้ชัดเจนมาก ในตอนสุดท้ายของหนังสือ ซึ่งมี 15 หน้า คิดแล้วเป็น 7% เท่านั้น แต่เป็นตอนที่เป็นเรื่องสมัยใหม่ เป็นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคปฏิวัติ 2475 มาจนถึงปัจจุบันคือในยุค คสช. ซึ่งตอนนี้ยังเป็นผู้ชนะอยู่ หนังสือเล่มนี้จึงถูกเขียนขึ้นตามทัศนคติของผู้ชนะ มีแบ่งค่าย แบ่งสี แบ่งเสื้อ ชัดเจนมากๆ แล้วนักเรียนคิดอย่างไร ผมเชื่อว่าเขาคิดออก เพราะใครๆ ก็มีข้อมูล มันกลายเป็นหนังสือตลก นี่คือโษณาประชาสัมพันธ์ขายสินค้า จะเกิดผลลบต่อทั้งวิชาประวัติศาสตร์ ผลลบต่อฝ่ายของรัฐบาลและราชการเองด้วยซ้ำ”

ปิดท้ายด้วยความเห็นซึ่งทำเอาจินตนาการภาพได้ชัดเจน โดยในมุมของความเป็นอาจารย์มองว่าหนังสือเล่มนี้มี 3 ส่วน ในแง่โครงสร้างงานเขียน ถือว่าใช้ไม่ได้

“ถ้าเข้าไปในกรรมการสารนิพนธ์ หรือวิทยานิพนธ์ ผมคิดว่าเล่มนี้ไม่ผ่านเด็ดขาด ไม่ว่าจะมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม นี่คือความบกพร่อง แม้จะตั้งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ระดับบิ๊กๆ ทั้งนั้น แต่เชื่อว่าไม่มีการปรึกษาหารือ เนื้อหา มีปัญหามากๆ บกพร่องมากมายมหาศาล ทั้งที่เล่มนี้ทำท่าจะเป็นตำราเรียนฉบับราชการ

ประวัติศาสตร์ต้องมองจาก 2 ด้าน เหมือนเหรียญ เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบและเที่ยงธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและประสบการณ์ของผู้เขียน”

หนังสือ ‘เครื่องมือรัฐ’ ประวัติศาสตร์ไทย ประวัติศาสตร์ใคร?

“ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไร” คือความรู้สึกจากปาก สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอุษาคเนย์

“หากมองในแง่ดีคือคนตระหนักรู้ว่าประวัติศาสตร์ที่เรียนมาน่าเชื่อถือจริงหรือ ? เหตุการณ์นี้เป็นการเตือนสติให้คนเกิดคำถามว่าจะเชื่อมั่นประวัติศาสตร์ที่รัฐผลิตขึ้นมาได้อย่างไร และต้องตั้งคำถามว่าประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นมาเป็นประวัติศาสตร์ของใคร เป็นประวัติศาสตร์ของไทยหรือเป็นของ คสช. เพราะถ้าไปถามผู้สนับสนุน คสช. คนเหล่านี้ต้องตอบว่าสิ่งที่กรมศิลปากรเขียนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ประวัติศาสตร์ไทยเป็นของส่วนรวม ฉะนั้นประวัติศาสตร์ต้องเขียนโดยส่วนรวม เพื่อที่จะมีความจริงที่มีนำหนักที่พอจะเชื่อได้ตและต้องเปิดรับข้อมูลที่หลากหลายไม่ปิดกั้น” สมฤทธิ์กล่าว

สำหรับเหตุผลที่กรมศิลปากรเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้โดยยกย่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานั้น นักวิชาการท่านนี่มองว่า ก็ไม่ต่างจากเอกสารประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

คิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีการเขียนประวัติศาสตร์ที่ในเชิง ยกย่อง ชมเชย มีการใส่สี ใส่ไข่ หรืออาจถึงขนาดใส่ความเท็จลงในประวัติศาสตร์ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าหนังสือประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการปกครองไม่ใช่เครื่องมือในการเรียนรู้ เมื่อไรก็ตามที่รัฐเข้าครอบงำการเขียนประวัติศาสตร์ รัฐจะเขียนประวัติศาสตร์ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของรัฐ สรุปได้ว่าประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของไทยนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่เอื้อต่อการปกครอง ทำให้คนเกิดการยอมรับอำนาจการปกครองนั้นๆ”

สมฤทธิ์ ลือชัย

4 ปีที่ ‘อึดอัด’? คนเซ็งประวัติศาสตร์ทิศทางเดียว

สำหรับกระแสการวิพากษ์ที่อยู่ๆ ก็รีเทิร์นกลับมาอีกหนนั้น ถามว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่?

ประเด็นนี้ ศาสตราภิชาน ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน ม.ธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า อาจเป็นเพราะประชาชนรู้สึกอึดอัดกับการตีความประวัติศาสตร์ในทิศทางเดียวมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“การเขียนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยทำหน้าที่ในการให้การศึกษาน้อยกว่าการรองรับนโยบายหรือความความต้องการของผู้มีอำนาจในช่วงเวลานั้นๆ เป็นเรื่องดีที่มีประชาชนมองประวัติศาสตร์ต่างออกไป เริ่มตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ที่รัฐที่ผลิตออกมามากขึ้น และหากว่าสังคมมีเสรีภาพ มีการยอมรับความคิดเห็น ยอมรับการวิพาษ์วิจารณ์ต่างๆ ได้ ไม่ปิดกั้นและให้คนมีโอกาสที่เข้าถึงหลักฐานข้อมูล ให้คนเลือกอ่าน เลือกซื้อกันเองได้ จะไม่เกิดปัญหาตรงนี้”

มาถึงคำถามว่าทำไม “ผู้เขียน” จึงเลือกที่จะระบุข้อความในลักษณะที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยมุ่งทิศทางที่ถูกมองว่า “อวย” คสช. อย่างเด่นชัด

“ก็สามารถคาดเดาได้ว่าผู้เขียนนั้นประวัติศาสตร์ช่วง 2475 ถึงปัจจุบันที่กำลังมีประเด็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้มีอิสรภาพทางการเขียน เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นของรัฐที่มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้เขียน คนเขียนจึงต้องพูดในกรอบที่เป็นผลดีต่อรัฐบาล หรืออวยรัฐบาลจึงไม่สามารถเขียนไปในทิศทางอื่นได้” ศ.ดร.ธเนศวิเคราะห์

ปิดท้ายฟากฝั่งของคำวิจารณ์กันที่ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องปกติของรัฐที่ต้องเขียนอวยตัวเอง พร้อมแนะว่า หน่วยงานด้านการศึกษาควรผลิตผลงานของตัวเองขึ้นมาให้สังคมมีตัวเลือก

“จริงๆ แล้วหน่วยงานการศึกษาควรจะผลิตประวัติศาสตร์ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนได้เลือกตัดสินใจแทน อย่ามุ่งแต่หนังสือแบบเรียนจากรัฐเท่านั้น”

นี่เป็นอีกครั้งของวิวาทะที่เกิดขึ้นจากหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยซึ่งคล้ายจะมีชื่อเล่นห้อยท้ายว่า “ฉบับ คสช.” โดยไม่อาจการันตีได้ว่าจะไม่มีข้อความใดถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกในอนาคตไม่ว่าใกล้หรือไกล

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง

ใครคือ ‘มือเขียน’ หน้า 195

อย่างที่ทราบกันดีว่าหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยถูกเรียบเรียงโดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่รับมอบหมายจากรัฐบาล คสช.

หนังสือเล่มนี้ มีการแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ซึ่งมีผู้เขียนหลายคน สำหรับหน้า 195 ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหานั้น เขียนขึ้นโดย ธันวา วงศ์เสงี่ยม

จบปริญญาโท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผลงานมีไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นบทความ สำหรับที่โดดเด่นพอจะเข้าประเด็นประวัติศาสตร์สมัยใหม่ตามหัวข้อที่เขียนในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ “รัฐไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กับการจัดการผู้ป่วยโรคเรื้อน”

นอกจากนี้ยังมีผลงานอีกหลายชิ้นที่สะท้อนความสนใจเรื่องโรคภัยไข้เจ็บในประวัติศาสตร์ไทย อาทิ ไข้ทรพิษในประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา, พระประวัติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข, หมอบรัดเลย์ กับการปลูกฝีในสยาม (บรรณาธิการ) เป็นต้น ที่เหลือเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้านอื่นๆ เช่น ประวัติศาสตร์การเริ่มใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย ตีพิมพ์ในวารสารศิลปากร

อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้เขียน “ประวัติสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์” ซึ่งเจ้าตัวเรียบเรียงร่วมกับผู้เขียนอีก 2 ราย ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2557

อนันต์ ชูโชติ

หลังเกิดกระแสถาโถม โดยชื่อของธันวาได้ถูกยกขึ้นมาตั้งคำถามในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากกลุ่มการเมือง

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวผ่านสื่อว่า ตนได้พูดคุยกับผู้เขียนแล้ว ซึ่งผู้เขียนยืนยันว่าเขียนเนื้อหาไปตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น

“ในช่วงที่หนังสือออกมาแรกๆ เมื่อปี 2558 ก็เคยมีการวิจารณ์เรื่องนี้มาแล้ว ซึ่งผมเองในขณะที่จัดพิมพ์ ยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร แต่เมื่อมีการวิจารณ์ก็ได้อธิบายเหตุผลไปแล้วว่าผู้เขียนเขียนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ไม่ได้เกินเลย ไม่มีใครรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร”

ส่วนประเด็นที่ว่าจะมีการปรับปรุงเนื้อหาหรือไม่นั้น อธิบดีบอกว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่มีแนวคิดจะจัดพิมพ์เพิ่มเติม สำหรับคำถามว่าการนำเรื่องนี้กลับมาวิจารณ์อีกครั้ง มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นการเมืองหรือไม่ ไม่ขอตอบ เพราะตนเป็นข้าราชการ ไม่ใช่นักการเมือง