ชุมชนป้อมมหากาฬชานกำแพงพระนคร ถูกล้อมปราบราพณาสูรโดยมีเหตุสำคัญจากระบบการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีแบบอาณานิคม
ผมเขียนในมติชนออนไลน์ เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 จากนั้นมีผู้ส่งข้อความว่ามีคำถามสัพยอกว่า “อ้าว เกี่ยวไรกับระบบการศึกษา”
ขอสรุปตรงไปตรงมาว่าผู้มีอำนาจทั้งหลาย ที่มีส่วนสั่งการและสนับสนุนไล่รื้อหลักฐานประวัติศาสตร์ชุมชนป้อมมหากาฬชานกำแพงพระนคร ส่วนมากถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาจากแนวคิดโบราณคดีแบบอาณานิคม ซึ่งมีอิทธิพลสูงต่อระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว ตราบจนทุกวันนี้
แนวคิดและการปฏิบัติงานแบบอาณานิคมยังพบทั่วไปในกระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงวัฒนธรรม
ถ้าระบบการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีแบบอาณานิคม ยังแข็งแรงเหนียวแน่นอย่างนั้น หลักฐานเกี่ยวกับผู้คนสามัญไพร่บ้านพลเมืองและชุมชนหมู่บ้านจะถูกทำลายไม่สิ้นสุด จนกว่าจะสูญสิ้นจากดินแดนไทย

โบราณคดีแบบอาณานิคม
โบราณคดี เป็นวิชาเกิดใหม่ในยุคอาณานิคม สมัยศตวรรษที่ 19 (ราวต้น ร.4 เรือน พ.ศ.2400) เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดมิวเซียม (พิพิธภัณฑ์) สมัยใหม่
[ จ า ก ห นัง สือ ชุม ช น จิน ต ก ร ร ม ข อ ง เ บ น แ อ นเดอร์สัน (แปลเป็นภาษาไทยโดยบรรณาธิการแปล ชาญวิทย์ เกษตรศิริ) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552 หน้า 297-339]
เท่ากับวิชาโบราณคดีในโลกล้วนมีขึ้นรับใช้การเมืองยุคล่าอาณานิคม
ต่อมาแม้เจ้าอาณานิคมเลิกการศึกษาแบบนี้ไปนานแล้วเพราะรู้ว่าผิดทาง แต่บรรดาประเทศเมืองขึ้นที่เป็นอาณานิคมทั้งทางการและไม่ทางการ ยังรักษาโบราณคดีแบบอาณานิคมไว้อย่างแข็งแรงและเหนียวแน่นตราบจนปัจจุบัน รวมทั้งในไทย

ต่อไปนี้จะเก็บความโดยสรุปย่อจากหนังสือชุมชนจินตกรรมของ เบน แอนเดอร์สัน
การเมืองของเจ้าอาณานิคม
เจ้าอาณานิคมแสดงตนบริหารจัดการ และบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานในดินแดนอาณานิคม เป็นการประกาศให้รู้ว่าคนพื้นเมืองหมดยุคความยิ่งใหญ่ที่เคยมีมาในอดีต และหมดความสามารถในการปกครองตนเองมานานแล้ว พร้อมๆ กับการพังทลายของโบราณสถานเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปชั่วกาลนาน
การบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานในเมืองขึ้นทั้งหลาย เจ้าอาณานิคมมีคำนิยามยัดเยียดไว้ด้วย ดังนี้
1. ผู้สร้างโบราณสถานเป็นพวกพราหมณ์นักบวช หรือกษัตริย์จากชมพูทวีป (อินเดีย) ล้วนมีสถานะสูงส่งกว่าคนพื้นเมืองที่อยู่ใต้อาณานิคม เพราะคนพื้นเมืองอพยพเข้ามาอยู่ใหม่ในสมัยหลังจึงเป็นคนละพวกคนละเชื้อชาติกับผู้สร้างโบราณสถานเหล่านั้น
2. ความล้าหลังของคนพื้นเมืองปัจจุบัน (ซึ่งอยู่ในอาณานิคม) ไม่มีวันสร้างความยิ่งใหญ่ได้เท่าบรรพชนอีกแล้ว

โบราณสถาน เป็นอาภรณ์ของเจ้าอาณานิคม
โบราณสถาน ถูกเจ้าอาณานิคมจัดวางสถานะใหม่ให้เป็น “มิวเซียม” กลางแจ้ง เสมือนอาภรณ์ของอาณานิคม (เช่นเดียวกับมิวเซียมในอาคาร เป็นที่เก็บรักษาของมีค่าทางศิลปกรรมชั้นสูง เสมือนอาภรณ์ทรงพลังประดับเจ้าอาณานิคม)
โดยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว จึงแต่งสนามหญ้าล้อมรอบโบราณสถานอย่างอลังการ (บางแห่งเป็นสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยอันตราย) แล้วติดตั้งแผ่นจารึกข้อความประกาศวันเดือนปีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของเจ้าอาณานิคม
แต่ทำให้ร้างผู้คนพื้นเมือง รวมทั้งผู้คนจาริกแสวงบุญ ที่จะมีพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อท้องถิ่น ทุกแห่งของโบราณสถานจึงไม่มีคนท้องถิ่น ไม่มีบ้านเรือนราษฎร ไม่มีชีวิต ไม่มีชุมชน มีแต่สิ่งที่เจ้าอาณานิคมเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเอง โดยคนชั้นปกครองไม่มีความเชื่ออย่างจริงใจไปด้วยในความเฮี้ยนและศักดิ์สิทธิ์ของโบราณสถานนั้นๆ

