วันที่ 30 เมษายน ศกนี้ อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย 2 ตัว ได้รับ second chance กลับไปทำหน้าที่เทศบาลของระบบนิเวศอีกครั้ง หลังจากหมดแรงร่วงลงพื้นดิน เพราะขาดอาหารที่จังหวัดภูเก็ตและกระบี่ ในฤดูหนาวที่ผ่านมา เมื่อ หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ร่วมกับ สถานีวิจัยสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดและสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปล่อยอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย จำนวน 2 ตัว รหัส KU615 และ KU 616 ที่ ดอยลาง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัย ที่เป็นนกขนาดใหญ่อันดับสองของทวีปเอเชีย รองจากอีแร้งดำหิมาลัย
ทั้งนี้ “ดอยลาง” ตั้งอยู่บนชายแดนประเทศไทย-เมียนมา ระดับความสูง 2,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยประมาณ เป็นจุดที่ตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัยในประเทศไทย กอปรกับเดือนเมษายน เป็นฤดูกาลอพยพของนกอพยพกลับถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์ ดังนั้น ทั้งสถานที่ปล่อยและเงื่อนเวลาฤดูกาล นับว่าเหมาะสมสอดคล้องต่อชนิดของแร้งที่เป็นนกอพยพ ไม่ใช่นกประจำถิ่นในบ้านเรา
ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2560 มีรายงานพบเห็นอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยบินเข้าประเทศไทย ที่ดอยลาง ดอยสันจุ๊ และจังหวัดอื่นๆ อย่างน้อย 18 ตัว แร้งเหล่านี้บางตัว ร่อนไปกับลมหนาว ลงใต้ไปถึงประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาะสุมาตรา บางตัว โชคไม่ดี หาซากสัตว์กินเป็นอาหารประทังชีวิตในช่วงระเหเร่ร่อนออกมาจากถิ่นเกิดที่ภาคตะวันตกของประเทศจีน ที่ราบสูงทิเบต และเทือกเขาหิมาลัย จึงขาดอาหาร หมดแรงกลายเป็นแร้งร่วง ถ้าโชคยังดีพบชาวบ้านที่มีเมตตาในจิตใจ ส่งมอบแร้งโชคร้าย ไปให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุง อนุบาลเบื้องต้นแล้วส่งต่อมาฟื้นฟูสุขภาพที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ฝึกบินและตรวจโรคติดต่อต่างๆ ว่าปลอดโรค ร่างกายพร้อมจะเดินทางไกลกลับไปบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่ เทศบาลของระบบนิเวศ ช่วยกำจัดซากสัตว์ มิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรค
“อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย” (Himalayan Vulture Gyps himalayensis) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายในประเทศไทย มีสถานภาพ “ใกล้ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์” (Near-threatened) ประชากรทั่วโลก มีประมาณอย่างน้อย 66,000 ตัว
เป็นนกอพยพย้ายถิ่นในฤดูหนาว ขนาดใหญ่ จากจะงอยปากจรดปลายหางยาว 115-125 ซม. ปีกยาว 2.7-2.9 เมตร หนัก 7-12 กก. แร้งสีน้ำตาลหิมาลัยแพร่กระจายพันธุ์บนเทือกเขาหิมาลัย ภูมิภาคเอเชียกลาง และภาคตะวันตกของประเทศจีน แร้งจะสร้างรังที่สานด้วยกิ่งไม้แห้ง บนหน้าผาสูงกลางทุ่งหญ้าสเต็ป ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงมีนาคม วางไข่ 1 ใบต่อรังเท่านั้น ไข่ฟักเป็นตัวตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม แล้วพ่อและแม่แร้งจะช่วยกันเลี้ยงลูก โดยสำรอกเศษเนื้อและอวัยวะภายในที่มันบินไปไกลหลายสิบกิโลเมตร เพื่อค้นหาซากสัตว์ นำกลับสำรอกบนพื้นรังให้ลูกแร้งกินจนกว่าจะโตพอจะบินได้และออกจากรังระหว่างเดือนกรกฎาคมและตุลาคม
หลังจากนั้นฤดูหนาวมาเยือน มีหิมะตก หาซากสัตว์ยากขึ้น แร้งวัยเด็กต้องพิสูจน์ตนเอง ออกเดินทางออกจากถิ่นเกิด ประจวบกับจะมีลมหนาวพัดจากทิศเหนือลงใต้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม เข้าสู่ประเทศไทยในภาคเหนือเป็นประจำทุกปี เนื่องจากบางตัวไม่สามารถหาซากสัตว์กินได้ กลายเป็นแร้งร่วงในภาคใต้เพราะลมหนาวหมดกำลังส่ง
KU615 และ 616 เป็นแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ลำดับที่ 23 และ 24 ที่ประเทศไทยช่วยเหลือ และปล่อยคืนฟากฟ้าให้นักดูนกที่ไปร่วมเป็นพยานชื่นชมกับ first flight ของพญานก และเครือข่ายช่วยแร้งหิมาลัยของไทยจะยังคงทำงานต่อไปตราบเท่าที่ยังมีพญาครุฑแห่งหิมาลัยชนิดนี้ยังเดินทางมาพึ่งใบบุญคนไทยใจดีครับ
ชมคลิปปล่อยแร้ง ที่ www.facebook.com/KasetsartUniversityRaptorUnit

