รื้อสร้าง ‘อดีต’ ด้วยความโหยหา ไม่ผิดแปลก แต่ต้องก้าวสู่ ‘อนาคต’ ให้ได้

4.05.18 | 21:08 น.

การกล่าวว่าสิ่งใดดีหรือเลว ไม่อาจตัดสินได้ในทันทีทันใด

เช่นเดียวกับ “อดีต” และ “อนาคต” ที่เมื่อมองย้อนกลับไปจะพบว่า อดีต หรือประวัติศาสตร์ชาติไทยมิได้มีแต่เรื่องสวยงาม หรือน่าจดจำไปเสียทั้งหมด ในทางเดียวกันก็ไม่ได้เลวร้ายจนต้องทำให้ลบเลือนหาย หากแต่การหยิบอดีตมาเป็น “บทเรียน” หรือ “เครื่องเตือนใจ” เพื่อก้าวสู่ “อนาคต” อย่างไม่เจ็บปวดจะดีกว่าหรือไม่

แต่การก้าวสู่อนาคตกลับไม่ง่ายเช่นนั้น เมื่ออดีตบางส่วนถูกดัดแปลงให้น่าหลงใหล จนคนในสังคมจมปลักไม่ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

เสวนา “Period Addict เพราะชีวิตขาดอดีตไม่ได้” ภายใต้นิทรรศการการเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประจำปี 2561 จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยวิเคราะห์ วิจารณ์ ถอดมายาภาพเก่าๆ ตลอดจนหาทางแง้มประตูสู่อนาคตไปพร้อมๆ กัน

ควรลืมหรือจำ ผู้เลือกสรรเป็นคนจัดให้

‘การจินตนาการของโลกที่รู้สึกว่าได้สูญเสียไปแล้ว หรือการเลือกหาอดีตที่เลือนหายไปให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง’

Advertisement

เป็น อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ที่นิยาม “การโหยหาอดีต” แบบนักมานุษยวิทยา และว่า สิ่งนี้มักเกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในระดับ “ถอนรากถอนโคน” อีกทั้งมีงานศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะของการโหยหาอดีตเกิดขึ้นกับกลุ่มคนหรือชนชั้น ทว่า สิ่งที่เรียกว่า “ปัจจุบัน” หรือ “อนาคต” ได้ดับสิ้นลงอย่างฉับพลันทันที โดยกลุ่มคนที่ศึกษาส่วนใหญ่เรียกว่า คนพลัดถิ่น หรือผู้อพยพหนีภัยไปอยู่ในดินแดนอื่น คนเหล่านี้มักคิดถึงเรื่องราวในอดีต หรือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว

“การโหยหาอดีตเช่นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องธรรมชาติ หรือเกิดขึ้นกับมนุษย์ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ เพราะความทรงจำในอดีตจะผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ทำให้บางส่วนของเรื่องราวในอดีตถูกจดจำ ขณะที่บางส่วนถูกลืม

“ฉะนั้น กระบวนการโหยหาอดีตจึงเป็นกระบวนการคัดเลือกว่าจะจำหรือลืมอะไร รวมถึงใครจะผู้คนกำหนดก็เป็นเรื่องใหญ่”

อีกประการสำคัญคือ “การเมืองความทรงจำ” ที่อนุสรณ์อธิบายว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ภายหลังจะกลายเป็นเรื่องเล่า ศิลปวัฒนธรรม ประติมากรรม ฯลฯ โดยผู้ที่มีหน้าที่กำกับดูแล ควบคุม คัดสรรว่าอะไรควรลืมหรือจดจำ ส่วนใหญ่มักเป็น “หน่วยงานของรัฐ” หรือ “ชนชั้นปกครอง”

อนุสรณ์ อุณโณ

ขณะเดียวกัน เขายังมองว่า การโหยหาอดีตไม่ได้เป็นเรื่องจิตไร้สำนึก หรือจิตใต้สำนึกของปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นกระบวนการทางสังคมและการเมืองอย่างมีเหตุผลรองรับ มีเป้าหมายชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีกลุ่มอำนาจและหวังผลประโยชน์รองรับอยู่ข้างหลัง

ในสังคมไทยเอง การโหยหาอดีตเกิดขึ้นชัดเจนที่สุดราวทศวรรษ 2530 เนื่องจากเกิดกระแสการพัฒนา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการร่วมมือของรัฐกับนายทุนรุกคืบท้องถิ่น หรือ “วัฒนธรรมชุมชน” เรื่อยมาถึงราวทศวรรษ 2540 ตอนปลาย เกิดการรัฐประหาร ทำให้ “ภูมิทัศน์การเมือง” เปลี่ยนไป ดังเห็นได้จากการผลิตภาพยนตร์ “สุริโยไท” ด้วยเกรงว่าคนในประเทศจะหลงลืมประวัติศาสตร์ จากนั้นจึงเกิดภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ตามมา

“เห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้เราไม่มีภาพยนตร์ขนาดยักษ์และเป็นกิจจะลักษณะเช่นนี้ หากแต่มันมาพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทย”

กระทั่งเป็นรัฐบาล คสช.ปัจจุบัน อนุสรณ์มองว่า สิ่งที่ คสช.กระทำนั่นคือการเขียนกฎหมายหลายมาตรากลับไปหายุคก่อนปี 2475 ซึ่งหมายถึง อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของประชาชน ประวัติศาสตร์ถูกกดทับและทำให้เลือนหายไปจากความทรงจำ พร้อมกับการทำให้ประวัติศาสตร์ 2475 หายไป ตลอดจนมีความพยายามเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้น สังเกตได้จากการจัดกิจกรรมผ่านจังหวะหรืออารมณ์ของสังคมให้กลับไปสู่ยุคไพร่ฟ้าหน้าใส เพื่อให้ประชาชนรู้สึกยินดีปรีดาเสมือนอยู่ในแผ่นดินทอง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ อนุสรณ์พยายามสื่อให้เห็นว่า ละคร “บุพเพสันนิวาส” จึงไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ แต่กลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดขึ้นจากการบรรจบกันของ 2 กระแส นั่นคือ การโหยหาอดีต และกระแสที่เกิดขึ้นท่ามกลางการขับเคี่ยวของการเมืองเฉพาะหน้าในขณะนี้

อดีต, จุดสมดุล, อนาคต = ดี?

หากมอง “การโหยหาอดีต” อย่างแท้จริงแล้ว ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร บอกว่า ขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ปกติในสังคมสมัยใหม่ไปแล้ว ทว่า หากมองสิ่งนี้เป็นธรรมชาติ จะทำให้เราไม่สามารถหนีจากมันได้ ไม่ว่าจะวิพาษ์วิจารณ์อย่างไรก็ตาม

ด้านสถาปัตยกรรมเอง เห็นได้ชัดเจนว่า การโหยหาอดีตเป็นประเด็นหลักอย่างหนึ่งในการออกแบบ รวมถึงการ “สร้างสมดุล” ระหว่างการมองย้อนไปหาอดีตและการมองไปข้างหน้า เพื่อหาทางออกใหม่ๆ ให้กับอนาคต

ชาตรี ประกิตนนทการ

“ส่วนตัวคลุกคลีกับวงการนี้มากว่า 10 ปี พบว่า ปฏิบัติการใดๆ ของมนุษย์เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์กันระหว่างการมองจากอดีตที่ผ่านมา และอนาคตที่คาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงเสมอ ดังนั้น การพูดว่าใคร หรือสังคมไหนโหยหาอดีตจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกลายเป็นธรรมชาติไปแล้ว อาทิ ศิลปกรรมสมัยเรเนสซองที่ย้อนกลับไปหาปรัชญากรีกได้ ฉะนั้น สิ่งที่ควรทำคือ จะทำอย่างไรให้การโหยหาอดีตในยุคปัจจุบันเป็นลักษณะเช่นนั้น

“แต่ปัญหาสำคัญคือ อะไรคือ ‘จุดสมดุล’ ระหว่างการมองย้อนกลับไปหาอดีต และการมองไปข้างหน้า หรืออนาคต?”

 

ทั้งนี้ การสร้างสมดุลดังกล่าว ชาตรีให้ความเห็นว่า เราต้องไม่มองอดีตในแง่หอมหวล หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นยุคทองสวยงาม ไม่มีอะไรด่างพร้อย ขณะเดียวกัน ต้องไม่มองอนาคตดีกว่าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เฉพาะกรณีในสังคมไทย โดยหลักแล้วมีความโน้มเอียงที่จะให้ค่าทางอดีตเป็นสิ่งหอมหวานและสวยงามเกินความเป็นจริง เนื่องจากพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท โดยเชื่อว่าความสมบูรณ์งามพร้อมคงอยู่สมัยที่พระพุทธเจ้ามีวิตอยู่ หลังจากนั้นศาสนาและสังคมเริ่มเสื่อมลง ทำให้สังคมเช่นนี้มีแนวโน้มมองอนาคตแบบเสื่อมลงไปเรื่อยๆ และมองว่าอดีตเป็นอุดมคติที่เราเสียไป รวมถึงยุคอาณานิคมที่สังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือประเทศโลกที่ 3 ปะทะกับโลกสมัยใหม่และตะวันตก กระทั่งผลักดันให้สังคมที่ปะทะกับความสมัยใหม่เกิดความรู้สึกด้อย ในแง่ของการรับความเจริญเข้ามา ขณะเดียวกันก็อยากรักษาเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ความเป็นตัวตนไว้

จาก 2 แนวโน้มดังกล่าว ชาตรีชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยโดยพื้นฐานมีแนวโน้มมองอดีตแบบสวยงามเกินจริง ดังนั้น คำถามหรือประเด็นที่เราควรต้องตอบคือ ทำอย่างไรที่จะช่วยดึงลักษณะการมองอดีตที่งดงามเกินความจริงให้อยู่ในทิศทางที่ดี เหมือนสมัยเรเนสซองที่มองอดีตกลับไปที่กรีก แล้วกลับมาสร้างอะไรใหม่ๆ ที่ดีได้

สร้างแกน X, Y เพื่อหาจุดสมดุลของการโหยหาอดีต

 

ตอบโจทย์ ‘จุดสมดุล’ ด้วยแกน X, Y
และ ‘สภาใหม่’ ที่ไม่ควรไปถึง

ชาตรีอ้างอิงการสอนส่วนตัว ในเรื่องสถาปัตยกรรมไทยเป็นเรื่องที่ต้องปะทะกับการหารากเหง้าจากอดีต ควบคู่กับการพัฒนาสถาปัตยกรรมสู่โลกอนาคต โดยเทียบเป็นแกน X, Y เพื่อหา “จุดสมดุล” ของการโหยหาอดีต

แกน X หรือแกนนอน เป็นการโหยหาอดีต หรืออ้างอิงอดีต เริ่มจากค่า 0-100 ซ้ายสุดคือสุดโต่ง ขวาสุดคือไม่สนใจอดีต มองอนาคตเป็นหลัก

ส่วนแกน Y หรือแกนตั้ง ว่าด้วยความสร้างสรรค์ เสรีภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ เพราะโลกของการออกแบบและการสร้างสรรค์งานที่ดี ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาดปราศจากความคิดในเชิงวิพากษ์ หรือเสรีภาพในการคิดและตีความ

จากนั้นชาตรีหยิบ “รัฐสภา” แต่ละประเทศวางบนพื้นที่ทั้ง 4 ภายหลังสร้างแกน X, Y อธิบายประกอบความเข้าใจ โดย ขวาบน เป็นการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม หรือการมองสังคมตัวเองลักษณะที่ไม่เน้นอดีต หรือเน้นเพียงเล็กน้อย แต่พูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์และเสรีภาพสูง เช่น รัฐสภาออสเตรเลีย

ขวาล่าง สะท้อนสังคมที่ขาดเสรีภาพ อิสรภาพ และการวิพากษ์วิจารณ์ แต่มีอาการโหยหาอดีตเล็กน้อย นั่นคือ รัฐสภาไทยตึกปัจจุบัน

ส่วน ซ้ายบน เป็นงานที่ใช้อดีตนำไปสู่อนาคต ขณะเดียวกัน ยังใช้และทำอยู่บนบริบทสังคมที่มีเสรีภาพ อิสรภาพ และสปิริตของการวิพากษ์วิจารณ์ ดังเช่น รัฐสภาเยอรมนี

ปิดท้ายที่มุม ซ้ายล่าง ที่ชาตรีกล่าวเต็มน้ำเสียงว่า “เป็นสิ่งที่เราไม่ควรนำไปสู่แบบนั้น” ทว่า อาคารดังกล่าวคือ “รัฐสภาแห่งใหม่ของไทย” เนื่องจากเราอยู่ในสังคมเผด็จการ มีการปิดกั้น ขาดเสรีภาพ ขณะเดียวกันก็มีความโหยหาอดีตสูงมาก

สภาแห่งใหม่ของไทย ภายใต้ไอเดีย “สัปปายะสภาสถาน

“อาคารหลังนี้เป็นผลของการออกแบบภายหลังรัฐประหาร 2549 หากย้อนอดีตไปยังช่วงนั้น พบว่า สปิริตทางการเมืองคือการเมืองเรื่องศีลธรรม พูดถึงคนดี ศาสนา โดยคอนเซ็ปต์การออกแบบของสถาปนิกที่ชนะการประกวดมีการกล่าวถึง ‘การเมืองต้องมีศีลธรรม’ อีกทั้งยังเสนอไอเดีย ‘สัปปายะสภาสถาน’ ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่อยู่ในพระไตรปิฎก เป็นการย้อนกลับไปหาไตรภูมิ

“สำหรับผม นี่คือการย้อนหาอดีตในเชิงลบ เป็นการขาดสปิริตอย่างมองไปข้างหน้า และย้อนหาอดีต 100%”

ท้ายที่สุด ชาตรีเสนอให้ไทย “สร้างอนุสรณ์สถาน” เสมือนเยอรมันมีอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าชาติตัวเองเคยทำผิดพลาด ฉะนั้น การสร้างอนุสรณ์สถานจึงเป็นงานทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สปิริตของการมองอดีตเป็นไปตามความจริง มีทั้งดีและไม่ดี ทำให้การโหยหาอดีตเป็นในลักษณะฉลาด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ไม่กลัวการ ‘โหยหาอดีต’
เท่ากับการ ‘ไม่สนใจอดีต’

หากมองจากมุมผู้สอนประวัติศาสตร์ อย่าง ตามไท ดิลกวิทยรัตน์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ.แล้ว ปรากฏการณ์โหยหาอดีตที่ปรากฏในละคร “บุพเพสันนิวาส” เป็นสิ่งที่รัฐพยายามทำมานาน แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ยิ่งในฐานะที่สอนประวัติศาสตร์ด้วยแล้ว ยิ่งสงสัยเวลาคนบอกว่า สังคมไทยโหยหาอดีตนั้นจริงหรือไม่ เนื่องจากคนไทยถูกปลูกฝังให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างฝังหัว เพราะหากมองในมุมนักประวัติศาสตร์ แน่นอนว่า “รัฐ” โดยเฉพาะ “รัฐเกิดใหม่” จำเป็นต้องใช้ประวัติศาสตร์เพื่อสร้างเอกภาพ แม้กระทั่งประเทศตะวันตกก็มีการศึกษาและเขียนประวัติศาสตร์ของชาติเช่นกัน

เพียงแต่ลักษณะประวัติศาสตร์ชาติไทยและประเทศที่เกิดใหม่มีลักษณะทางวิชาการที่เรียกว่า “ชาตินิยมเทียม” คือไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการฟื้นอดีต หรือสนใจประวัติศาสตร์ประชาชน แต่ถูกกำหนดลงมาจาก “ชนชั้นนำ” ที่พยายามสร้างชาติในภาวะอันจำกัด

“รวมถึงประวัติศาสตร์ของชาติเขียนโดยชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ฉะนั้น มุมมองของประวัติศาสตร์ชาติจึงค่อนข้างแคบ ไม่สามารถรวมคน หรือกลุ่มคนอื่นๆ เข้ามาอยู่ในเรื่องเล่าของความเป็นชาติทั้งหมดได้”

ขณะเดียวกัน ตามไทยังตั้งข้อสังเกตจากปรากฏการณ์ปัจจุบัน โดยการหยิบอดีตมาใช้มักสัมพันธ์กับ 2 เรื่องคือ 1.ช่วงนั้นเกิดความขัดแย้งทางการเมืองสูง เป็นการดึงอดีตมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกได้ง่าย แต่หยิบไปใช้บางส่วน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเต็มตัว อาจประสบความสำเร็จบ้างเป็นบางช่วง และ 2.การใช้อดีตตอบสนองทุน เช่น การแต่งชุดไทย อาหารไทย การท่องเที่ยว

“ในฐานะคนสอนประวัติศาสตร์ไม่กลัวการโหยหาอดีตเท่ากับการไม่สนใจอดีต ฉะนั้น ถามว่ามีกระแสการโหยหาอดีตเกิดขึ้นดีไหม ดี แต่ในแง่ที่เรามีโอกาสทำให้ประเด็นเหล่านี้เป็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ศึกษาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้สังคมมีการศึกษา เรียนรู้จากอดีต โดยที่เราไม่ต้องกลัวว่า ที่สุดแล้วอดีตจะถูกครอบงำ หรือนำไปใช้ในลักษณะการตอบสนองทางการเมืองของใคร”

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้เชื่อได้ว่า การโหยหาอดีตไม่ใช่เรื่องแปลก และอดีตมิได้สวยงามหรือเลวร้ายไปเสียทั้งหมด ขณะเดียวกันต้องไม่มองอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ หากต้องมี “จุดสมดุล” ถ่วงสายตาและความคิด เพื่อกำหนดอนาคตหรือย้อนกลับไปหาอดีตได้ดีเยี่ยมยิ่งกว่า

ด้านในรัฐสภาไทยตึกปัจจุบันที่ชาตรีชี้ว่า สะท้อนสังคมที่ขาดเสรีภาพ การวิพากษ์วิจารณ์ แต่มีอาการโหยหาอดีตเล็กน้อย