คุยกันถึงเรื่อง มายด์เซต (Mindset) ที่มักจะเห็นในคน 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีความคิดแบบตายตัว (Fixed mindset) กับ 2.กลุ่มที่มีความคิดแบบเติบโต (Growth mindset)
โดยในบทความ Here’s why your attitude is more important than your intelligence เขียนโดย ดร.ทราวิส แบรดเบอร์รี่ เจ้าของหนังสือขายดี Emotional Intelligence 2.0 หรือความฉลาดทางอารมณ์ 2.0 เล่าถึง กลุ่มที่มีมายด์เซตแบบตายตัวคงที่ แม้จะเป็นคนฉลาด มีความเก่งกาจ แต่เมื่อถึงจุดที่เชื่อว่าอะไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือเผชิญสถานการณ์ท้าทายมากเสียจนคิดว่ารับมือไม่ไหวก็เลือกที่จะไม่ทำอะไร
ขณะที่กลุ่มคนที่มีมายด์เซตที่เชื่อมั่นในเรื่องการเติบโต เชื่อว่าถ้าเจอปัญหาหนักท้าทายหรือดูแล้วไม่น่าจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็เชื่อว่าสามารถพยายามปรับปรุงมันได้ และหลายครั้งก็ทำได้ดีในระดับสุดยอด
โดยในบทสรุปของเรื่องนี้ เราจะมาคุยกันต่อถึงวิธีสร้างมายด์เซตแบบเติบโตกัน
เริ่มจากการตรวจสอบตัวเองก่อนว่า คุณเข้าข่ายเป็นคนสายตายตัวหรือเติบโต โดยอ่านย้อนหลังได้ในบทความ 2 ตอนก่อนหน้า
กล่าวสำหรับมายด์เซตสายเติบโต สัปดาห์ก่อนเรายกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จหลายคนว่าคนเหล่านี้ได้รับฟีดแบ๊กหรือเผชิญกับประสบการณ์ทางลบจากการถูกวิจารณ์ แต่เพราะทำในสิ่งที่ชอบจึงไม่ยอมแพ้ ด้วยแพชชั่นและความหลงใหลเหล่านี้ทำให้สามารถประสบความสำเร็จแบบที่เอาชนะพรสวรรค์ตามธรรมชาติได้
ดังนั้นถ้าหาแพชชั่นเจอก็น่าจะทำให้เราเข้าสู่ภาวะมายด์เซตสายเติบโตได้
“วอร์เรน บัฟเฟต์” นักลงทุนและมหาเศรษฐีดัง มีคำแนะนำว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราหลงรักที่จะทำอะไร
เขาเสนอเทคนิค 5/25 นั่นคือ เขียนสิ่งที่สนใจและชอบมากที่สุด 25 รายการ
จากนั้นให้พิจารณาตัดออกไป 20 ให้เหลือ 5 รายการเท่านั้น
และนั่นก็จะเป็นแพชชั่นจริงของเรา
วิธีนี้เป็นการสกัดสิ่งที่ชอบจริงๆ ออกมาจากอีกหลายอย่างที่เราคิดว่าเราสนใจจนทำให้เราไขว้เขว
และเมื่อรู้แล้วก็ขอให้ “ลงมือทำ”
โดยต้องรู้เสมอว่าไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงในการก้าวไปข้างหน้า แต่ต้องลงมือทำและไม่ยอมแพ้กับความล้มเหลวง่ายดายไป เพราะถ้าคุณชอบคุณก็จะอยู่กับมันได้
สิ่งสำคัญอื่นๆ คือ จงยืดหยุ่น และไม่บ่นหากสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามต้องการ เพราะการบ่นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของความคิดแบบคงที่ตายตัว ขณะที่มายด์เซตแบบเติบโต กำลังมอบหาโอกาสในทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่มีที่ว่างให้กับการโอดครวญ
เป็นเกร็ดพัฒนาชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย
และขอปิดท้ายที่อัจฉริยะ “อัลเบิร์ต ไอนส์ไตน์” พูดไว้น่าคิดว่า The World as we have create it is a process of our thinking. It cannot be changed without changing our thinking.
โลกที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นมาจากกระบวนการคิดของเรา มันไม่อาจเปลี่ยนแปลง หากเราไม่เปลี่ยนความคิด

