ชุมชนชานกำแพงพระนคร เหลือแห่งเดียวในไทย ถูกทำลายโดยรัฐ ‘ประวัติศาสตร์สังคมบกพร่อง’

10.05.18 | 19:22 น.
ชุมชนป้อมมหากาฬ ไม่ใช่ผู้บุกรุก แต่ถูกทำลายโดยรัฐ "ประวัติศาสตร์สังคมบกพร่อง"

“แพตเทิร์นการใช้ชีวิตของชาวชุมชนป้อมมหากาฬสืบทอดมาจากอดีต ที่เราเรียกว่าเป็น ‘ชุมชนชานกำแพงพระนคร’

ในเมืองโบราณต่างๆ ที่มีกำแพงเมืองก็มักจะมีคูน้ำล้อมรอบ จึงมักมีการตั้งชุมชนและบ้านเรือนอยู่รายรอบเช่นเดียวกับที่นี่ ซึ่งในทางกายภาพเหลือองค์ประกอบการตั้งชุมชนตามแบบของผู้คนสมัยก่อนครบถ้วนอยู่แห่งเดียวแล้ว”

ชาตรี ประกิตนนทการ

อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

[จากเว็บไซต์ www.baanlaesuan.com วันพุธที่ 25 เมษายน 2561]

Advertisement

ชุมชนป้อมมหากาฬ ไม่ใช่ผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะ เพราะมีโฉนดถือครองที่ดินตกทอดเกือบเป็นร้อยปีมาแล้ว

แต่สังคมทั่วไปเข้าใจว่าชุมชนป้อมมหากาฬบุกรุกพื้นที่สาธารณะ เพราะถูกทางการตอกย้ำสร้างข่าวกล่าวร้ายป้ายสีให้เข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างนั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้อำนาจรัฐไล่รื้อทำลายหลักฐานประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ที่เหลือแห่งเดียวในไทย

การได้โฉนดถือครองที่ดินชานกำแพงพระนคร มีนานแล้วตั้งแต่สมัย ร.5 ตกทอดจนปัจจุบัน พบทั่วไปในกรุงเทพฯ โดยคร่าวๆ ดังนี้

1. ปากคลองบางลำพู ย่านวัดสังเวช ใกล้ป้อมพระสุเมรุ บริเวณโดยรอบถนนพระอาทิตย์-ถนนพระสุเมรุ

2. ตลาดบางลำพู, ตึกหน้าวัดบวรฯ ถึงย่านสะพานวันชาติ ต่อเนื่องสะพานผ่านฟ้า

3. อาคารบ้านสายรัดตะคด ตึกแถวย่านประตูผี หน้าวัดเทพธิดาราม สำราญราษฎร์

4. ตึกแถวสะพานเหล็ก หน้าวังบูรพา ต่อเนื่องทางเข้าสำเพ็ง จนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้สะพานพุทธฯ-สะพานปกเกล้า

เหล่านี้ล้วนตั้งบนซากแนวกำแพงพระนคร (ที่ถูกรื้อทำลายหมดไปนานแล้ว) โดยไม่ถูกเวนคืนจากทางการ เพราะเจ้าของพื้นที่ต่าง “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ลงหลักปักฐานถาวรด้วยความเห็นชอบจากอำนาจรัฐทุกยุคทุกสมัย

มิวเซียมมีชีวิต ถูกทำลายโดยรัฐ “ประวัติศาสตร์สังคมบกพร่อง”

ชุมชนป้อมฯ ไม่ใช่ผู้บุกรุก เพราะมีโฉนดที่ดิน

“กรณีป้อมฯ มันเกิดจากความเข้าใจผิดๆ ของคนทั่วไป ที่มักมองว่าคนพวกนี้เป็นผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะ

แต่ความจริงแล้วคุณต้องมองกรณีนี้ให้ต่างไปจากกรณีบุกรุกอื่นๆ เพราะชุมชน ป้อมฯ เป็นที่ที่มีโฉนดมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5-6 ทุกคนมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์

แต่เนื่องจากเป็นไอเดียของคณะกรรมการกรุงรัตนโกสินทร์ เขาอยากจะสร้างสวนสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้วจึงไปเล็งว่าพื้นที่นี้ควรได้รับการปรับปรุง และมองว่าที่นี่เป็นเหมือนชุมชนแออัด จึงไปขายไอเดียการสร้างสวนสาธารณะกับรัฐบาล รัฐบาลยุคนั้นก็เห็นชอบ

เริ่มต้นความพยายามด้วยการซื้อที่ดินโดยการให้เงิน กทม. แต่คุณรู้ไหมว่า 20-30 ปีผ่านไป ชาวบ้านหรือเจ้าของมีการขายที่ออกไปแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ทางการก็เลยบอกว่า ไม่ไหวแล้ว ต้องใช้การเวนคืน”

ชาตรี ประกิตนนทการ

อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

[จากเว็บไซต์ www.baanlaesuan.com วันพุธที่ 25 เมษายน 2561]


อำลามหากาฬ

บางส่วนจากบันทึกของอาสาสมัครผู้ประสานงานให้ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ

อินทิรา วิทยสมบูรณ์

ข้างหลังป้อมมหากาฬ ถนนมหาไชย เขตพระนคร ข้างหลังกำแพงเมืองที่ทอดยาวกว่า 178.5 เมตร เบื้องหลังประตูช่องกุด ที่นี่มีชีวิต มีบ้าน มีความผูกพัน และมีความทรงจำมากมาย แน่นอนว่า ขึ้นชื่อว่าบ้าน บ้านใคร ใครก็รัก ใครก็หวงแหน

หลังกำแพงแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงพระนคร สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 บริเวณแห่งนี้นั้นในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชบริพารที่มีหน้าที่ดูแล วัดภูเขาทองและวัดราชนัดดาที่อยู่ใกล้เคียง

พ.ศ. 2535 กรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ส่งผลให้ชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องถูกไล่รื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ. 2545 กรุงเทพมหานครประกาศทำการรื้อย้าย

พ.ศ. 2546 ชุมชนป้อมมหากาฬ ปิดป้อม ปิดชุมชน ต่อสู้กับการไล่รื้อที่ไม่ชอบธรรม ชาวชุมชนหลายคนต้องออกจากงานมาเฝ้าระวังดูแลบ้าน

พ.ศ. 2549 กรุงเทพมหานคร, สถาบันวิจัย มหาวิทยาศิลปากร, และชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อศึกษาและวิจัยแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬ จนเกิดเป็นงานวิจัยเรื่องชุมชนป้อมมหากาฬ ชุมชนบ้านไม้โบราณ พร้อมกับข้อเสนอในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณนี้อย่างมีส่วนร่วมในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนคู่ย่านเมืองเก่า

กรุงเทพมหานครยืนกรานแนวทางการพัฒนาสวนสาธารณะป้อมมหากาฬเช่นเดิม

สัญญาณดังกล่าวทำให้ชุมชนป้อมมหากาฬและภาคีเครือข่ายออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วม รวมทั้งมีการยื่นหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าวแก่นายกรัฐมนตรี

พ.ศ. 2560 กรุงเทพมหานครได้ออกประกาศจะเข้าทำการรื้อถอนโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินสัมภาระ

พ.ศ. 2561 มกราคม-เมษายน สถานการณ์ของชุมชนป้อมมหากาฬเดินมาถึงทางตัน

จนท้ายที่สุด เมื่อสถานการณ์ต่างๆ มาสุดทาง ชุมชนป้อมมหากาฬได้ออกแถลงการณ์เรื่องการปิดฉากชุมชน พร้อมเชิญชวนผู้คนเข้าร่วมงานอำลามหากาฬ ในวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561

สำหรับชุมชนป้อมมหากาฬ ระยะเวลากว่า 26 ปี ของการต่อสู้นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งของมหานครกรุงเทพ โดยมีภาคีเครือข่าย สถาบันการศึกษา นักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไปได้แวะเวียนเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เข้ามาทำกิจกรรมกับชุมชนอย่างหลากหลาย มากหน้าหลายตาอย่างไม่เคยขาดหาย

แน่นอนว่า แม้ว่าในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ชุมชนป้อมมหากาฬจะต้องปิดฉากลง หากแต่ในฐานะการเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตของชุมชนแห่งนี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญอย่างยิ่งของสังคม …พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่เรียนรู้จากความขัดแย้งของคนป้อมมหากาฬ เรียนรู้จากความสูญเสีย เรียนรู้จากซากต้นไม้น้อยใหญ่ และเศษซากไม้

เพราะที่สุดแล้วนั้น อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะจริงๆ แล้ว สถานการณ์เช่นนี้อาจจ่ออยู่หน้าบ้านของคุณ ข้างบ้านของคุณ ย่าน/ท้องถิ่นที่คุณเกิดและเติบโต อย่าปล่อยให้เรื่องราวของชุมชนป้อมมหากาฬเป็นแค่ปรากฏการณ์ หากแต่ควรจดจำ เรียนรู้เพื่อก้าวต่อไปในฐานะบทเรียน

มิวเซียมมีชีวิต ถูกทำลายโดยรัฐ “ประวัติศาสตร์สังคมบกพร่อง”

“เห็นคุณค่าไม่เท่ากัน หรือไม่เห็นคุณค่าเลย ก็ไม่ผิด

แต่ไม่ศึกษา ไม่หาข้อมูลความจริง คือสิ่งอันตรายต่อสังคมไทย”

นักวิชาการทางสถาปัตยกรรม

(มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 28 เมษายน 2561 หน้า 13)


รัฐไม่สนับสนุนมิวเซียมที่มีชีวิต

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

[อดีตอาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร]

ประหลาดดีนะครับ ในขณะที่ประเทศอาร์เจนตินา และอุรุกวัย เขาพากันเอาการเต้นแทงโก ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกสาขาวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (intangible cultural heritage, ซึ่งก็คือมรดกโลก อันเดียวกันกับที่เมื่อปีก่อน ประเทศกัมพูชาได้เสนอโขน เอาไปขึ้นทะเบียนนั่นเอง) กับยูเนสโก บ้านของศิลปินเอกใหญ่ๆ ของโลก เช่น บ้านเกิดของบีโธเฟน ที่เมืองบอนน์ ก็ถูกนำมาสร้างเป็นมิวเซียม

ฮอลล์คอนเสิร์ตสำคัญของรัสเซียอย่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สเตท (St. Petersburg State) ก็ถูกนำมาดัดแปลงเป็นมิวเซียม ที่ยังมีทั้งส่วนของฮอลล์จัดแสดง ห้องเล็กเชอร์ มิวเซียมของเธียเตอร์เอง และมิวเซียมจัดแสดงชีวประวัติของนักดนตรีคนสำคัญ ที่เคยมาพักอยู่ที่นั่น เป็นการเฉพาะแต่ละรายบุคคล

แต่ในประเทศไทยกลับจะรื้อเอาบ้านและวิกลิเกแห่งแรกของเราทิ้งมันเสียอย่างนั้น?

ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะครับว่าทำไมมหรสพเก่าแก่ทั้งหลายจึงไม่ค่อยจะมีที่ยืนอยู่ในสังคมไทย ทั้งๆ ที่รัฐเองนั่นแหละที่ชอบประกาศปาวๆ ว่าต้องดูแลรักษาอย่างนู้นอย่างนี้อยู่เสมอ

ก็ขนาด “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ซึ่งเป็นทั้งมิวเซียมที่มีชีวิต แถมยังเป็นชุมชนต้นกำเนิดลิเกไทย และวิกลิเกแห่งแรกของสยาม ควบตำแหน่งบ้านของศิลปินเอกผู้ประดิษฐ์ลิเกขึ้นอย่างพระยาเพชรปาณี รัฐท่านก็ยังรื้อทิ้งได้ลงคอเลยนี่ครับ?

[คอลัมน์ On History, มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 4-10 พฤษภาคม 2561 หน้า 82]

สวน ‘ป้อมมหากาฬ’ -เจ้าหน้าที่ กทม. เข้ามาปรับหน้าดิน เพื่อจัดทำเป็นสวนสาธารณะชั่วคราว ภายหลังจากได้รับคืนพื้นที่บริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ คาดว่าจะสามารถใช้บริการได้ภายในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2561 (ภาพและคำบรรยายภาพจาก มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม 2561 หน้า 7)

พื้นที่อาชญากรรม

“การทำสวนสาธารณะร้อยเปอร์เซ็นต์มันไม่เหมาะที่จะมาตั้งอยู่ในที่นี้อยู่แล้ว…. เพราะคุณไม่มีทางรื้อกำแพงเมือง มันเป็นโบราณสถาน

พอคุณไม่รื้อ การเข้ามาในพื้นที่จึงต้องเข้ามาผ่านประตูเล็กๆ สี่ช่อง ตรงหัวมุมเป็นป้อม มีคลองขนาบด้านใน มีคลองตัดอีกด้าน

เพราะฉะนั้นพื้นที่นี้ ‘อันตราย’ ที่สุด อยู่ลึกเข้าไป ปิดทึบ คุณจะทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่แห่งการก่ออาชญากรรม หรือแค่มองในแง่กายภาพพื้นฐานแค่นี้ก็ไม่ควรนำมาทำสวนสาธารณะตั้งแต่แรกแล้ว”

ชาตรี ประกิตนนทการ

อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

[จากเว็บไซต์ www.baanlaesuan.com วันพุธที่ 25 เมษายน 2561]