‘คิงเพาเวอร์’ ผนึก ‘เลสเตอร์’ เปิดตัว INDIGO ‘ผ้าครามไทย’สู่เวทีโลก

11.05.18 | 17:48 น.

การแข่งขันฟุตบอลที่สนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมามีความพิเศษเกิดขึ้น

นอกจากการแข่งขันระหว่างทีมเลสเตอร์ซิตี้ กับทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ทแล้ว ที่บริเวณเดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ คิงเพาเวอร์ สเตเดียม (The City Fanstore at King Power Stadium) ยังมีสินค้าใหม่เปิดตัว

การแข่งขันครั้งนี้ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา พร้อมด้วยนายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ นายอภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฎิบัติการ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ได้นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยบินลัดฟ้ามาประเทศอังกฤษด้วย

ณ บริเวณเดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ คิงเพาเวอร์ สเตเดียม ได้ปรากฏสินค้าใหม่ที่ประกอบด้วย เสื้อที-เชิ้ตลายปัก (LTC Indigo T-Shirt Logo Embroidery) เสื้อที-เชิ้ตลายพรินต์ (LTC Indigo T-Shirt Logo Printed) เสื้อโปโล (LTC Indigo Polo-Logo Printed) ผ้าพันคอ (LTC Indigo Scarf) หมวกแก๊ป (LTC Indigo Cap) หมวกไหมพรม (LTC Indigo Beanie) กระเป๋าใส่ของอเนกประสงค์ (LTC Indigo Toiletry Bag)

สินค้าใหม่ทั้งหมดมีลักษณะพิเศษคือย้อมด้วย “คราม”

Advertisement

ใช่แล้ว ครามที่ปลูกในเมืองไทย และมีเทคนิคการย้อมภายในชุมชนของไทยนี่แหละได้มีโอกาสก้าวไปเป็นสินค้าคุณภาพเพื่อจำหน่ายในเวทีโลก

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ เล่าให้ฟังว่า คิงเพาเวอร์ได้ดำเนินโครงการเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด “คิงเพาเวอร์ไทย เพาเวอร์พลังคนไทย” มาได้ระยะหนึ่ง

วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือ ส่งเสริมสนับสนุนศักยภาพของคนไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลก และสร้างสรรค์สิ่งดีให้กับสังคมไทย

เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า

วิชัย ศรีวัฒนประภา

สำหรับกิจกรรมในโครงการเพื่อสังคมนี้มี 4 ด้านหลัก ได้แก่ SPORT POWER เน้นด้านกีฬา MUSIC POWER เน้นด้านดนตรี COMMUNITY POWER เน้นด้านชุมชน และ EDUCATION & HEALTH POWER เน้นด้านการศึกษา และด้านคุณภาพชีวิต สาธารณสุข

ตัวอย่างที่คิงเพาเวอร์ดำเนินการด้านกีฬา คือ ส่งเสริมให้เด็กไทยมีโอกาสไปฝึกฟุตบอลที่สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 3

เด็กทุกคนจะได้รับการคัดเลือก แล้วส่งไปฝึกฟุตบอล พร้อมทั้งให้การศึกษาในระดับไฮสคูล รวมเวลาประมาณรุ่นละ 3 ปี

ตอนนี้สำเร็จไปแล้ว 1 รุ่น เด็กๆ แต่ละคนมีโอกาสใหม่ทั้งที่เมืองไทย เพราะมหาวิทยาลัยอยากได้ตัว และโอกาสต่อยอดที่เมืองนอก โดยได้เข้าสังกัดสโมสรฟุตบอลที่ประเทศเบลเยียม

ขณะที่รุ่นล่าสุดคือรุ่นที่ 3 แว่วข่าวว่าฝีไม้ลายมือเข้าท่าทีเดียว

ส่วนกิจกรรมด้านดนตรี ได้จับมือกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการแข่งขันวงดุริยางค์เครื่องเป่านานาชาติแห่งประเทศไทย ประจำปี 2561 ไปเมื่อเร็วๆ นี้

โครงการแข่งขันนี้เดิมวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดมาสักพักแล้วต้องหยุดไป กระทั่งคิงเพาเวอร์เห็นว่ามีประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชนไทยด้านดนตรีจึงเข้าไปฟื้นขึ้นมาใหม่

และก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

คณะสื่อมวลชนไทยร่วมถ่ายภาพที่สนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

ขณะที่กิจกรรมด้านการศึกษา มูลนิธิคิงเพาเวอร์ได้ดำเนินการมา 13 ปี ส่วนด้านสาธารณสุขจะเป็นการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาล อาทิ มอบตู้อบเด็กให้กับ รพ.ระดับอำเภอ

ล่าสุดก็ร่วมสนับสนุน รพ.ผ่านโครงการก้าวคนละก้าว ซึ่งมี ตูน-บอดี้สแลม วิ่งจากยะลาถึงเชียงราย เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ รพ.ที่ขาดแคลน 11 แห่งทั่วประเทศไปเมื่อปี 2560

สำหรับสินค้า “ผ้าคราม” ที่คิงเพาเวอร์นำไปจำหน่ายที่สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ครั้งนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมด้านชุมชน

ทั้งนี้ตามปกติ คิงเพาเวอร์ได้คัดเลือกสินค้าโอท็อปมาจำหน่ายในร้านค้าของคิงเพาเวอร์ เพื่อให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้สัมผัส แต่ครั้งนี้ถือเป็นการสร้างคอลเล็กชั่นขึ้นมาใหม่

เรียกชื่อว่า คอลเล็กชั่น INDIGO หรืออินดิโก้

คอลเล็กชั่นนี้เน้นนำเอาเสน่ห์ของครามจากเมืองสกลนครออกมาโชว์ให้ชาวโลกได้ใช้

ครามเป็นพืชใบสีเขียว ดอกช่อกลีบสีชมพูอมแดง เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีสกัดและย้อมจะให้เฉดสีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้มบนผืนผ้า

เสน่ห์ของผ้าคราม คือมีสีสันที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ เป็นหนึ่งในบรรดาสีเก่าแก่ของโลก มีอดีตความเป็นมายาว นานร่วม 6,000 ปี และถือว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม

ครามเป็นที่รู้จักมาแต่โบราณตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีซ โรม แอฟริกา และเอเชีย

สำหรับประเทศไทย ต้นครามโดยส่วนมากจะปลูกได้ดีในแถบภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะใน จ.สกลนคร

และนี่คือที่มาของการนำเอาครามจากสกลนครมาใช้

หลังจากค้นพบของดีประเทศไทย ทีมนักออกแบบของคิงเพาเวอร์ ประกอบด้วย สิริภัทรา สมนันท์ ดาดลิน นิ่มสมบุญ และชวลิต วิรุฬห์ธนวงศ์ ก็เริ่มทำงาน

สุดท้ายได้ใช้เทคนิควิธีการของคนบ้านนาขาม ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร มาร่วมสร้างสินค้าใหม่ของทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้

เทคนิค “การย้อมผ้าคราม” เป็นภูมิปัญญาของคนไทย มีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน

เริ่มจากการเก็บใบครามสดจากต้นคราม นำมาบรรจุใส่ถังบ่ม เติมน้ำฝนให้ท่วมใบคราม แช่ทิ้งไว้ 1 วัน ใส่ปูนแดง และกวนให้ได้เนื้อสีที่เข้มข้น กรองน้ำออก เพื่อสกัดจุลินทรีย์ออกมา และเลี้ยงจุลินทรีย์ครามต่อ โดยเติมน้ำฝน กล้วยน้ำว้า และเหล้าขาว หมักบ่มจนเกิดปฏิกิริยา และได้เป็นสีดิบ คือ สีเหลืองสุกพร้อมย้อม

จากนั้นจึงม้วนและมัดผ้าดิบ แล้วนำไปจุ่มในสีดิบ เมื่อสีเกิดปฏิกิริยากับอากาศจะกลายเป็นสีคราม และเกิดเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

ดังนั้นผ้าทุกชิ้นที่ย้อมจึงมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

และเมื่อผนวกกับการดีไซน์จากนักออกแบบ สินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษ INDIGO ภายใต้แบรนด์เลสเตอร์ซิตี้ จึงเกิดขึ้น

เป็นสินค้าที่ย้อมจากสีธรรมชาติ 100% มีความทนทาน ไม่ตกหรือเปื้อนใส่เสื้อผ้าตัวอื่น ป้องกันรังสี UV กันยุง เนื้อผ้านุ่ม สวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี

ข้อสำคัญสินค้าที่ผลิตอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยคุณภาพจากธรรมชาติ และกรรมวิธีของชุมชนไทย โดยมีการออกแบบอย่างดี

เมื่อนำไปติดโลโก้ยอดนิยมระดับโลกอย่างทีมฟุตบอล เลสเตอร์ซิตี้แล้ว

เพียงวันแรกที่เปิดตัวสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษ INDIGO ที่ เดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ คิงเพาเวอร์ สเตเดียม ปรากฏว่าสินค้าล็อตแรกที่ผลิตก็ขายหมดเกลี้ยง

ใครที่อยากได้คงต้องรอสินค้าล็อตต่อไป

ได้ยินได้ทราบแล้วได้เห็นช่องทางที่เป็นรูปธรรม

ได้เห็นช่องทางที่จะนำสินค้าไทย ไปอวดโฉมบน “เวทีโลก”


สดจากพื้นที่ลงสัมผัส’คราม’ จากแหล่งผลิต’นาขาม’

โดย ศักดา ดวงสุภา

สำหรัด สุนาพรม

นางสำหรัด สุนาพรม

ชาวบ้านนาขาม ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ประธานกลุ่มทอผ้าคราม บ.นาขาม

“ตอนยังเด็กพ่อแม่พาไปไร่ไปนาจะพบเห็นทั้งต้นคราม ต้นหม่อนจำนวนมาก ชาวบ้านจึงนำเอาวัตถุดิบเหล่านี้มาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ตั้งแต่เด็กเคยช่วยแม่ทอผ้าครามเอาไว้ใช้ในครัวเรือนเป็นประจำ ในปี พ.ศ.2546 เริ่มทำผ้าย้อมครามจริงจัง จึงทำตามแบบวิถีชาวบ้านที่คนสมัยก่อนได้ถ่ายทอดความรู้ไว้ให้ ช่วงแรกไปหาซื้อผ้าฝ้ายที่ย้อมครามแล้วทอเป็นผ้าก่อน เพราะยังไม่มีความรู้เรื่องในการทำน้ำครามเท่าใดนัก ผ้า 1 เมตรใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ในการถักทอ ลวดลายแรกคือลายสายฝน จากนั้นก็เริ่มออกแบบลายแปลกๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ทำผ้าส่งขาย พอผ้าย้อมครามมีราคาแพง จึงตัดสินใจศึกษาลองทำน้ำครามเอง

ทีนี้จึงตัดสินใจปลูกต้นครามโดยการชักชวนชาวบ้านปลูกต้นครามด้วย แต่ไม่มีใครอยากปลูกด้วย เพราะกรรมวิธีในการทำนั้นยุ่งยาก จึงศึกษาลองผิดลองถูกทำน้ำครามเองปรากฏว่าทำครั้งแรกล้มเหลว ผ้าที่นำลงไปย้อมกับคราม สีครามไม่จับเนื้อผ้า จึงนึกได้ว่าแม่มีความถนัดในเรื่องผ้าย้อมครามเป็นอย่างมาก จึงขอแนวทางตั้งแต่เริ่มไปจนถึงเคล็ดลับ

แม่แนะนำว่า การทำครามจะต้องรู้จักเลือกอายุต้นครามมาใช้ เริ่มตั้งแต่ต้นครามที่ปลูกต้องอายุ 3 เดือนขึ้นไป การเก็บใบครามจะต้องเด็ดที่ใบ ไม่ตัดลำต้น เพราะเราต้องการแค่ใบ เพื่อปล่อยให้ต้นครามแตกยอดแตกใบอีก จากนั้นนำเอาใบครามมาล้างน้ำให้สะอาด ส่วนน้ำที่ใช้ต้องเป็นน้ำฝน ไม่ใช้น้ำประปา เพราะไม่มีสารเคมีเจือปน มีผลต่อการจับสีบนเนื้อผ้าและฝ้าย จากนั้นแช่น้ำให้ท่วมใบครามหรือหาอะไรกดแช่ไว้ 1 คืน

ต่อมาได้แยกน้ำและใบครามออกจากกัน นำปูนแดงมาเติมลงเพื่อกวนครามให้ละเอียด กวนประมาณ 4-5 ชม. จึงนำไปเทน้ำออกแล้วปล่อยให้ตกตะกอน แล้วนำมากรองผ้าขาว 1-2 ครั้ง กรองจนเนื้อครามเหนียวละเอียด ขั้นตอนทำน้ำครามใน 1 หม้อ จะต้องมีส่วนผสม น้ำฝน 5 กก. น้ำคราม 2 กก. น้ำขี้เถ้า 2 กก. มะขามเปียก กล้วย สุรา เติมเข้าไปเพื่อเลี้ยงคราม หมั่นกวนทุกวัน 10-15 วัน ถึงจะสามารถนำมาย้อมผ้าได้

ครามถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีชีวิต ที่ว่ามีชีวิตเพราะว่า ขณะย้อมครามทั้งวัน เช้าถึงเย็น ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า ครามนอนอยู่ ทำไมถึงไปปลุกมันล่ะ และบอกให้สังเกตดีๆ ว่า ปัญหาการย้อมสีได้ไม่เท่ากันเพราะอะไร เนื่องจากตอนค่ำครามจะค่อยๆ นอนลงหรือตกตะกอน เหมือนใบต้นครามเวลาค่ำใบจะหุบ ส่วนในหม้อก็เช่นกัน จึงทำให้สีครามจืดจางลง ซึ่งในเวลาต่างกันสีของครามจะแตกต่างกันไป เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำให้สีที่ย้อมนั้นออกมาเสมอกัน

ดังนั้นจะต้องทำเฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่ง ดีที่สุดคือเวลากลางวัน ตอนค่ำควรปล่อยครามได้พักตัวอย่างเต็มที่ สำหรับคุณสมบัติผ้าย้อมคราม ที่นำไปถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่มแล้ว สวมใส่สบาย ไม่ร้อน กันแสงยูวีได้”

“หลังจากได้รวมกลุ่มต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งสถานศึกษา มหาวิทยาลัย มาศึกษา ฝึกงาน ฝึกอาชีพ ไม่คิดไม่ฝันว่าสีของต้นคราม ภูมิปัญญาท้องถิ่นพื้นบ้านที่มีมาเนิ่นนานจะสามารถต่อยอดไปจนถึงขั้นถูกนำไปทำเป็นสีของผลิตภัณฑ์สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ได้ ในการทำหมวก ผ้าพันคอ เสื้อ และอื่นๆ โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะถูกส่งมาย้อมสีครามที่ บ.นาขามแห่งนี้ก่อนจะตีกลับส่งไปผลิตตามขั้นตอน ตนและกลุ่มจึงรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ทำให้ผ้าย้อมครามของชาว จ.สกลนคร ดังไกลไปเมืองนอก”

เจษฎา กัลยาบาล

นายเจษฎา กัลยาบาล

Cerative Director ผ้าย้อมคราม จ.สกลนคร

“ก่อนหน้านี้นิตยสารลิซ่า ได้พานางงามเน็ตไอดอลมาเก็บตัวทำเวิร์กช็อปที่สกลนครในเรื่องผ้าย้อมคราม ต่อมาทางคิงเพาเวอร์ได้เห็นเข้า จึงสนใจในกระบวนการผ้าย้อมครามที่มีสีฟ้าเป็นหัวใจหลัก และตรงกับคอนเซ็ปต์สีประจำทีมเลสเตอร์ซิตี้ จึงกลายเป็นโปรเจ็กต์ออกมา เริ่มแรกคิงเพาเวอร์ให้ดีไซเนอร์ส่งผ้าต้นแบบทั้งหมดมาให้ทางชุมชนทดลองว่าใช้ได้หรือไม่ ใช้เวลาทดลองอยู่ประมาณ 2 ปี ปรากฏว่าผ้าบางชนิดใช้ได้ บางชนิดก็ใช้ไม่ได้ ด้วยว่าสีครามนั้นสามารถย้อมติดได้แค่ฝ้าย หรือผ้าที่ทำมาจากธรรมชาติเท่านั้น

จากนั้นจึงร่วมมือกันระหว่างชุมชนและดีไซเนอร์ของคิงเพาเวอร์ เพื่อปรับปรุงหลายอย่าง เช่น ชุมชนแข็งแรงในเรื่องของกรรมวิธีการย้อมผ้าครามให้สีออกมาตอบโจทย์ ส่วนฝ่ายดีไซเนอร์เก่งในเรื่องของการออกแบบ การค้นหาธรรมชาติ จึงได้ตกลงตรงกันว่าควรใช้ผ้าฝ้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย และสีครามต้นกำเนิดของผ้าย้อมครามธรรมชาติที่ จ.สกลนคร

อีกทั้งยังเป็นการโปรโมตให้ครามเป็นสัญลักษณ์เด่นของ จ.สกลนคร ส่วนตอนนี้ทราบว่ากำลังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษ ในขณะที่ประเทศไทยคาดว่าจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ และรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนร่วมกับชาวบ้านที่ต่างทุ่มเทจนผ้าย้อมครามเป็นที่รู้จักของทุกคนมากขึ้นอีก”