ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เกษตรกรรม” เป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้านาน
แล้วจะดีแค่ไหน ถ้ามีกิจกรรมที่จะยกระดับการเกษตร ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน
ดังเช่นงาน เกษตรมหัศจรรย์ 2561 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 โดยมีเป้าหมายในการส่งต่อและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทุกมิติ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล” และเช่นเคยงานครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือหลายฝ่าย โดยบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นำทีมนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับองค์กรหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรธุรกิจภาคเอกชน จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

หวังให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวและก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล โดยทุกภาคส่วนร่วมผลักดันสร้างวิถีเกษตรกรรม ดิจิทัล ฟาร์มเมอร์ (Digital Farmer) เพื่อพัฒนาให้ก้าวสู่การเป็น สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) ได้อย่างยั่งยืน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล
ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 ของนิตยสาร “เทคโนโลยีชาวบ้าน” นิตยสารเกษตรอันดับหนึ่งของเมืองไทย งาน “เกษตรมหัศจรรย์” ปีนี้จึงเตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ อย่าง “ทุเรียนเลิฟเวอร์” ด้วยการยกทุเรียนกว่าร้อยสายพันธุ์มาจัดแสดงให้ชม ชิม และศึกษาหาความรู้ ร่วมกับพืชพันธุ์สุดมหัศจรรย์อีกหลากหลายชนิด
สำหรับ “ทุเรียน” นับเป็นผลไม้ที่มาแรงและสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างมากในขณะนี้ จากตัวเลขการส่งออกทุเรียนผลสดไปต่างประเทศ พบว่า 2 อันดับแรกที่มีการนำเข้าทุเรียนคือประเทศจีน ตามมาด้วยประเทศเวียดนาม

โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่บริโภคมากที่สุด ปี 59 มีปริมาณการส่งออก 329,790,765 กิโลกรัม มูลค่า 9,571,055,691 บาท และล่าสุดปี 60 มีปริมาณการส่งออก 305,853,240 กิโลกรัม มูลค่า 15,280,299,599 บาท ส่วนประเทศเวียดนาม ปี 59 มีปริมาณการส่งออก 101,093,933 กิโลกรัม มูลค่า 2,951,293,989 บาท และปี 60 มีปริมาณการส่งออก 296,327,932 กิโลกรัม มูลค่า 9,095,696,979 บาท
นอกจากนี้ยังมีอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลกที่นำเข้าทุเรียนจากประเทศไทย ซึ่งในหลายประเทศมีปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ มูลค่าของทุเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากภายในปีเดียว

แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “ทุเรียน” ไฮไลต์สำคัญในงาน “เกษตรมหัศจรรย์” ครั้งนี้
พานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน บอกว่า ในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะพืชไร่หลายชนิดราคาตกต่ำมาก แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พืชเมืองร้อนอย่างเงาะ ทุเรียน มังคุด เป็นพืชที่ทำเงินให้กับประเทศสูง อย่างตัวเลขการส่งออกทุเรียน แค่ 2 ประเทศคือจีนกับเวียดนามก็มีมากกว่า 6 แสนตัน จึงเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนที่ราคาดีต่อเนื่อง ทำให้มีผู้สนใจปลูกและแปรรูปทุเรียนเยอะมาก
ข้างต้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเลือก “ทุเรียน” มาเป็นพระเอกของงาน พานิชย์อธิบายต่อว่า งานครั้งนี้ได้นำทุเรียนที่มีความโดดเด่นมาจัดแสดงประมาณ 100 สายพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มคือ 1.กลุ่มที่แพงที่สุด เช่น เหมาซานคิง มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย 2.กลุ่มที่อร่อยที่สุด เช่น หลิน-หลงลับแล และห้าลูกไม่ถึงผัว 3.กลุ่มที่หายากที่สุด เช่น ละอองฟ้า, เม็ดในก้านยาว 4.กลุ่มที่ชื่อแปลกที่สุด และ 5.กลุ่มที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งสามารถไปชมได้ในงาน

“ผมว่าทุเรียนเป็นพืชที่น่าสนใจนะ มันสามารถทำได้หลายอย่าง มีการปลูกเพื่อการค้า มีการแปรรูปมากมาย และปัจจุบันเมืองไทยไม่ได้ปลูกทุเรียนแค่เฉพาะในภาคใต้หรือภาคตะวันออกเท่านั้น เริ่มมีการปลูกไปทางภาคเหนือและภาคอีสานด้วย เช่นที่ จ.อุตรดิตถ์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ เป็นต้น ซึ่งก็ได้ผลดีและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมาก แต่ที่เราเอามาแสดงไม่ได้หมายความว่าจะมาเชิญชวนให้ปลูกกันนะ แต่เป็นการเอาเรื่องราว มาคิด มาถกกัน ว่ามันควรจะปลูกเพิ่มหรือไม่ ควรปลูกตรงไหน และปลูกอย่างไรไม่ให้มันล้นตลาด” พานิชย์กล่าว

และว่า นอกจากทุเรียน 100 สายพันธุ์ในงานครั้งนี้ ยังมีผลไม้ร่วมแสดงอีกมากมาย อาทิ เงาะ นอกจาก เงาะโรงเรียนที่เราคุ้นเคยแล้ว ยังมีเงาะสีชมพู เงาะสีทอง เงาะบางยี่ขัน เงาะเหลือง รวม 5 สายพันธุ์มาแสดง ส่วนมังคุด ก็จะมีมังคุดพันธุ์ใหม่เป็นพันธุ์จากอินโดนีเซียมาแสดงพร้อมกับผลไม้อื่นๆ เช่น มะม่วง กว่า 30 สายพันธุ์, สละ, ลองกอง, ลิ้นจี่, ฝรั่ง, กระท้อน, ขนุน, น้อยหน่า, ชมพู่ เป็นต้น และเสริมทัพด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดจนสินค้าทางการเกษตร ซึ่งมีเกษตรกรหลายท่านมาร่วมจำหน่ายด้วยตัวเอง

และเพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนของประเทศในแง่ของความเป็นดิจิทัลและเรื่องสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ยุค 4.0 จึงเป็นที่มาของโซนนิทรรศการภายใต้แนวคิด ฟาร์มรู้ดิจิตอล ซึ่งได้นำแอพพลิเคชั่นสุดล้ำของภาคเกษตรยุค 4.0 จากโลกออนไลน์มานำเสนอ อาทิ Application ชาวนาไทย, Rice Product, Farmer Info, Agriconnect, WSMC กรมชลประทาน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเปิดเวทีอัพเดตความรู้ด้านการเกษตรเสวนาจากเกษตรกรยุคใหม่ อาทิ ธรรมดาโลกไม่จำ จอน นอนไร่, เลี้ยงไส้เดือนสไตล์ลุงรีย์ ยุค 4.0, เกษตรยุคใหม่กับการใช้เทคโนโลยี IOT, ปลูกขายสละออนไลน์ ทำได้จริง, การส่งออกทุเรียนไทย, ทำสวนเกษตรแนวใหม่เพื่อการท่องเที่ยว, นวัตกรรมเครื่องตรวจสอบความแก่-อ่อนของทุเรียน เป็นต้น

พานิชย์อธิบายว่า ในงานมีการแสดงถึงความเคลื่อนไหวในการสื่อสารและการส่งผ่านข้อมูลในรูปของสื่อแบบใหม่สอดคล้องกับนโยบาย 4.0 ของรัฐบาล เพื่อเสริมสร้างประสิทธิผลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เช่น เรื่องการผลิตหรือการปลูก อาจจะใช้เทคโนโลยีเพื่อแลกเปลี่ยนสื่อสารเรื่องเมล็ดพันธุ์ การใช้ระบบอัตโนมัติในการปลูกและดูแลรักษาพืช เช่น ระบบการควบคุมให้น้ำด้วย Smart Farm Kit ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบหมุนตามตะวัน เพื่อจ่ายไฟฟ้าในแปลงเกษตร รวมถึงการใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อดูสภาพดินฟ้าอากาศ วัดความชื้นของดินและปริมาณน้ำให้เพียงพอ ทำให้วางแผนการผลิตได้ง่ายขึ้น
“นอกจากนี้ ในงานยังจะมีนวัตกรรม เช่น เครื่องมือสำหรับการเก็บเกี่ยว เครื่องมือสำหรับใช้ตรวจสอบทุเรียนอ่อน รวมถึงงานวิจัยใหม่ๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและส่งออก” พานิชย์อธิบาย
นับเป็นการเปิดโลกการเกษตรยุคใหม่ในทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ พานิชย์เผยอีกว่า งาน “เกษตรมหัศจรรย์” ปีนี้ยังมีการมอบรางวัลเกษตรกรดีเด่นปี 2561 หรือ Farmer of the Year 2018 เป็นการยกย่องคนรุ่นใหม่ ที่คัดเลือกจากเยาวชนเพื่อเป็นต้นแบบที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ ได้แก่ ศุภชัย มิ่งขวัญ ผู้นำปลูกผักอินทรีย์แห่งแดนอีสาน, ธีระกิจ เมณร์กูล เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดสร้างรายได้ที่สุโขทัย และ ดวงพร เวชสิทธิ์ ประธานกลุ่ม YSF จันทบุรี

“เวลาเราพูดถึงเกษตรกร บางคนยังนึกถึงคนที่เสื้อขาดๆ นั่งอยู่บนเถียงนา เราเลยอยากจะนำเสนอภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ ว่าคนทำเกษตรก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุขได้ และหวังว่าเกษตรกรเหล่านี้จะเป็นตัวอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นใหม่ที่อาจจะยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ก็มามองเกษตรเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง” พานิชย์กล่าว
และว่า สำหรับผลตอบรับจากการจัดงานทุกครั้งที่ผ่านมา คนให้ความสนใจมาก ซึ่งคาดว่าปีนี้คนจะสนใจมากยิ่งขึ้น และหวังว่าอย่างน้อยที่สุดคนที่มาร่วมงานจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน และสามารถถนำไปปรับใช้ได้ ทั้งที่เป็นเกษตรกรรุ่นเก่า และยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่เป็นรุ่นใหม่

ด้าน สุรพล พิทยาสกุล ผู้จัดการอาวุโส แผนกกิจกรรมพิเศษ ฝ่ายโฆษณา บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ระบุว่างานครั้งนี้ไม่เหมือน “เกษตรมหัศจรรย์” ที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะแสดงพืชพันธุ์แล้ว ยังเป็นงานที่รวบรวม 10 แอพพลิเคชั่นที่เกษตรกรห้ามพลาด เกษตรกรที่มาร่วมงานนอกจากจะดูตัวอย่างการทำงานของแอพพลิเคชั่นต่างๆ แล้วก็สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วโหลดไปใช้ได้เลย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็มีความน่าสนใจ รวมถึงเรื่องของการเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว โดยดึง 2 สวนใหญ่ที่หลายคนคุ้นเคยมาจัดแสดงพืชพันธุ์ด้วยคือ สวนนงนุช พัทยา และ เพลาเพลิน จังหวัดบุรีรัมย์

“นอกจากนี้ ในส่วนของโซนนวัตกรรม จะมีแลนด์มาร์กทุเรียนยั
กษ์ขนาด 3 เมตร ล้อมรอบด้วยทุเรียน 100 กว่าสายพันธุ์ และมีคิวอาร์โค้ดเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถสแกนอ่านรายละเอียดของทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ได้ด้วย” สุรพลกล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะได้สัมผัสพร้อมกันในงาน “เกษตรมหัศจรรย์” ณ สกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 24-27 พฤษภาคม
งานนี้คนรักทุเรียนห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!


