จับเข่า นั่งคุย 3 พรรคใหม่ มองการเมืองไทยอย่างไร?

22.05.18 | 16:55 น.

การเมืองไทยช่วงนี้ บอกเลยว่า “เผ็ด” และ “ร้อน” มาก!

แม้จะเปิดให้กลุ่มการเมืองมายื่นขอจดจัดตั้งชื่อพรรคการเมืองใหม่ไปเรียบร้อย

แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจากฐานข้อมูล พรรคการเมืองเก่าที่มีสถานะเป็นพรรคการเมืองอยู่ก่อนแล้วมีจำนวนถึง 69 พรรค และยังไม่รู้ว่าจะมีพรรคการเมืองใหม่เข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกกี่พรรค

นอกจากนี้ยังมีบรรดาพรรคใหม่จำนวนไม่น้อยที่มาพร้อมการสร้างเสียงฮือฮาในสังคม

บางพรรคถูก กกต.สั่งไม่รับจดแจ้งพรรคเสียอย่างนั้น

Advertisement

อย่างชื่อ “พรรคเกรียน” ที่ทาง กกต.ให้เหตุผลว่า กลัวจะสร้างความสับสน ขัดความสงบและศีลธรรมอันดี อีกทั้งหวั่นว่าจะก่อให้เกิดความหมายอันไม่มีความเหมาะสมและขัดต่อความสงบเรียบร้อย

เหตุผลของ กกต.นั้น ถูก “หนูหริ่ง” หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำจัดตั้งพรรคเกรียน ตอกกลับว่า ทาง กกต.นั้นคงใช้อารมณ์ขันในการตัดสินใจ พร้อมกับบอกสั้นๆ ว่า “เจอกันที่ศาลปกครอง”

เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความร้อนเเรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น พร้อมกับการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่ผ่านมาก็พบว่ามีพรรคใหม่มากหน้าหลายตาเหลือเกิน

วันนี้มาดูเรื่องราวอีกมุมหนึ่งของพรรคการเมืองใหม่เหล่านี้กันดีกว่า

 

มองใหม่อีกมุม ‘พรรคเกรียน’ ผู้ไม่เน้นหาเสียง…เพราะมุ่งหาแต่เรื่อง

สมบัติ บุญงามอนงค์

“ผมไม่เน้นหาเสียง หาแต่เรื่อง”

ไม่ได้เริ่มที่ใครคนอื่นคนไกล แต่เป็น “พรรคเกรียน” ที่มาพร้อมคำพูด บวกมาดที่ดูเหมือนจะกวนเล็กน้อยของผู้ก่อตั้งพรรค จนมีเสียงวิจารณ์ว่า การที่ “หนูหริ่ง” ออกมาจัดตั้งพรรคการเมืองในครั้งนี้เพียงแค่ทำเล่นๆ เท่านั้น

เเต่จะเป็นอย่างไร ถ้ามองอีกด้านของพรรคเกรียนให้ลึกถึงแก่น ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจในการจดตั้งพรรคการเมือง และจะทำอะไรต่อไปในอนาคต

ซึ่งที่มาของการตั้งพรรคเกรียนนั้น สมบัติ บุญงามอนงค์ บอกอย่างจริงจังว่า มีความหวังอยากจะเห็นนักการเมืองที่ดี แต่ถูกตอกกลับมาว่า โลกของความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้น เเละหลายครั้งที่เกิดวิกฤตทางการเมือง ก็มานั่งคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่มีคุณภาพหรือไม่?

“อยากจะทดลอง โดยตั้งโจทย์ 2 ข้อด้วยกันคือ อยากจะทำพรรคการเมืองในแบบที่ไม่เคยเห็นจะทำได้หรือไม่ จะทำพรรคการเมืองที่ไม่ใช้ทุนแบบที่คนทั่วไปทำได้หรือไม่? คือต้องการพรรคการเมืองที่เป็นลักษณะ พรรคมวลชน และต้องการเห็นนโยบายพรรคการเมืองที่ทำขึ้นมาโดยประชาชน ว่าประชาชนสามารถเสนอพัฒนากลไกจนกลายเป็นนโยบายสาธารณะได้”

แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นทางเลือกใหม่หรือไม่? ผู้นำพรรคเกรียนกล่าวว่า ทุกครั้งจะเกิดปรากฏการณ์ทางใหม่ขึ้นมาใหม่ตลอด แม้จะกลับไปสู่รัฐประหารอีกครั้ง ก็มีปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่เหมือนเดิมในอดีต

“อีกทั้งตอนนี้ระบบการสื่อสารของสังคม ที่การสื่อสารขององค์กรทางการเมืองสามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องผ่านสื่อของรัฐ ปรากฏการณ์นี้จะทดสอบพรรคการเมืองที่ยังคงรักษาฐานเสียงและหัวคะแนนเดิมว่าสามารถรักษาฐานเสียงของตนได้อยู่หรือไม่”

เมื่อพูดถึงมรดกของ คสช. หนูหริ่งได้เปรียบเทียบว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือมรดกของ คสช.นั้นเหมือนอุจจาระหรือขี้ ที่ท้ายสุดเมื่อ คสช.จากไป คนในประเทศยังต้องมานั่งเถียงว่าจะเอาของสิ่งนี้ไว้อยู่หรือไม่

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนในบ้านต้องล้างบ้าน เราจะอยู่ภายใต้มรดกของเผด็จการแบบนี้ไม่ได้”

ท้ายสุดท่านผู้นำพรรคเกรียนกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อก่อนเราพูดได้ว่าคนรุ่นใหม่เป็นอนาคตของชาติ เพราะคนรุ่นใหม่มีจำนวนมาก แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่กลายเป็นคนส่วนน้อย คนอายุมากก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่อายุที่แตกต่างกัน แต่วิธีคิด การรับรู้ ก็แตกต่างกันอีกด้วย

“แล้วคนรุ่นใหม่ต้องเป็นแรงงาน ภาระที่คุณต้องแบกคือต้องแบกประเทศนี้ แบกสังคมนี้ และไม่สามารถทิ้งได้ และต้องหาวิธีการในการอยู่ร่วมกันกับสังคมอย่างเกื้อหนุนกันทุกกลุ่ม คนรุ่นใหม่ไม่สามารถโทษว่าคนรุ่นเก่าโบราณ ตามโลกไม่ทัน นี่คือความท้าทายอย่างยิ่ง เหล่าคนรุ่นใหม่ต้องคิดอ่านเรื่องนี้ให้ออก แก้ไขให้ได้”

 

เพราะ ‘อนาคตใหม่’ ต้องดีกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมสู่ ‘ประชาธิปไตย’ เต็มขั้น

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

สำหรับพรรคอนาคตใหม่ได้ตัวแทนพรรคอย่าง อ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี มาพูดคุย ซึ่งษัษฐรัมย์ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า แต่ก่อนเมื่อพูดถึง ‘นักการเมือง’ พูดถึง ‘กิจกรรมทางการเมือง’ จะเป็นเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ จึงทำให้ภาพการเมืองไทยเป็นเรื่องสกปรก

“ทั้งหมดล้วนเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการเมืองเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน”

แล้วทำไมถึงต้องจัดตั้งพรรคการเมือง?

ษัษฐรัมย์กล่าวว่า เพราะความไม่พอใจของคน ความเปราะบางในชีวิต คนไทยกว่า 70% มีความไม่พอใจในชีวิต รู้สึกว่าประเทศนี้ไม่ใช่ของตน แล้วเราจะทำอย่างไรในความไม่พอใจเหล่านี้ และอีกปัญหาหนึ่งที่คนในสังคมเผชิญร่วมกันคือ การแบ่งรับความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต จึงนำมาสู่การจัดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ เพราะอยากจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้

“ดังนั้น การเลือกตั้งจึงขอเสนอให้เลือกผ่านผลประโยชน์ทางชนชั้นของพวกเราว่า ใครสามารถที่จะตอบสนองต่อความบอบบางที่เรามีอยู่ได้ ใครสามารถที่จะพูดถึงคำมั่นสัญญาที่มั่นคงในอนาคตได้ คนที่จะนำพาให้เราพ้นจากความเสี่ยงที่สืบทอดมาจากรุ่นต่อรุ่นให้เราเลือกในส่วนนั้น”

สำหรับจุดยืนของพรรคอนาคตใหม่ ษัษฐรัมย์บอกว่า จุดยืนที่สำคัญของพรรคอนาคตใหม่คือการรักษาประชาธิปไตย รักษาสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงการทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถร่วมงานได้หรือไม่ จุดนี้ไม่ใช่จุดยืนของพรรคอนาคตใหม่

“เพราะการทำรัฐประหารเป็นจุดเริ่มต้นสิ่งที่ตรงข้ามกับประชาธิปไตย ฉะนั้น ถ้าพรรคการเมืองไหนประกาศว่าตนต้องการสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คิดว่าการที่จะร่วมรัฐบาลกับอดีตผู้นำรัฐประหารไม่ใช่จุดยืนของพรรคที่ต้องการสร้างประชาธิปไตย”

ษัษฐรัมย์กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากส่งสัญญาคือ อย่าให้รัฐธรรมนูญหรือแผนยุทธศาสตร์ชาติเป็นตัวที่ผูกขาดความเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างมีช่องทางที่จะสามารถทำให้เกิดความเป็นไปได้

“ยกตัวอย่างเช่น สวัสดิการในสังคมจะต้องสงเคราะห์ผู้ยากไร้ เราไม่สามารถพูดไกลได้กว่านี้ว่าสวัสดิการควรเป็นสิทธิ ถ้าเราต้องการมากกว่านั้น ถ้า รธน.การปกครองหรือการคงอยู่ของรัฐ เป้าประสงค์สำคัญคือการดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เราสามารถถามไกลไปกว่านั้นได้หรือไม่”

ทั้งนี้ ษัษฐรัมย์ยังเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสังคมไทย เป็นสัญญาที่ดีว่าประเทศกำลังเดินหน้า และเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ทำให้ “ประชาธิปไตย” มีความหมาย

จุดนี้เองจะสามารถป้องกัน “เผด็จการ” ไม่ให้ก้าวหน้าหรือกลับมาในสังคมต่อไปได้

 

เป็นเพียง ‘สามัญชน’ ที่ต้องการเป็น ‘สะพาน’ นำเสียงของคนธรรมดาเข้าสู่สภา

ชุมาพร แต่งเกลี้ยง

ด้านพรรคสามัญชน เป็นพรรคน้องใหม่ที่มีหลักการแรงกล้าว่า “ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง” ภายใต้หลักการสามข้อคือ “ประชาธิปไตยจากฐานราก สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมเป็นธรรม”

“คุณดาว” หรือ ชุมาพร แต่งเกลี้ยง ตัวแทนพรรคสามัญชนบอกเล่าว่า การจัดตั้งพรรคสามัญชน เพราะอยากจะผลักดันกฎหมายต่างๆ ของภาคประชาสังคมเข้าสู่สภา พรรคสามัญชนเพียงต้องการเป็นแค่สะพานเพื่อส่งเสียงสามัญชน และต้องการนำสามัญชนเข้าสู่สภา

“อยากเห็นสังคมที่ดูแลคนอย่างเท่าเทียมกัน ดูแลคนทุกรุ่น ทุกช่วงวัย ประชาชนรับค่าจ้างที่เป็นธรรม แต่เมื่อดูพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ พรรคกลาง ต่างพูดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ จุดประสงค์ที่มาจัดตั้งพรรคการเมืองคือมาทำลายความเป็นไปไม่ได้ และจะพยายามผลักดันความเป็นไปได้ชุดใหม่ เช่น รัฐสวัสดิการ ประชาธิปไตยเต็มขั้นเข้ามาในสังคมไทย”

และถ้าวันนี้สามัญชนได้เข้าไปในสภาจะเปลี่ยนหรือไม่?

“ถ้าสามัญชนเข้าไปในสภาเปลี่ยนแน่นอน เพราะที่ผ่านมามีน้อยมากที่จะเห็นสามัญชนเข้าสภา” ชุมาพร กล่าว และบอกเล่าให้เราฟังต่อว่า แต่ถ้าเข้าไปแล้วสภาจะดีขึ้นไหม บอกเลยว่าไม่ แต่ทำไมสามัญชนยังต้องทำงาน เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการสิ่งใหม่

นอกจากจะมีหลักการ “ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง” จุดยืนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของพรรคสามัญชนคือ ไม่เอานายกฯคนนอก

เเละเมื่อเจอคำถามที่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้เกิดประชาธิปไตยหรือไม่ ชุมาพรกล่าวว่า รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ออกมาตอนนี้มีเงื่อนไข กติกา และกฎระเบียบจำนวนมาก การจัดตั้งพรรคการเมืองในครั้งนี้ มองเห็นขวากหนามมากมายกับระบบเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

“แต่ทำไมเราต้องจัดตั้งพรรคขึ้นมาเมื่อเห็นปัญหาที่จะตามมา เพราะเชื่อในพลังเสียงของคนไทยที่ไม่ได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียง เชื่อในการโหยหาเสียงของตน พรรคสามัญชนจึงมีความหวังในตัวของประชาชนที่ไม่เคยได้เลือกตั้งมาก่อนเลย” ชุมาพรกล่าว

ชุมาพรยังทิ้งท้ายให้เราอีกว่า สิ่งที่น่ากลัวก็คือ คนไทยมีภาวะความเสี่ยงในการอยู่ในสังคมที่อาจจะล่มสลายสูงมาก อยากให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำให้สังคมไทยก้าวต่อไปได้โดยใช้สิทธิใช้เสียงผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

เป็นอีกด้านหนึ่งหรือเป็นแง่มุมใหม่ๆ ของทั้ง 3 พรรคน้องใหม่ที่กำลังมาแรงในขณะนี้

ที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากพรรคหนึ่งพรรคใดก้าวเข้าสู่สภา จะทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางทิศไหนกัน?