
ความเป็นไทยในสังคมไทยและในระบบการศึกษาไทยของทางการ เป็นปฏิปักษ์ต่อความคิดสร้างสรรค์ของไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านมนุษยศาสตร์ ที่อนุรักษนิยมสุดโต่ง ได้แก่ ประวัติศาสตร์, ศิลปวัฒนธรรม
นิยายย้อนยุค-ความอับจนทางประวัติศาสตร์
“นิยายย้อนยุค และนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทย คิดถึงความเปลี่ยนแปลงน้อยเกินไป
ทั้งนี้ผมอยากจะโทษการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย เพราะประวัติศาสตร์ที่สอนกันให้ความสําคัญแก่ความเปลี่ยนแปลงน้อย มีแต่ความเปลี่ยนแปลงที่ผิวเผิน เช่น รัชกาล และราชธานี
อันที่จริงประวัติศาสตร์ คือศาสตร์ที่ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงโดยแท้เลย
แต่เราสอนประวัติศาสตร์ไปไม่ถึง “จิตวิญญาณ” ของวิชา เราจึงสมมุติว่าทุกอย่างก็เหมือนทุกวันนี้อย่างง่ายๆ
นิยายย้อนยุคของเราจึงตั้งอยู่บนฐานของความอ่อนแอทางประวัติศาสตร์ตลอดมา”
นิธิ เอียวศรีวงศ์
[บางตอนจากบทความเรื่อง “นิยายย้อนยุคกับความอับจนทางประวัติศาสตร์”
ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 18-24 พฤษภาคม 2561 หน้า31]
ประวัติศาสตร์ไทย
ทั่วโลกรู้ว่าไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน มีบรรพชนร่วมกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน
แต่ทางการแยกไทยต่างหากเป็นชนชาติไทยเชื้อชาติไทย อพยพยกโขยงถอนรากถอนโคนมาจากที่อื่น (เช่น เมืองจีน) โดยไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุน ซึ่งเท่ากับไทยแยกตนออกจากเพื่อนบ้าน
ไทยไม่มีประวัติศาสตร์สังคมแสดงวิถีชีวิต กิน ขี้ ปี้ นอน แต่ให้ความสำคัญประวัติศาสตร์สงครามและวีรบุรุษสงคราม รุกรานเพื่อนบ้านและยกตนข่มเพื่อนบ้าน (ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อความต้องการแรงงานปัจจุบัน)
ความเป็นไทย
ความเป็นไทยไม่เหมือนใครในโลก เท่ากับทางการกำลังบอกโลกว่าไทยเป็นมนุษย์ต่างดาว วัฒนธรรมไทยมาจากต่างดาว ซึ่งเป็นเรื่องตลก, จำอวด
วัฒนธรรมไทย คือ ความเป็นไทย ไม่มีอยู่จริง จึงไม่เคยมีตลอดยุคอยุธยา ธนบุรี แต่เป็นสิ่งที่ถูกเสกสรรปั้นแต่ง หรือสร้างขึ้นโดยคนชั้นนำ ราว 150 ปีมานี้ เพื่อผดุงโครงสร้างอำนาจตามอุดมคติของพวกตนให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
จึงมีลักษณะหยุดนิ่ง แข็งทื่อ ไม่เคลื่อนไหว ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อแสดงความสืบเนื่องจากอดีตยาวนาน (ซึ่งเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นเอง) แล้วยัดเยียดคนทั้งประเทศ (โดยผ่านสื่อมวลชน) ให้เชื่อว่าวัฒนธรรมไทยมีอยู่จริงๆ
วัฒนธรรมไทยของคนชั้นนำ
ความเป็นไทยของคนชั้นนำ มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่หล่อหลอมกล่อมเกลาและครอบงำ แล้วควบคุมคนทั่วไปให้ยอมจำนนต่อความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม คนไม่เท่ากัน ได้แก่ ที่สูง ที่ต่ำ, ผู้ใหญ่ ผู้น้อย, รุ่นพี่ รุ่นน้อง, สมบัติผู้ดี, ภาษาสุภาพ ฯลฯ
ซึ่งไม่ใช่สมบัติเป็นส่วนรวมทั้งสังคมของสาธารณชนคนทั่วไป จึงกลวงโบ๋ และอ่อนแอ
ต้นตอความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมของความเป็นไทย มีรากเหง้าจากลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาตตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ตกทอดถึงอำนาจในระบบอุปถัมภ์แบบเจ้าพ่อกับลูกน้อง ที่ส่งต่อเป็นมรดกถึงระบบรัฐราชการทุกวันนี้
ระบบราชการกับระบบโซตัสเข้ากันได้ดีอย่างยิ่ง ที่สถาบันการศึกษาในไทยรับเข้ามาใช้ปูสำนึกต่อต้านระบอบประชาธิปไตย
ในอีกทางหนึ่ง ระบบโซตัสเฟื่องฟูแข็งแรงในสถานศึกษาไทย เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเคร่งครัดโดยวัฒนธรรมของรัฐราชการที่มาจากอำนาจนิยมเผด็จการทหาร
วัฒนธรรม ‘ไม่ไทย’ อยู่ในสากล
วัฒนธรรม (ในความหมายสากล) หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ รวมถึงโลกทรรศน์และค่านิยมที่แฝงอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
วัฒนธรรมอย่างนี้ “ไม่ไทย” จึงตรงกับสากลว่า culture เป็นสมบัติของมนุษยชาติทั้งโลก (ซึ่งมีคนไทยอยู่ด้วย) โดยไม่จำเป็นต้องมีมูลนายคอยควบคุมกำหนดการเลือกสรรใช้งาน (เช่น กระทรวงวัฒนธรรม)
ระบบความสัมพันธ์ มีทั้งระหว่างคนกับธรรมชาติ รวมถึงสิ่งเหนือธรรมชาติและระหว่างคนกับคนด้วยกัน (ตามวิถีชีวิต กิน ขี้ ปี้ นอน หรือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย) ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งตายตัว แต่แตกต่างไปตามเวลาและสถานที่
โดยมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา พอพูดจบคำว่าวัฒนธรรม ทันใดนั้นวัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งเหล่านี้มีสืบเนื่องหลายหมี่นหลายพันปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคหิน, ยุคโลหะ, เข้าสู่ยุคการค้าโลก
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่างกัน ภูมิประเทศไม่เหมือนกัน วิถีวัฒนธรรมย่อมต่างกันไป เช่น ภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคกลาง, ภาคใต้
ในแต่ละภาคยังมีต่างกันแต่ละท้องถิ่น คนแต่ละท้องถิ่นแต่ละภาคต่างเลือกสรรกันเองว่าวัฒนธรรมจะเป็นอย่างไร? แค่ไหน? ฯลฯ
พลังสร้างสรรค์ถูกทำให้ฝ่อ
พลังสร้างสรรค์มีกว้างขวางไร้ขีดจำกัดในสังคมมีเสรีภาพ และประชาธิปไตย จึงประสบความสำเร็จอย่างสูงในเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ด้วยเงื่อนไขอย่างที่กล่าวมา พลังสร้างสรรค์ในไทยมีข้อจำกัดมากจนเกือบเป็นไปไม่ได้ ถึงเป็นไปได้บ้างก็กระท่อนกระแท่นกะปริบกะปรอย ดังนั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยไม่ประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับสังคมประชาธิปไตยสากล
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (กระทรวงวัฒนธรรม) พยายามมีกิจกรรมกระตุ้นให้เกิด “สร้างสรรค์ รอยศิลป์” ย่อมเป็นสิ่งดีงาม แต่ยากมากๆ ด้วยเหตุดังนี้
1. ไทยอยู่ใต้เผด็จการทหาร ต่อต้านประชาธิปไตย และจำกัดเสรีภาพอย่างเข้มงวด
2. กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานราชการใต้เผด็จการทหาร จึงเป็นเครื่องมือการเมืองของเผด็จการทหาร
3. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ถูกหล่อหลอมกล่อมเกลาด้วยวัฒนธรรมไทยของคนชั้นนำ ตอกย้ำความเป็น “เจ้าขุนมูลนาย” ย่อมไม่ประสาความเป็นสากลของพลังสร้างสรรค์ และอ่อนด้อยอย่างยิ่งในการบริหารจัดการ จึงทำตามนายสั่งให้พ้นๆ ไป โดยขาดการตรวจสอบ และไม่มีประเมินผลว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
ทางเลือกเพื่อสร้างสรรค์
ทางเลือกเพื่อผ่อนหนักเป็นเบา กิจกรรม “สร้างสรรค์ รอยศิลป์” ควรมีดังนี้
1. เน้นคำนิยามและคำอธิบายชุดใหม่ในทางสากล ที่ก้าวหน้ากว้างขวางกว่าแบบเก่า
2. ถ่ายทอดสดผ่านสื่อโซเชียล แม้ทำไม่ได้ทั้งหมด ก็ควรทำช่วงสำคัญๆ
3. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องทำงานเกี่ยวข้องการสร้างสรรค์ ต้องเร่งพัฒนาตนเองก่อน ให้มีจิตใจและแนวคิดสากล (หมายถึง ไม่ทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย คร่ำครึ ล้าหลัง ฯลฯ)


สร้างสรรค์ รอยศิลป์ เส้นถิ่นธนฯ
เนื่องในวาระครบรอบ 250 ปี แห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ขึ้นเป็นราชธานีของสยาม
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จึงเห็นสมควรให้มีเฉลิมฉลองด้วยการจัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างสรรค์ รอยศิลป์ เส้นถิ่นธนฯ”
ซึ่งจะนำเอาศิลปินทางด้านการออกแบบ อาทิ ออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เครื่องประดับร่วมสมัย และด้านดนตรี (ดนตรีร่วมสมัย แร๊พ) ไปตามรอยเกี่ยวกับงานศิลปะในช่วงที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระชนมชีพอยู่ ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จันทบุรี และกรุงเทพมหานคร
เพื่อนำเอาข้อมูลมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะใหม่ๆ สำหรับเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี กรุงธนบุรี โดยจะนำผลงานที่สร้างสรรค์ รอยศิลป์ เส้นถิ่นธนฯ เผยแพร่ในงานเสวนา “ตามรอยศิลป์เส้นถิ่นธนฯ”
กรุงธนบุรี มาจากบางกอก
กรุงธนบุรีของพระเจ้าตาก มีศูนย์กลางอานาจอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (สายใหม่) บริเวณที่เชื่อมคลองบางกอกใหญ่ (หรือคลองบางหลวง แม่น้าเจ้าพระยาสายเก่า)
พื้นที่ตรงนี้สมัยอยุธยาเรียกเมืองบางกอก ต่อมาเปลี่ยนชื่อให้ขลังเรียกเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร

ชุมชนเริ่มแรกมากกว่า 500 ปีมาแล้ว
ก่อน พ.ศ. 2000 แม่น้ำไหลจากเหนือลงใต้ คดโค้งเป็นคอคอดรูปเกือกม้า มีชุมชนเริ่มแรกมากกว่า 500 ปีมาแล้ว ชื่อบางจาก, บางฉนัง (บางเชือกหนัง), บางระมาด
หลัง พ.ศ. 2000 ขุดคอคอดตรงแม่น้ำคดโค้ง ทำให้น้ำไหลเป็นเส้นทางลัดตรง จนขยายตลิ่งกลายเป็นแม่น้ำสายใหม่ ส่วนแม่น้ำสายเก่ากลายเป็นคลอง ต่อมาเรียกคลองบางกอกใหญ่-คลองบางกอกน้อย
1. ชุมชนหมู่บ้านบางกอก พื้นที่คดโค้งเป็นคอคอดของแม่น้ำ มีคลองเล็กๆ หลายสายในเรือกสวน มีคลองหนึ่ง เรียกคลองมะกอก เพราะมีต้นมะกอก (น้ำ) ขึ้นมากอยู่สองฝั่ง ชุมชนตรงปากคลองมะกอกเรียก บางมะกอก มีวัดในชุมชุนเรียก วัดมะกอก
หลังขุดคลองลัดตรงบางมะกอก ราว 400 ปีมาแล้ว (เรือน พ.ศ. 2100) คลองมะกอกกลายเป็นแม่น้ำสายใหม่ ส่วนวัดมะกอกเปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้ง
และบางมะกอกกร่อนกลายเป็น บางกอก ฝรั่งเรียก Bangkok สืบจนทุกวันนี้
2. เมืองบางกอก หลังขุดคลองลัดตรงคอคอดบางมะกอก ราวหลัง พ.ศ. 2000 (หรือ 561 ปีมาแล้ว) ทำให้เกิดสามแยกแม่น้ำลำคลอง ชุมทางเส้นทางคมนาคมจากดินแดนบ้านเมืองภายใน สู่ทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
ชุมชนบางกอกบนชุมทางเส้นทางคมนาคม ขยายตัวเติบโตเป็นเมืองบางกอก มีเจ้าเมืองตั้งจวน (บ้านเจ้าเมือง) อยู่บริเวณใกล้วัดแจ้ง
3. เมืองธนบุรี เปลี่ยนชื่อเมืองบางกอกเป็นเมืองธนบุรี ราวหลัง พ.ศ. 2100 เพราะเมืองขยายตัวมากขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำ แล้วจ้างยุโรปออกแบบสร้างป้อมสองฝั่งแม่น้ำ ราวหลัง พ.ศ. 2200
กรุงแตก 2310 กองทัพอังวะ (พม่า) ให้นายทองอิน (ไทย) คุมกำลังดูแลเมืองธนบุรี หลังกรุงแตก 2310
พระเจ้าตาก ยกกองเรือจากเมืองจันทบุรีขับไล่กองกำลังนายทองอิน ยึดเมืองธนบุรี ต่อจากนั้นยกขึ้นไปขับไล่สุกี้พระนายกองที่คุมอยุธยาอยู่ค่ายโพธิ์สามต้น (อ. บางปะหัน อยุธยา) แตกพ่ายไป
4. กรุงธนบุรี พระเจ้าตากสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2310 บริเวณที่เคยเป็นเมืองธนบุรี สมัยอยุธยา สร้างกำแพงเมืองคลุม 2 ฟากแม่น้ำ จึงมีแม่น้ำผ่านกลางเมือง (ไม่เรียกเมืองอกแตก)
มีแผนย้ายวังจากฝั่งตะวันตก ไปฝั่งตะวันออก แต่มีเหตุจลาจลกรุงธนบุรี เลยไม่ได้ทำตามแผน
