แม้ประเทศไทยและประเทศจีนจะไม่ได้มีพรมแดนติดกันโดยตรง แต่ด้วยมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีที่มีระหว่างกันมายาวนาน ส่งผลให้เกิดภาพที่สวยงามทุกครั้งที่มีความร่วมมือระหว่างประเทศเกิดขึ้น
และในหลายความร่วมมือมักจะมีเขาคนนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ภาพสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียวกัน
กำลังพูดถึง “เฉิน หู้เซิง” หรือ “โทนี่ เฉิน” ผู้อำนวยการฝ่ายประเทศไทย บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป จำกัด ประเทศจีน และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิศวกรรมยางแห่งชาติประเทศจีน ประจำประเทศไทย
ด้วยความสามารถในการสื่อสารภาษาไทยได้ดีเยี่ยมเหมือนเจ้าของภาษา ทำให้เขาได้รับหน้าที่สำคัญในการประสานงานระหว่างฝ่ายไทยและฝ่ายจีนในความร่วมมือครั้งสำคัญหลายครั้ง ยังเป็นผู้เชื่อมความสัมพันธ์โดยตรงในทุกระดับ ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน
โทนี่ เฉิน เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2524 ในนครหนานหนิง มณฑลกวางสี ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศจีน
“พ่อผมเป็นคนกวางสีดั้งเดิม ส่วนแม่อพยพมาจากปักกิ่ง ซึ่งคุณตาเป็นทหารคอมมิวนิสต์ เป็นนายพลเก่าที่ดูแลด้านโยธา ถูกส่งมาช่วยพัฒนาดินแดนที่อยู่ภาคใต้คือกวางสีของประเทศจีน โดยได้รับคำสั่งจากอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่านโจว เอินไหล เป็นคนเซ็นใบสั่งส่งมาประจำที่กวางสี ผมเลยถือเป็นลูกครึ่งภายในประเทศจีน หน้าตาไม่ค่อยเหมือนคนกวางสีสักเท่าไหร่ จะเหมือนคนภาคเหนือมากกว่า”
วัยเด็ก โทนี่ ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เข้าเรียนหนังสือในเมืองหนานหนิง และสอบเข้ามหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี เอกภาษาไทย
โทนี่ เล่าว่า ตอนเรียนจบก็มี 3 ตัวเลือกว่าจะทำอาชีพอะไร ตัวเลือกที่ 1 คือ ข้าราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นความฝันของเด็กผู้ชายทั่วไป ที่รู้สึกว่าการเป็นทหาร เป็นตำรวจนานาชาติมันเท่ดี ได้รับใช้ประเทศชาติด้วย ก็เลยอยากจะเป็น แต่พ่อแม่ไม่เห็นด้วยและไม่ส่งเสริมเพราะมันอันตรายเลยไม่สมหวัง ตัวเลือกที่ 2 คือ มัคคุเทศก์ หรือไกด์ ขณะนั้นคนพูดไทยได้มีน้อย แล้วการทำทัวร์หาเงินได้เยอะมาก
“ผมก็มีโอกาสได้ลองเป็นไกด์ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฮกเกี้ยน อยู่ระยะหนึ่งแต่เนื่องจากทางบ้านมีปัญหาผู้ใหญ่สุขภาพไม่แข็งแรงเลยเลือกเป็นลูกกตัญญูกลับมาอยู่ที่กวางสี ทำให้ต้องเลือกชอยส์ที่ไม่อยากเลือกที่สุด คือ ตัวเลือกที่ 3 เป็น อาจารย์ สอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัยที่ตัวเองเรียนจบมา”
ในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นครู เริ่มจากสอนหนังสือ ต่อมาเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาไทย และได้บุกเบิกวิชาเอกภาษาไทย ของวิทยาลัยเปิดใหม่ในมหาวิทยาลัย จนเข้าปีที่ 6 ได้ติดสินใจมาเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศไทย
“มาเรียนที่จังหวัดกาญจนบุรี ตอนแรกก็ไม่ราบรื่น เพราะตรงที่เราไปอยู่เป็นชานเมืองมีป่าช้าเยอะ กลางวันรู้สึกเหมือนสวรรค์ แต่พอกลางคืนเหมือนอยู่ในนรก พูดตรงๆ ผมกลัวผีครับ (หัวเราะ) รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ก็เลยปรึกษาอดีตนายก อบจ.ชลบุรี ท่านหนึ่ง ให้ช่วยแนะนำมหาวิทยาลัยในชลบุรี ซึ่งถือเป็นโชคดีที่ระหว่างเป็นครูได้ไปช่วยงานเป็นล่ามอาสาสมัครของฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ในงาน “จีน-อาเซียน เอ็กซ์โป” ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสี เลยได้รู้จักผู้ใหญ่คนสำคัญของจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทยที่ไปร่วมงาน”
ด้วยเหตุนี้ โทนี่ จึงเรียนต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ระหว่างเรียนเป็นครูสอนวิชาภาษาจีนให้กับนักเรียนประถม โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี หลังเรียนจบเขากลับมาเป็นครูที่บ้านเกิดอีก 1 ปี ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ โดยเริ่มทำหน้าที่ประสานงานใน “บริษัท รับเบอร์ วัลเล่ย์ กรุ๊ป” ซึ่งเป็นบริษัทกึ่งรัฐ กึ่งเอกชนสังกัดศูนย์วิจัยยางพาราและและเทคโนโลยียางรถยนต์แห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จากนั้นได้บินลัดฟ้ามาประจำในประเทศไทย พร้อมทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน จนถึงปัจจุบัน

ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาไทย?
ในตอนนั้นคนเรียนภาษาไทยน้อยมาก ทั้งมณฑลประมาณ 50 ล้านคน เรียนเอกไทย 30 คน เพราะฉะนั้นผมมองว่าโอกาสเรียนจบแล้วจะได้งานทำสูงมาก แล้วในสมัยก่อนเวลาเด็กเลือกเรียนพ่อแม่ก็จะช่วยให้ความคิดเห็นผู้ใหญ่ก็มักจะให้เรียนสาขาที่จบมาแล้วหางานทำง่าย
พูดกันตรงๆ นะครับตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหน เคยได้ยินแค่ชื่อ แต่ยังไม่รู้วัฒนธรรมหรืออะไรเลย
มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อไหร่?
ครั้งแรกที่เข้ามาประเทศไทย ประมาณปี 2543 มีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นเวลา 9 เดือน รู้สึกดีมีความสุขมาก สมัยนั้นเชียงใหม่น่าเที่ยว รถก็ไม่ติดไม่เหมือนทุกวันนี้ และผมชอบอาหารไทย อาจเป็นเพราะคนกวางสีกินอาหารรสจัดและรสเผ็ด เลยรู้สึกอร่อยถูกปาก
ชอบที่ไหนในประเทศไทยที่สุด?
หลายคนชอบเชียงใหม่ ชอบภูเก็ต แต่ผมชอบกรุงเทพฯมากถึงขั้นรักเลย ถึงแม้จะไม่ใช่เมืองที่น่าอยู่เท่าไหร่นัก ทั้งรถติด หรืออะไรต่างๆ แต่กรุงเทพฯ สำหรับผมเหมือนมหาสมุทร ที่มีปลา มีสิ่งมีชีวิต มีทรัพยากร มีทุกอย่างที่ผมต้องการ กรุงเทพฯ ยังเป็นมหานคร เหมือนเซี่ยงไฮ้ เหมือนนิวยอร์ก
ที่อื่นอาจจะไปอยู่แล้วสบายแต่ให้ไปอยู่นานๆ เลยคงไม่ได้ คนรุ่นผมเป็นวัยที่กำลังทำงาน เป็นวัยที่กำลังอยากพัฒนาตัวเอง สิ่งที่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต นอกจากได้เห็นลูกชายเติบโต แข็งแรง มีความสุขแล้ว คือการที่ผมได้เจอสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยพบในชีวิต ทั้งความรู้ก็ดี เพื่อนใหม่ก็ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมพบที่กรุงเทพฯ
มีการศึกษาเพิ่มเติมในไทยอีก?
ครับ ปี 2559 มาทำงานที่ไทยก็ได้เข้าศึกษาที่สถาบันพระปกเกล้าหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่นที่ 15 ทำให้รู้จักกับเพื่อนคนไทย เกิดความร่วมมือ และเปลี่ยนข้อมูล ช่วยเหลือกันจนถึงทุกวันนี้ อย่างบริษัท ทรานส์มาร์ท จำกัด ผู้ประกอบการโลจิสติกส์เกี่ยวกับรถบรรทุก ซึ่งสินค้าที่ซื้อขายหลายอย่างก็นำเข้ามากับประเทศจีน ก็มาปรึกษาขอคำแนะนำ ต่อมามีการพัฒนาจนเกิดความร่วมมือ มีการเซ็นเอ็มโอยู เป็นเครือข่ายพันธมิตรกัน
เพราะอะไรถึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นครู?
เราอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยกว่า 10 ปี ก็อยากออกไปเจอโลกภายนอก แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถสอนเด็กรุ่นใหม่ได้ เพราะเขามีความคิดที่ทันสมัยและค่อนข้างเปิด ในขณะที่ตัวอาจารย์เองยังไม่เคยออกไปทำงานข้างนอก เลยรู้สึกว่านอกจากสอนภาษาไทยแล้ว อย่างอื่นเราสอนเขาไม่ได้ ก็เลยอยากออกไปหาประสบการณ์ใหม่
แต่ถ้าถามว่าคิดยังไงกับอาชีพครู ผมว่าเป็นอาชีพที่น่านับถือนะครับ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ต้องมีครูเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ
ทำไมถึงมาทำงานเกี่ยวกับยางพารา?
เป็นเรื่องที่บังเอิญมาก ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ของหนานหนิงติดต่อมาอยากจะให้แนะนำศิษย์ที่พูดภาษาไทยได้ไปทำงานที่ เมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ทำเกี่ยวกับธุรกิจยางพาราแล้วในจังหวะนั้นใจของผมไม่อยากเป็นครูแล้ว เลยขอไปลองทำ
นอกจากตัวเองอยากมาทำงานนี้แล้ว ยังมีเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนด้วย เนื่องจากทางสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ตอนนั้นท่านพินิจ จารุสมบัติ เป็นนายกสมาคม ได้นำคณะจากพัทยาไปเยี่ยมเยือนเมืองชิงเต่า แล้วรู้สึกว่าเมืองชิงเต่ากับพัทยามีอะไรหลายอย่างน่าสนใจ เช่นเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเรื่องอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านยางพารา ยังไงก็ต้องกระชับความสัมพันธ์ให้มากกว่าเดิม เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องหาคนที่พูดภาษาไทยได้มาเป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้ดูแลโครงการ ทำให้ผมได้เข้ามาทำงานนี้ จำได้แม่นเลยว่า เป็นวันที่ 16 มิถุนายน 2555
จากอาจารย์มาเป็นทำงานบริษัทต้องปรับตัวเยอะไหม?
ตอนที่เข้ามาทำงานยังปรับตัวไม่ได้ แล้วคนที่เป็นอาจารย์จะรู้สึกว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีความเป็นครู เราสั่งสอนเด็กมาตลอด พอเข้ามาเป็นลูกน้อง เลยทำตัวไม่ถูก ยังปรับความคิดไม่ได้ บางทีก็ถูกเจ้านายตำหนิบ้าง แล้วเวลาอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ก็ยังจัดการเรื่องมนุษยสัมพันธ์ได้ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ใช้เวลาปรับตัวเกือบครึ่งปี
แล้วตอนเป็นครูรู้สึกว่าภาษาไทยเราแข็งแรงมาก แต่พอเข้ามาเป็นผู้ประสานงาน ถึงรู้ว่ามันไม่ใช่ เรารู้แต่ภาษาที่อยู่ในตำรา แต่เวลาใช้งานจริงโดยเฉพาะเมื่อต้องเข้ามาอยู่ในวงการยางพารา มันยังมีคำศัพท์หลายอย่าง และความรู้หลายอย่างที่ยังไม่มีแล้วเราต้องพัฒนา ซึ่งเรามีโอกาสเป็นล่ามอาสาสมัครให้วิเทศสัมพันธ์ชิงเต่า ช่วยต้อนรับคณะต่างๆ ที่มาจากเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นคณะจากสมาคม จากภาครัฐและภาคเอกชน กว่า 100 คณะ ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างซานตงกับไทย และได้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสในการฝึกใช้ภาษาและทักษะในการแปลอย่างมาก

ทำงานในไทย เป็นอย่างไรบ้าง?
รู้สึกโชคดีครับ ที่มีผู้ใหญ่ใจดีคอยช่วยเหลือ ทั้งท่านพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์, พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ รองประธานสภา และอีกหลายท่านทั้งช่วยให้กำลังใจและช่วยผลักดันให้เราได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นงานวันยางพาราบึงกาฬ การแมชชิ่งทางธุรกิจไทย-จีน และกิจกรรมด้านความสัมพันธ์ไทย-จีนต่างๆ
อย่างงานวันยางพาราบึงกาฬ เนื่องจากที่ผ่านมาราคายางผันผวน ท่านพินิจได้นำร่องจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเกษตรกร เราก็เข้ามาร่วมต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่ปีแรก แต่ต้องบอกว่างานประจำปีเกี่ยวกับยางพาราในเมืองไทยมีหลายงานที่สำคัญ แต่งานวันยางพาราบึงกาฬ เป็นงานของประชาชน เราไปแล้วก็ได้เห็นว่าประชาชนคิดอย่างไร
ยังมีความร่วมมือกับไทยด้านไหนอีก?
คือ นโยบายหลักของ รับเบอร์ วัลเล่ย์ เราต้องการสร้างพันธมิตร สร้างพาร์ตเนอร์ในเมืองไทยให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทไหนก็ตาม แต่ถ้าเกี่ยวกับยางโดยตรงก็จะเป็นเป้าหมายหลักของเรา
ทำให้มีความร่วมมือกับสภาหรือสมาคมต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานรัฐ ยังมีความร่วมมือด้านการศึกษา กับมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาด้วย อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ก็เป็นพันธมิตรนานกว่า 5 ปี ล่าสุดก็มีความร่วมมือในการทำนวัตกรรมกำจัดกลิ่นเหม็นในโรงงานยางพารา ให้กับโรงงานบริษัท ไทยฮั้ว ยางพารา จำกัด ที่จังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในในเครือข่ายรับเบอร์ วัลเล่ย์ ผมติดต่อ มจพ.ให้เข้ามาสำรวจทำวิจัยและทดลอง ก็ได้ผลตอบรับที่ดีจากชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามดึงสถาบันการศึกษามาจับมือกันในหลายระดับ เช่น การเปิดวิทยาลัยนานาชาติยางพาราไทย-จีน ระหว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชิงเต่า เป็นต้น ปัจจุบันยังมีความต้องการจากหลายสถาบันที่อยากจับมือทำโครงการแลกเปลี่ยน โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะฝีมือ
รับเบอร์วัลเล่ย์ ทำธุรกิจอะไรบ้างในไทย?
ที่เกี่ยวกับยางพารา จะเริ่มตั้งแต่การรับซื้อวัตถุดิบส่งไปจีน เเยกสินค้าเป็น 3 ประเภทหลักคือ 1.เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตยางล้อ 2.ยางล้อรถยนต์ ยี่ห้อไซหลุน 3.วัตถุดิบประกอบในอุตสาหกรรมล้อรถยนต์ เป็นพวกเคมีภัณฑ์ เป็นต้น
แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจยางล้อรถในประเทศไทยมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง ตอนนี้ล้อรถยนต์จากจีนเข้ามาหลายเจ้าแล้ว รับเบอร์วัลเล่ย์ก็มีเพียงส่วนหนึ่งที่อยู่ในตลาด ถ้าพูดตามตรงคือสินค้าที่ผลิตส่วนใหญ่จะส่งไปอเมริกากับยุโรปเป็นหลัก ประเทศไทยยังเหมือนเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
ความต้องการยางพาราในประเทศจีน ยังมีอีกเยอะไหม?
ถ้าดูจากตัวเลขในไตรมาสแรกก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คนจีนยังนำเข้ายางพาราจากคนไทยต่อเนื่อง แต่ปีนี้ราคายางค่อนข้างผันผวน ราคายางตกกลุ่มผู้ผลิตไม่ได้รู้สึกดีใจนะครับ ราคายางถูกทำให้ตลาดวุ่นวาย เสียเสถียรภาพ และกลุ่มพ่อค้าคนกลางเขาจะหวั่นไหว เวลาขายเขาก็ต้องรอจังหวะ เหมือนกับตลาดหุ้น คุณซื้อหุ้นมาราคาสูงพอราคาตกคุณก็อยากเก็บไว้ ไม่อยากขายรอให้ราคาขึ้นค่อยขาย ไม่ได้อิงกับดีมานด์ ซัพพลาย พออย่างนี้แล้วเมื่อโรงงานต้องการใช้ของ คนปลูกก็อยากขายของ แต่คนที่มีของคือพ่อค้าคนกลาง ซึ่งไม่ยอมปล่อยของ หรือปล่อยก็เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย ทั้งขึ้นราและมีเศษหิน โรงงานส่วนใหญ่จึงรู้สึกไม่ดีเวลาที่ราคายางตกลงมากๆ
นอกจากนี้การที่ราคายางถูกลง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจะลดลงด้วยเพราะอย่างอื่นก็ยังแพงอยู่ โดยรวมแล้วไม่ได้ช่วยลดต้นทุนมาก แถมยังมีปัญหาอีก
มีโครงการอะไรบ้างในอนาคต?
อนาคตรับเบอร์วัลเล่ย์ก็จะทำธุรกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่ผ่านมา 3 ปีเราทำหน้าที่เหมือนเป็นสำนักงานประสานงาน ต่อไปจะมีบริษัทจัดตั้งขึ้น เป็นบริษัทร่วมทุนทำธุรกิจให้คำปรึกษาทางด้านการลงทุน และอาจจะมีเทรดดิ้งบ้าง นอกจากนี้จะมีธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับจีน เช่น ธุรกิจด้านไอที อย่าง แอพพลิเคชั่น หรือ เพย์เมนต์เกตเวย์
ทุกวันนี้เวลาเราใช้จ่ายเงินก็จะมี วีแชตเพย์ หรือ อาลีเพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่คนจีนส่งออกมา ต่อไปรับเบอร์วัลเล่ย์ ก็จะมีส่วนนี้เข้ามาด้วย โดยใช้สำนักงานที่ประเทศไทยเป็นเฮด ตอนนี้กำลังดำเนินการจดทะเบียนและเปิดตัวในปีนี้ แต่ยังเปิดเผยชื่อไม่ได้ครับ
มองการลงทุนการทำธุรกิจระหว่างไทย-จีน เป็นอย่างไร?
ตอนนี้ธุรกิจจีนหลายเจ้าอยากมาลงทุนในไทย ซึ่งเป็นนโยบายของจีน ที่ต้องการกระจายฐาน ต้องการใช้อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์
ส่วนข้อจำกัดต่างๆ อย่างเรื่องกฎหมาย เริ่มจากจีนก่อน เราใช้กฎหมายฉบับเดียวทั้งประเทศ แต่เวลาปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในจีน หรือจีนมาลงทุนในไทย แต่ละมณฑลไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นมณฑลทางใต้ มณฑลที่ติดชายฝั่งทะเล หรือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะมีความทันสมัยและค่อนข้างเปิดกว้างกว่าภาคกลาง และภาคตะวันตก ที่เปิดเสรีช้ากว่า ทำให้บางทีคนไทยเข้าไปติดต่อธุรกิจ มักจะเจอหลายรูปแบบที่อาจจะไม่เข้าใจ ขนาดคนจีนพอข้ามมณฑลบางทีก็ยังทำตัวไม่ถูกเลย
ส่วนฝ่ายไทย โดยภาพรวมแล้วดี มีการกำหนดประเภทธุรกิจดีพอสมควรแต่ยังไม่เต็มร้อย เพราะจากประสบการณ์ที่ผมพานักธุรกิจเข้ามาเป็นธุรกิจหรือนวัตกรรมที่ใหม่มากในจีนและใหม่มากในโลก เป็นธุรกิจที่ไทยยังไม่มี พอมายื่นจดก็ไม่มีประเภทให้จด ก็เป็นสิ่งที่ควรจะปรับเพราะโลกเปลี่ยนเร็ว มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก
นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐบางแห่งอาจจะยังไม่พร้อมให้บริการต่างชาติ บางครั้งเจอปัญหา เช่นการใช้บริการผ่านออนไลน์ ต้องการขอประเภท “บี” แต่เปิดมาเจอหน้าแรกเป็นประเภท “เอ” ที่ไม่ต้องการขอ แต่ถ้าไม่กดขอมันจะเข้าไปที่หน้า “บี” ไม่ได้ กลายเป็นว่าจะต้องกดทั้ง “เอ” และ “บี” ทำให้บริษัทเสียหายมาก แล้วไปยกเลิกก็ไม่ได้ เจ้าหน้าที่บอกว่าเข้าระบบไปแล้ว หลายเจ้าเจอปัญหานี้
ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะสื่อสารกันไม่เข้าใจหรือเปล่า หรืออาจไม่ใส่ใจหรือเปล่า เพราะความจริงแล้วจีนกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ดี ไทยก็ต้องการให้คนจีนเข้ามาลงทุน ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีไทยก็เปิดประตูอย่างสวยงาม แต่บริวารของท่านอาจจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ แล้วอีกหน่อยคนจีนน่าจะเข้ามามากกว่านี้อีก ต้องเตรียมพร้อมให้ดี


