อาจเพราะเมื่อปีที่แล้วเคยร่วมเดินทางไปกับคณะศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) เพื่อไปเยี่ยมชม และพูดคุยกับครูศิลป์ของแผ่นดิน และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทางด้านเครื่องเงิน และเครื่องทองของ จ.สุโขทัย
ไปแล้วรู้สึกชอบ
ไปแล้วรู้สึกทันทีว่าภูมิปัญญาของครูศิลป์ และทายาทเหล่านี้ ต่างเสียสละตัวเองเพื่อทำนุบำรุง รักษา และสืบสานศิลปกรรมโบราณของไทยให้คงอยู่ยาวนานต่อไป
และไม่เฉพาะแต่ภายในครอบครัวของตัวเองเท่านั้น
หากยังเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กับคนในชุมชนของตัวเอง ชุมชนรอบข้าง รวมถึงผู้สนใจที่อยากจะทำงานทางด้านอนุรักษ์ศิลปกรรมของไทย
ผมจึงรู้สึกดี
และนำมาเขียนผ่านคอลัมน์นี้เมื่อปีที่แล้ว
สำหรับปีนี้ทางศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) ชวนไปอีสานใต้ที่ จ.บุรีรัมย์และสุรินทร์ เพื่อไปเยี่ยมชม และพูดคุยกับครูศิลป์ของแผ่นดิน และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมทางด้านเครื่องเงิน และผ้าไหมโบราณ
ผมก็รู้สึกชอบอีก
และรู้สึกที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังสัก 2-3 ตอน เพราะเรื่องราวของครูศิลป์ของแผ่นดิน และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมของทั้งสองจังหวัดล้วนมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
อย่างคนแรก ครูป่วน เจียวทอง ครูศิลป์ของแผ่นดินปี 2552 ประเภทงานช่างเครื่องโลหะสุรินทร์ ต.เขวาสิน
รินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์
ซึ่ง “ครูป่วน” มีความเชี่ยวชาญพิเศษในการทำ “ตะเกา” หรือ “ต่างหู” และ “ประเกือม” หรือ “ประคำ” เป็นอย่างมาก โดยลวดลายทั้งหมดนอกจากจะได้จากจินตนาการทางธรรมชาติที่เขาพบเห็นตลอดมากว่า 70 ปี
หากบางครั้งเมื่อเขามีโอกาสเดินทางไปนครวัด นครธม ในประเทศกัมพูชา เขายังใช้ดวงตาบันทึกภาพแทนกล้องถ่ายรูป เพื่อนำกลับมาขึ้นเป็นลวดลายอีกด้วย
ยิ่งเฉพาะลายรังหอกโปร่ง, ลายรังหอกทึบ, ลายดอกกระเวียง, ลายดอกขจร, ลายดอกมะลิ, ลายปลิด 3 ชั้น, ลายรังแตน, ลายไข่แมงดา, ลายดอกทานตะวัน และอื่นๆ
รวมๆ แล้ว “ครูป่วน“ สามารถผลิตลวดลายต่างๆ ได้มากกว่า 24 ลาย
ทั้งๆ ที่ช่างทำเครื่องเงินส่วนใหญ่จะผลิตลวดลายไม่ได้เท่านี้ แต่ “ครูป่วน” สามารถทำได้ เพราะโดยส่วนตัวเขาชอบทดลองทำอะไรอยู่เรื่อยๆ
ทั้งยังชอบลองผิดลองถูกตลอดเวลา
จึงทำให้เกิดลวดลายต่างๆ ของ “ตะเกา” และ “ประเกือม” อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องเงิน จ.สุรินทร์
“ครูป่วน” บอกว่า ตลอดชีวิตไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้รับการยกย่องจากจังหวัด และหน่วยงานต่างๆ เพราะตัวเราเองคิดแค่ทำเครื่องเงินขายเลี้ยงตัว
เลี้ยงครอบครัว
ก็แค่นั้นเอง
แต่เมื่อวันหนึ่งทาง จ.สุรินทร์ประกาศเกียรติให้ “ครูป่วน” เป็นคนดีศรีเมืองช้างในปี 2544 และในปี 2547 ยังได้รับรางวัลศิลปินพื้นบ้านอีสานสาขาทัศนศิลป์
ปี 2550 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์มอบปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์, ปี 2552 ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศประกาศยกย่องให้เป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ทั้งในปีเดียวกันยังถูกยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 6 ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม และได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินมรดกอีสาน
จึงทำให้เขารู้สึกภูมิใจอย่างมาก
ยิ่งตอนหลัง “ครูป่วน” ถูกรับเชิญให้ไปสอนการทำหัตถกรรมเครื่องเงินโบราณให้กับชาวต่างประเทศอีกหลายๆ ประเทศ จึงทำให้เขารู้สึกถึงการยอมรับ กระทั่งกลายเป็นความภาคภูมิใจของคน จ.สุรินทร์
แต่กระนั้น สิ่งที่ “ครูป่วน” คาดหวังในใจลึกๆ ที่อยากจะให้ลูกๆ ในครอบครัวสานต่อการทำเครื่องเงินโบราณก็ยังไม่สัมฤทธิผล เพราะลูกชายมาเสียชีวิตเสียก่อน
มีก็แต่ลูกสาว
และลูกสาวยังทำงานอยู่ที่มหานครกรุงเทพ แต่เมื่อภรรยาของ “ครูป่วน” เสีย ลูกสาวจึงกลับบ้าน แต่พี่ชายก็มาเสียชีวิตอีกในเวลาต่อมา
เพชรรัตน์ เจียวทอง ลูกสาวจึงก้าวเท้าเข้ามาสืบสานงานหัตถกรรมการทำเครื่องเงินโบราณแทนพี่ชาย แม้แรกๆ “ครูป่วน” อาจจะไม่วางใจนัก แต่เมื่อเธอพิสูจน์ตัวเอง เพราะสมัยก่อนตอนอายุประมาณ 5 ขวบ เธอมีโอกาสช่วย “พ่อ” ผลิตเครื่องเงิน จนพอจะเข้าใจการทำเครื่องเงินอยู่บ้าง
“ครูป่วน” จึงเริ่มถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาทุกอย่างให้กับเธอ กระทั่งในปี 2559 ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (SACICT) จึงประกาศเกียรติให้เธอเป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรม สาขางานเครื่องประดับเงิน
ซึ่งไม่เพียง “ครูป่วน” จะแอบดีใจเงียบๆ
แต่ “เพชรรัตน์” เองก็รู้ และเข้าใจทันทีว่า “พ่อ” ภูมิใจในตัวเธออย่างมาก แม้จะไม่พูดก็ตาม
“พ่อเขาเป็นคนเงียบๆ แต่ดิฉันรู้ว่าแกดีใจที่เรามาถึงจุดนี้ จึงเป็นกำลังใจให้เราอยากทำงานต่อไป เพราะงานที่ทำอยู่เป็นการอนุรักษ์การทำเครื่องเงินโบราณของ จ.สุรินทร์ และตอนนี้ก็พยายามอนุรักษ์ลวดลายต่างๆ ที่พ่อคิดให้ออกมาเป็นชิ้นงานต่างๆ มากขึ้น เพราะพ่อเองสร้างลวดลายต่างๆ มากกว่า 24 ลาย”
“ถามว่ายากไหม ก็ยากพอสมควร แต่เราต้องทำ และสานต่องานอนุรักษ์การทำเครื่องเงินโบราณเอาไว้ นอกจากนั้น ดิฉันยังสอนคนในชุมชนของเราให้หันมาทำเครื่องเงินโบราณด้วย เพราะอยากให้พวกเขาสนใจเรื่องเหล่านี้ แต่ก็อย่างที่ทุกคนทราบ คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจ เพราะการทำเครื่องเงินเป็นงานละเอียด ต้องใช้เวลา ต้องใจรักจริงๆ ถึงจะทำได้”
“เพชรรัตน์” บอกว่า การทำเครื่องเงินโบราณสมัยอดีตจะใช้เงินพดด้วงมาหลอม แต่เดี๋ยวนี้เราใช้เงินจากทางลาวแทน และต้องเป็นเงิน 100% เท่านั้น
จึงทำให้ประเกือม หรือตะเกา ออกมาดูสวยงาม
ที่สำคัญ ในประเกือม หรือตะเกา แต่ละเส้นยังสามารถออกแบบลวดลายต่างๆ ให้อยู่ในชิ้นเดียวกันได้มากกว่า 13 ลาย
ยิ่งถ้ารวบรวมได้ถึง 24 ลายถือว่าสุดยอดมาก เพราะงานเหล่านี้ถือเป็นงานประณีตศิลป์ ทั้งยังเป็นลวดลายโบราณอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นด้วย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องสืบสานและอนุรักษ์ให้คงอยู่กับ จ.สุรินทร์ต่อไป
สิ่งเหล่านี้เป็นความหวังลึกๆ ในใจของ “เพชรรัตน์” ผู้ที่เป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรมของ “ครูป่วน” ที่ปัจจุบันอายุมากกว่า 70 ปีแล้ว
แต่ยังสืบสานงานศิลปกรรมแห่งแผ่นดินจนทุกวันนี้

