คีย์ซัคเซส สามัคคี : คอลัมน์แท็งก์ความคิด

3.06.18 | 16:07 น.

เคยบอกมาแล้วว่า ในบรรดาทีมงานของรัฐบาล ทีมเศรษฐกิจดูเหมือนจะขยันขันแข็งที่สุด

ล่าสุดเมื่อตัวเลขจีดีพีขยับขึ้น 4.8 จึงสร้างความปลาบปลื้มใจแก่ทีมงาน

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็อดปลื้มใจไม่ได้

วันก่อน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาในงานเสวนาของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ยังบอกว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจขยับขึ้น แต่การทำงานก็ยังต้องขับเคลื่อนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

การปาฐกถาครั้งนี้ อาจารย์สมคิดนำเสนอ 5 ตัวแปรที่ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวเข้าสู่เวทีระดับโลก

5 ตัวแปรดังกล่าว ประกอบด้วย

หนึ่ง ภาคการผลิตต้องรู้จักสร้างมูลค่า สินค้าออกมาดีก็ต้องมีแพคเกจที่สวยงาม มีการดีไซน์ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

สอง สนับสนุนสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ให้ขึ้นมา ทั้งภาคเกษตร บริการ และการท่องเที่ยว

สาม พัฒนาดิจิทัล เพราะขณะนี้ดิจิทัลเป็นตัวทำให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน จึงต้องรู้จักใช้ดิจิทัลมาพัฒนาสินค้าและบริการ

สี่ การสร้างนิว ฟรอนเทียร์ เน้นที่ภาคบริการ และการท่องเที่ยว ยกตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยวเมืองรอง หรือการท่องเที่ยวชุมชน

ห้า การสร้างซิตี้สเตต คือ พัฒนาให้จังหวัดต่างๆ พัฒนาตัวเองขึ้น

การจัดคลัสเตอร์ เพื่อให้แต่ละจังหวัดช่วยเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อให้การพัฒนากระจายจากเมืองหลักสู่เมืองรอง

หากจังหวัดต่างๆ ในประเทศพัฒนาขึ้น การกระจายรายได้ก็มีมากขึ้น

ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะน้อยลง

นอกจาก 5 ตัวแปรที่อาจารย์สมคิดนำเสนอแล้ว อาจารย์สมคิดยังทิ้งท้ายด้วยเรื่องน่าคิด

นั่นคือ ไอเดียเกี่ยวกับองค์ประกอบสำคัญสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีอยู่ 3 ข้อ

1.ต้องมั่นใจในศักยภาพของประเทศ

2.ต้องมีหัวใจนักสู้ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต้องพยายามสร้างโอกาสให้เกิดขึ้นมา

และ 3.ต้องเชื่อถือซึ่งกันและกัน

3 ข้อดังกล่าวแปลได้เป็น มั่นใจในประเทศ มั่นใจในตัวเอง และมั่นใจในผู้อื่น

โดยเฉพาะเรื่องความมั่นใจหรือเชื่อถือกันและกันนั้น เป็นปัญหาใหญ่ของเราในขณะนี้

เพราะเราขาดความเชื่อถือ หรือไม่ไว้ใจกันและกัน จึงไม่ยอมร่วมมือกัน

ขณะที่ภารกิจที่ต้องทำนั้นใหญ่โตเกินกว่าใครคนใดจะรับผิดชอบไหว

ภารกิจจำเป็นต้องมีผู้อื่นเข้ามาช่วยงาน หากไม่เชื่อถือกันและกันแล้ว สุดท้ายก็แย่

ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ แล้วก็อยู่ไม่ได้

ดังนั้น หากเปลี่ยนมาไว้ใจกัน เชื่อถือกันและกันในเรื่องการงาน และให้ความร่วมมือกัน

สุดท้ายทุกคนย่อมได้ประโยชน์

ฟังอาจารย์สมคิดแล้วเห็นภาพประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ประเทศไทยแตกแยก ขาดความร่วมมือ ร่วมใจ สุดท้ายเลยขยับไปได้ช้ากว่าที่ควร

เรื่องความเชื่อถือกันและกันนี้ในทางธรรมก็มีสั่งสอน

สั่งสอนในเรื่องกฎธรรมชาติ และกฎสมมุติ

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น “กฎธรรมชาติ” หรือสัจธรรม

เราจะยอมรับหรือไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามนั้น

เมื่อเกิดแล้ว ต้องเผชิญหน้ากับแก่ เจ็บ ดับ

ขณะที่ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม กฎหมาย ฯลฯ คือ “กฎสมมุติ”

กฎสมมุตินี้เมื่อทุกฝ่ายยอมรับกันและกันจะไม่มีปัญหา

หรือมีเพียงคนส่วนน้อยไม่ยอมรับก็ยังไม่มีปัญหา เพราะสังคมส่วนใหญ่ยังเชื่อถือกัน

แต่ถ้าเมื่อใดที่สังคมแตกแยก เกิดการไม่ยอมรับกันและกัน ปัญหาย่อมเกิดขึ้น

กฎสมมุตินี้ จึงอยู่ได้ ถ้าสังคมมีความสามัคคี คือ ยอมรับในกฎ

เมื่อใดที่สังคมแตกความสามัคคี ไม่ยอมรับกฎ

ความวิบัติก็เกิดขึ้น !

เมื่อแตกความสามัคคีในหมู่คณะ หมู่คณะก็วิบัติ

แตกความสามัคคีในองค์กร องค์กรก็ถึงคราวแตกสลาย

เช่นเดียวกัน หากประเทศใดแตกแยก ขาดความสามัคคี

ไม่เชื่อถือกฎ ไม่เชื่อถือคน ไม่เชื่อถือระบบ

การขับเคลื่อนอะไรสักอย่างเพื่อให้เกิดการพัฒนาก็เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา

“ความเชื่อถือกันและกัน” นี่จึงสำคัญ

ปัญหาคือเมื่อสังคมเกิดขาดความเชื่อถือกันและกันแล้วจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น

จะทำอย่างไรให้สังคมกลับมาเชื่อถือกันและกันอีกครั้ง

จะทำอย่างไรให้ความสามัคคีกลับคืนมา

เท่าที่สดับฟัง การเชื่อถือกันจะกลับคืนก็ต่อเมื่อแต่ละฝ่ายได้มีส่วนร่วม

ร่วมกันสร้างกฎสมมุติกันใหม่

เหมือนที่มีผู้เสนอให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย

จะมีส่วนร่วมในรูปแบบประชาพิจารณ์ หรือจะเข้าไปนั่งร่วมร่างกฎระเบียบด้วยก็ไม่ว่า ถ้าทำได้

แต่สุดท้ายกฎหมายและระเบียบที่คลอดออกมาทุกฝ่ายต้องยอมรับ

เฉกเช่นเดียวกับ ข้อเสนอให้มีการเลือกตั้ง

นั่นคือให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้นำของตัวเอง เมื่อเลือกแล้วต้องยอมรับ

คนที่ได้เป็นผู้นำแล้ว ก็ใช้วิธีการมีส่วนร่วมนี้ไปบริหารประเทศ

ออกนโยบายใดๆ ต้องหาแนวร่วม จะผลักดันขับเคลื่อนอะไรต้องแสวงหาความร่วมมือ

การเปิดให้มีส่วนร่วมเป็นแนวทางเบื้องต้นในการสร้างความสามัคคี

ความสามัคคีที่หมายรวมถึงการเชื่อถือกันและกัน

เชื่อถือในบุคคล เชื่อถือในกฎระเบียบ เชื่อถือในระบบ

เชื่อถือกันและกันว่าจะร่วมมือกัน

แม้กาลเวลาจะผ่านมาแล้วผ่านไป แม้กาลยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง

แต่คีย์ซัคเซสสู่สำเร็จตั้งแต่ระดับองค์กร ไปถึงระดับประเทศ ยังคงไม่เปลี่ยนไป

“ความสามัคคี” ยังคงเป็นคีย์ซัคเซส

เป็นคีย์ซัคเซสที่ต้องสร้างเมื่อขาด และต้องรักษาเอาไว้ให้ได้เมื่อมีอยู่แล้ว