ขรรค์ชัย สุจิตต์ ธงทอง ล่องทะเลเยือน ‘พระจุฑาธุชราชฐาน’ เกาะสีชัง พระราชวังบนเกาะแห่งเดียวในสยาม

8.06.18 | 15:21 น.

นับเป็นทริปสุดพิเศษอย่างแท้จริงสำหรับรายการ  “ขรรค์ชัย บุนปาน-สุจิตต์ วงษ์เทศ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอน เกาะสีชัง มีพระราชวัง ร.5 บนเส้นทางการค้าโลกยุคทวารวดี ที่ได้รับเกียรติจากวิทยากรกิตติมศักดิ์ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ราชสำนัก โดยนัดหมายเยี่ยมเยือนพระจุฑาธุชราชฐานบนเกาะสีชังอันงดงามเมื่อไม่นานมานี้

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชนจำกัด (มหาชน) ย้อนความหลังตั้งแต่ยังไม่เริ่มรายการว่าเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เคยเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ จำได้เลาๆว่าราว พ.ศ.2499 สมัยนั้นใช้ถนนสุขุมวิท นั่งรถยนต์มาแวะที่ ‘แปดริ้ว’ ฉะเชิงเทรา ก่อน สักการะหลวงพ่อโสธรแล้วจึงเข้าบางแสน ศรีราชา และเกาะสีชังตามลำดับ

“เคยมาที่เกาะสีชังตั้งแต่เด็กๆ พอทำงานแล้วก็ยังมาเที่ยวแถวบางแสน หนองมน เป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นช่วงวันหยุดตั้งแต่เย็นวันศุกร์ ค้างคืนถึงวันเสาร์ หรืออาทิตย์ บางแสนในยุคนั้นสองข้างทางมีแต่ต้นมะพร้าว ร้านข้าวต้มริมทางมีเยอะ แขวนปลาตัวโตๆไว้หน้าร้าน” หัวเรือใหญ่มติชนกล่าวพร้อมรอยยิ้มโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงอาหารทะเล

นั่งสกายแลปจากท่าเรือไปยังจุดต่างๆของพระจุฑาธุชราชฐานได้อย่างสะดวกสบาย

ตัดฉากมาที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชน ที่เริ่มเปิดการถ่ายทอดสดในครั้งนี้โดยบอกเล่าย้อนไปไกลถึงประวัติศาสตร์พื้นที่จังหวัดชลบุรีรวมถึงที่มาของชื่อ ‘สีชัง’ ว่า ประเทศไทยอยู่บนเส้นทางการค้าโลกระหว่างอินเดียกับจีน ตั้งแต่ พ.ศ.500 ชุมชนชาวน้ำในอ่าวไทยราว 2,500 ปีมาแล้ว มีคนอยู่ในพื้นที่จังชลบุรีแล้ว ปรากฏหลักฐานที่โคกพนมดี อ.พนัสนิคมเป็นชุมชนใหญ่ พบโครงกระดูกจำนวนมาก เป็นกลุ่มคนอยู่บนที่ดอน แต่หากินทางทะเล เพราะพบหัวหน้าเผ่าเป็นหญิง มีลูกปัดหอยเป็นแสนเม็ดในหลุมขุดค้น อ่าวไทยยุคแรกการค้าโลก คือยุคทวารวดี ราวพศ. 1000 ตอนนี้นกรุงเทพฯ ยังอยู่บนทะเลโคลน ดินแดนภายใน เช่น สุพรรณบุรี อู่ทอง นครปฐม ติดต่อกันผ่านแม่น้ำ พื้นที่อำเภอพนัสนิคมพัฒนาเป็นบ้านเมือง เช่น เมืองพระรถ

โบราณวัตถุที่พบบริเวณพระราชวัง จัดแสดงให้ชมใน ‘เรือนไม้ริมทะเล’ พร้อมนิทรรศการน่าสนใจ

“หลัง พ.ศ. 1500 บ้านเมืองเล็กๆรอบอ่าวไทยเติบโตขึ้น ไตรภูมิพระร่วงมีการกล่าวถึงเกาะสีชัง ซึ่งเป็นหลักหมายแรกของคนเดินเรือ อยู่บนเส้นทางเดินเรือ โดยอยุธยาอยู่ทางทิศเหนือ ใครจะไปจีน ไปใต้ ไปมลายู ต้องมาเกาะสีชังก่อนวรรณคดีเรื่องกำสรวลสมุทร หรือกำสรวลศรีปราชญ์ มีโคลง 2 บทหนึ่งกล่าวถึงเขาสามมุก อีกบทกล่าวถึงเกาะ ‘สรชัง’ นี่คือ ชื่อเดิมของเกาะสีชัง สรชัง แปลว่า ภาชนะอย่างหนึ่ง สอดคล้องกับชื่อเกาะอื่นๆใต้เกาะสีชัง ซึ่งมีเกาะครก เกาะสาก ส่วนมาเพี้ยนเป็นสีชังเมื่อไหร่ ก็น่าศึกษา วรรณคดีเรื่องกำสรวลศรีปราชญ์ ซึ่งปรากฏชื่อเกาะสรชังหรือสีชังนั้น ศรีปราชญ์ไม่ได้แต่ง เพราะไม่มีตัวตนจริง มจ. จันทร์จิรายุ รัชนีหรือ ท่านจันทร์ รับสั่งไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 ว่า เรื่องนี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบรมราชาที่ 3 *ขรรค์ชัย*เขาทราบเรื่องนี้ดี เพราะมีโอกาสได้พูดคุยและเขียนกลอนกับท่านจันทร์เป็นประจำ”

Advertisement
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ , ขรรค์ชัย บุนปาน และสุจิตต์ วงษ์เทศ พูดคุยอย่างออกรสก่อนถ่ายทอดสดรายการ ทอดน่องท่องเที่ยวฯ ที่พระจุฑาธุชราชฐาน เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีผู้สนับสนุนหลักได้แก่สำนักศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน

สุจิตต์ ยังโชว์แผนที่แสดงเส้นทางการค้าสำเภาทางทะเลจากจีนไปยังปากน้ำต่าง ๆ เช่น เขาอี้ซาน คือ ยี่สาร ในจังหวัดสมุทรสงคราม แปลว่า เขาลูกโดด มีนิทานพ่อปู่ศรีราชามาค้าสำเภา สร้างบ้านเรือนที่ยี่สาร อีกทั้งมีนิทานเกี่ยวกับเขาเจ้าลาย ตั้งเพชรบุรีถึงประจวบคีรีขันธ์ซึ่งบอกความสัมพันธ์สองฟากอ่าวไทยว่าไปมาหาสู่กันแต่โบราณ

“คนไทยไม่ใช่พวกออกทะเล แต่เป็นพวกแม่น้ำลำคลอง กลุ่มออกทะเลคือพวกมลายู พื้นที่ชายทะเลเต็มไปด้วยโจรสลัด เกาะสีชังเป็นศูนย์กลางการเดิทางเลียบอ่าวไทยไปหาฝั่งตะวันตก เส้นทางพระเจ้าตาก ก็ผ่านเกาะสีชัง พระองค์ทรงแวะไหมไม่ทราบ ไม่มีหลักฐานเอกสาร แต่แวะเมืองชล นอกจากนี้ ชื่อศรีราชายังเป็นชื่อบ้านนามเมืองของชลบุรีที่สำคัญมาก แต่ยังไม่มีการศึกษาอย่างเต็มที่ นิราศเมืองแกลงปรากฏชื่อ ‘ศรีมหาราชา’ ดังนั้น ชื่อศรีราชาน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ถามว่ามาจากไหน ? 1. มีชื่อเมืองแพรกศรีราชา เป็นตำแหน่งเจ้าเมืองรอบอ่าวไทย 2. นามศรีราชาเมตไตรยะ มีปรากฏ ในจารึก ดังนั้น ชื่อนี้จึงสำคัญ”

ภาพมุมมสูงพระจุฑาธุชราชฐาน บนเกาะสีชัง พระราชวังบนเกาะเพียงแห่งเดียวในไทย

สุจิตต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บนเกาะสีชัง มีศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งเป็นศาลเจ้าจีน ชี้ให้เห็นการมาถึงและมีอยู่ของชุมชนชาวจีน ประเด็นเรื่องการค้าทางทะเลเป็นสิ่งสำคัญ น่าเสียดายที่ประวัติศาสตร์ไทยไม่เห็นความสำคัญเท่าที่ควร

จากนั้น ถึงคิว ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งเล่าถึงมูลเหตุของความนิยมในการพักผ่อนที่เกาะสีชัง ก่อนก่อเกิดพระราชวังบนเกาะแห่งเดียวในประเทศไทย โดยระบุว่าว่า เป็นที่เล่าลือแต่โบราณว่าเกาะสีชังอากาศดี เวลานั้นหัวหิน ชะอำยังไม่เป็นที่รู้จัก ชาวกรุงและคนเจ็บคนไข้ทั้งหลายนิยมเดินทางมา โดยราชการสร้าง ‘อาไศรยสถาน’ ไว้ให้ ต่อมา เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเกิดประชวรเมื่อมีพระชนมายุได้ 2-3 ชันษา ต้องทรงต้องเปลี่ยนอากาศ เกาะสีชังคือสถานที่ที่สะดวกที่สุด โดยประทับครั้งละหลายเดือน เสด็จราว 2-3 ปี ทรงพัฒนาความเจริญให้เกาะสีชัง เกิดสะพานอัษฎางค์และอาคารต่างๆ

เรือนผ่องศรี ตั้งชื่อตามพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี

“อาไศรยสถานที่นี่ เดิมมีอาคาร 2-3 หลัง ยุคราว 2430 กว่าๆ ทางราชการใจดีสร้างไว้ให้พร้อมเครื่องเรือน ใครจะมาอยู่มายัง ไปแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ อยู่ฟรี แต่เสบียงกรังต้องเอามาเองให้พร้อม เพราะยุคนั้นร้านอาหารยังไม่มี มุ้งหมอนกระทะมีให้ ของสดหาเอง นอกจากชาวบ้านทั้งหลาย เจ้านายก็สนใจ รัชกาลที่ 4 เคยเสด็จผ่านเกาะสีชัง แต่ไม่ได้ขึ้นเกาะ ตอนนั้นมีคนแก่ชื่อยายเสม อายุร้อยกว่าปี ทรงตั้งเป็นคุณท้าวคีรีรักษา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธซึ่งทรงรักมาก เกิดประชวร ประชวรออดๆแอดๆ ก็ต้องเปลี่ยนอากาศ ที่ไหนเล่าจะดีเท่าสีชัง เพราะอยู่ใกล้ สะดวกดี นอกจากนี้ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ยังประสูติที่เกาะสีชังด้วย ตอนนั้นพระราชวัง เพิ่งเริ่มสร้าง ยังไม่มีชื่อ ก็ตั้งชื่อให้สอดคล้องกัน เป็นพระจุฑาธุชราชฐาน”

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และเอกภัทร์ เชิดธรรมธร ผู้ดำเนินรายการ หน้าเรือนวัฒนา

เอกภัทร์ เชิดธรรมธร ผู้ดำเนินกรายการ ถามถึงความเป็นมาของสะพานอัษฏางค์ ซึ่งเป็นจุดฮอตฮิตในการถ่ายภาพของผู้คนที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนพระราชวังแห่งนี้

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง เล่าว่า สะพานอัษฎางค์ เป็นสิ่งก่อสร้างยุคแรกๆของพระราชวังบนเกาะสีชังเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จ ก่อนหน้านั้นจะขึ้นบกต้องลุยน้ำ คนโดนหอยบาด ตัวสะพานที่เห็นอยู่นี้สร้างใหม่เมื่อราว 20 ปีที่แล้วบนตอม่อเดิม โดยนอกจากชื่อสะพานที่ตั้งตามพระนามเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธแล้วยังมี ประภาคารอัษฎางค์ บ่อน้ำอัษฎางค์ และวัดอัษฎางคนิมิต อีกด้วย

สะพานอัษฎางค์ สิ่งก่อสร้างยุคแรกๆของพระราชวังบนเกาะสีชัง ปัจจุบันเป็นมุมถ่ายภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

จากนั้น วิทยากรทั้ง 3 ท่าน ได้เดินชมสถานที่ต่างๆภายในพระจุฑาธุชราชฐาน ระหว่างทาง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง เล่าถึงพระราชนิยมในการพระราชทานนามให้สถานที่ต่างๆ แม้กระทั่งทางเดิน บ่อน้ำ บันได ซึ่งมีชื่อเป็นชุดๆ เช่น ทางเดิน มีคำว่าทองแทรกอยู่ อาทิ โรยทองทราย รายทองเหรียญ เดียรทองบาท ดาษทองใบ ฯลฯ ส่วนตำหนักเป็นชื่อบรรดาอัญมณีทั้งหลาย มรกตสุด บุษราคัม ก่ำโกมินทร์ เป็นต้น

ฐานพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งถูกรื้อลงแล้วนำไปสร้างพระที่นั่งวิมานเมฆในพระราชวังดุสิต

เมื่อเดินมาถึงฐานสถาปัตยกรรมแห่งหนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง หยุดชวนชมความงดงามที่แม้เหลือเพียงร่องรอยบนพื้นดิน ทว่ามีความสำคัญยิ่ง นั่นก็คือ พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งมีผัง 8 เหลี่ยม สร้างจากไม้สัก รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นอาคารหลักของพระราชวัง โดยมีการบรรจุเหรียญ และหนังสือฝังในดินที่ก่อสร้างพระที่นั่งด้วย แต่ปัจจุบันยังหาไม่พบ

“มีเหตุการณ์สำคัญในปี 2436 คือ รศ. 112 เกิดการกระทั่งกับฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครองดินแดนฝั่งตะวันออก บุกปากน้ำเจ้าพระยา มีการสู้รบที่ป้อมพระจุลฯ การจะมาประทับแรมต่อที่นี่เริ่มไม่ปลอดภัย จึงโปรดให้รื้อไปปลูกใหม่เกิดเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆในพระราชวังดุสิต” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทองเล่าอย่างชวนติดตาม

ภายในเรือนผ่องศรี จัดแสดงพระราชประวัติและประวัติบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับเกาะสีชังในอดีต

จากนั้น มุ่งสู่เรือนไม้ริมทะเล และ “บ่อมหาอโนดาต” ซึ่งเป็นบ่อน้ำจืดใหญ่ที่สุดในวัง มีการดาดปูนที่พื้น เนื่องจากสีชังเป็นเกาะ ปัญหาการบริหารจัดการคือน้ำจืดซึ่งต้องมีที่เก็บ ไม่ซึม ไม่รั่ว นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำที่ตั้งชื่อคล้องกัน เช่น เชิญสรวญ ชวนดู ชูจิตร พิศเพลิน เจริญใจ เป็นต้น

ต่อมา ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง ได้บรรยายถึงอาไศรยสถานในวังทั้ง 3 เรือน ได้แก่ เรือนวัฒนา เรือนผ่องศรี และเรือนอภิรมย์ รวมถึงวัดอัษฎางคนิมิต

“เรือนวัฒนาได้ชื่อจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หรือพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ส่วนเรือนผ่องศรี ตั้งชื่อตามพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ภายในมีพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในอิริยาบทลำลอง สำหรับเรือนอภิรมย์ เป็นเรือนยาว ได้ชื่อจากพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ เคยใข้เป็นโรงเรียนสอนเด็กในเกาะสีชัง ปัจจุบันมีนิทรรศการเล่าประวัติวังแห่งนี้ ที่นี่ยังมีวัดอัษฎางคนิมิต อยู่บนเนินเขา สังคมไทย ใครอยู่ไหนต้องมีวัด

แต่เดิมว่ากันว่าเลยพระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ออกไป มีวัดเล็กๆ พอเจ้านายเสด็จมาบ่อยๆ เริ่มมีข้อพิจารณาว่า วัดกับพระที่นั่ง ใกล้กันมากเกินไป ร .5 จึงทรงเดินสำรวจเอง เพื่อหาที่สร้างวัดใหม่ พบว่าบริเวณนั้นทิวทัศน์สวย จึงโปรดให้สร้าง วัดแห่งนี้ มีการออกแบบเอนกประสงค์ ชั้นล่างเป็นอุโบสถ ด้านบนเป็นเจดีย์ลังกา เสมาก็มีความแปลก เนื่องจากใช้ก้อนหินจารึกพระธรรม 8 ทิศรอบโบสถ์ นอกจากนี้มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ มีความสำคัญที่ได้หน่อจากเมืองคยา” ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง กล่าว พร้อมปิดท้ายให้แง่คิดว่า ประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจในรากเหง้าของตัวเอง เปรียบเสมือนต้นไม้ ถ้ามีแค่รากฝอย เพียงโดนลมก็ล้มได้ หากมีมีรากแก้วจะยั่งยืนเติบโต

ประวัติศาสตร์ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันและอนาคต

(อดีต) สองกุมารสยาม พักผ่อนหน้า ‘เรือนไม้ริมทะเล’ สันนิษฐานว่าเคยเป็นเรือนพักชาวต่างชาติ ต่อมาปรับปรุงเป็นที่ประทับแรมของพระราชวงศ์ ปัจจุบันเป็นสำนักงาน ส่วนบริการนักท่องเที่ยว

https://www.facebook.com/MatichonOnline/videos/10157452757537729/