มายาคติทางเพศ หากมองเพียงเพศทางกายภาพ มนุษย์บนโลกใบนี้ก็จะมีเพียง 2 เพศเท่านั้น คือ “เพศชาย” และ “เพศหญิง”
แต่ความเป็นเพศนั้นทั้งลื่นไหลและหลากหลาย ทุกคนสามารถเล่นบทที่ตนเลือกตามความรู้สึก อัตลักษณ์ และรสนิยมในวิถีทางของตัวเอง
มีณ-ชนน์ชนก พลสิงห์ ในฐานะคิวเรเตอร์ เป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้สังคมตระหนักและเข้าใจถึงการมีตัวตนของผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ผ่านนิทรรศการ ชายหญิง สิ่งสมมุติ จัดแสดงที่มิวเซียมสยามถึง 30 ก.ย.
จากการรวบรวมและศึกษาข้อมูลกว่า 1 ปี 7 เดือน นำมาสู่การสะท้อนเรื่องราว มุมมอง ทัศนคติ ผ่านสิ่งของและเรื่องของทุกเพศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพียงเพราะอยากให้เป็นส่วนหนึ่งในการตั้งคำถามถึงความหลากหลาย
สังคมไทยอาจมองว่า LGBT ได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้ว แต่ชนน์ชนกเห็นว่าแม้ไม่มีการต่อต้านรุนแรงแต่ใช่ว่าจะได้รับการยอมรับ
“สังคมไทยอาจมองว่าให้การยอมรับความหลากหลายมากกว่าที่อื่นในโลก เพราะไม่มีเหตุการณ์ต่อต้านรุนแรง แต่ถามว่ายอมรับกลุ่มคนเหล่านี้จริงหรือเปล่า อาจจะไม่ใช่ สังคมทุกวันนี้ยอมรับได้เพราะเขาเก่ง มีด้านที่เด่นกว่ามาปกปิด แต่ยังไม่มีการยอมรับความเป็นเพศอย่างเต็มที่ ทัศนคติของคนไทยบางคนยังติดอยู่ บางคนอาจมองกลุ่ม LGBT เป็นอื่น หรือเป็นความผิดปกติอยู่”

หากเปรียบเทียบกับสมัยก่อน อาจมองได้ว่าปัจจุบัน LGBT เปิดเผยและได้การยอมรับมากขึ้น แต่กว่าแต่ละคนจะเปิดเผยตัวตนได้นั้นต้องมีองค์ประกอบอื่นในชีวิต เช่น มีเงินเก็บ มีตำแหน่ง หรือรอให้คนใกล้ตัวเสียชีวิตก่อน ถึงเปิดตัว เพราะกลัวจะไม่ถูกยอมรับ
“เรามองว่าเพศคือสำนึกของคน กายอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่องค์ประกอบที่ทำให้เรามีเพศในปัจจุบัน น่าจะอยู่ที่สมองด้วย ซึ่งบางคนอาจก้าวข้ามไปถึงคำว่า ‘ไม่มีเพศ’ หรือไม่คำนึงถึงเรื่องเพศแล้ว บางคนคิดว่าตัวเองเป็นเกย์ เพียงเพราะชอบมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย แต่จริงๆ จะบอกว่าตัวเองเป็นผู้ชายก็ได้ เพราะเป็นแค่กิจกรรมหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมดของตัวเอง”
จากการสำรวจคนที่มานิทรรศการ สิ่งที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คือ “ห้องน้ำไร้เพศ”
ชนน์ชนกให้เหตุผลว่า ห้องน้ำเป็นพื้นที่แบ่งความเป็นชาย-หญิง ในพื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างชัด เหมือนกล่องแยกคนเข้าซ้ายขวา แล้ว LGBT ต้องเข้าห้องไหน ถ้าไม่กล้าเข้าไปทั้งสองห้อง แต่ห้องน้ำไร้เพศต้องมีการจัดการเพื่อให้คนเข้าได้ ซึ่งทั้งที่จริงในบางร้านอาหารก็มีห้องน้ำห้องเดียวให้คนต่างเพศเข้าด้วยกัน
คิวเรเตอร์เริ่มพาสำรวจนิทรรศการ เริ่มจาก “วาโก้อีโต้” ที่เจ้าของสะท้อนเรื่องราวการไม่ถูกยอมรับจากแม่ตัวเอง เพราะเป็นกะเทย ขณะเก็บเงินซื้อมอเตอร์ไซค์ ได้นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อชุดชั้นในวาโก้ แม่ของเธอใช้อีโต้ฟันชุดชั้นในเมื่อแรกเห็น เพราะรับไม่ได้ ซึ่ง LGBT หลายคนหลีกไม่ได้ที่ต้องเผชิญเรื่องการยอมรับจากครอบครัว

ชิ้นต่อมาเป็นสิ่งของที่อาจทำให้เสียน้ำตาได้ง่ายๆ “จดหมายจากบุพการีต่อลูกอันเป็นที่รัก” เป็นจดหมายของคุณแม่เขียนแล้วพับไว้ใต้หมอนในโรงพยาบาล เพื่อบอกลูกชายอันเป็นที่รัก ว่าจะเป็นอะไรก็ได้ที่ลูกอยากเป็น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกคนในครอบครัวยอมรับเลย ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะหมดลมหายใจ
โซนต่อมามีสิ่งของจาก แตง-อัญชนา สุวรรณานนท์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอัญจารี กลุ่มของผู้หญิงรักผู้หญิงกลุ่มแรกๆ ในไทย ราวปี 2525 และตามมาด้วยผลงานของ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ทั้งเนื้อร้องและมิวสิกวิดีโอ ในแนวของหญิงรักหญิง ในสมัยประมาณ 30 ปีก่อน
สิ่งของแต่ละอย่างที่จัดแสดงดึงดูดสายตาขึ้นเรื่อยๆ เช่น ใบปริญญาที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะหลังเรียนจบเดินหน้าสมัครงาน แต่ไม่มีบริษัทไหนชอบใจในความเป็นเพศทางเลือกของเธอ หลายคนมองแค่เพศสภาพ ไม่ได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถที่เธอมีเลย คล้ายกับสิ่งของข้างๆ เป็นเสื้อสีขาวตัวหนึ่งที่เจ้าของเสื้อโดนถามเสมอเมื่อเดินเข้าไปสมัครงานว่า “เป็นเกย์หรือเปล่า” จนเกิดคำถามว่า ยังสนใจเรื่องเพศในการทำงานอีกหรือ

ถัดมาอีกมุมเป็น “ช่อพวงหรีด” เจ้าของเป็นคู่ชายรักชาย อยู่ด้วยกันมากว่า 30 ปี เจอความเท่าเทียมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเอกสารต่างๆ เพราะกฎหมายไม่ยอมรับ ทั้งคู่หวังจะเป็นคู่แรกที่ได้จดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันในกฎหมายไทย แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ทำให้พลัดพรากแบบไม่มีวันกลับ เมื่ออยากทำอะไรเป็นสิ่งสุดท้ายให้กับบุคคลที่รัก จึงสั่งพวงหรีดไปที่งานศพ เขียนว่า “สุดรัก สุดอาลัย จากภรรยาและครอบครัว” จนบ้านของผู้เสียชีวิตตกใจ เพราะไม่ทราบเรื่องมาก่อน
ชิ้นสุดท้ายที่กล่าวถึง เป็นภาพวาดชิ้นหนึ่ง ที่เจ้าของนำมาจัดแสดงเพราะอยากสะท้อนว่าทุกอย่างเกิดจากจิตสำนึก จากประสบการณ์ถูกส่งเข้ารับการบำบัด ตอนอายุ 10 ขวบ เพราะครอบครัวคิดว่าแพทย์จะรักษาความผิดปกติทางเพศได้ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง จิตแพทย์สามารถรักษาอาการป่วยต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถรักษาการเป็นเกย์ได้
เพราะการเป็นเกย์ไม่ใช่อาการ แต่เป็นตัวตนของเขาเอง

“ความหลากหลายทางเพศ เกิดขึ้นจากตัวของทุกคนเอง ไม่สามารถชักชวนหรือส่งเสริมให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ได้ แต่สามารถส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเองได้”
ส่วนปัญหาเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ชนน์ชนก สรุปไว้ 2 ส่วน คือสำหรับคนทั่วไปหากยอมรับความหลากหลายได้ ไม่มองว่าการเป็น LGBT คือเรื่องผิด เพราะทุกคนสามารถมีความเป็นดีกรีในเพศของใครของมันที่ตัวเองอยากจะเป็นได้ แต่ถ้าคนยอมรับใน “ความเป็นคน” ของคนอื่นมากขึ้น ก็จะทำให้หลายประเด็นคลี่คลายได้
อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากโครงสร้างสังคม ในเรื่องกฎหมาย ไทยยังขาดกฎหมายอีกหลายตัวมากที่จะมองเห็นว่ามนุษย์มีเพศที่หลากหลาย
“มุมมองของกฎหมาย ยังมองแค่ภาพของผู้ชายและผู้หญิงเท่านั้น แต่ทุกอย่างน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น เกิดการยอมรับได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย”
และคำถามสุดท้าย ที่คิวเรเตอร์นิทรรศการ ชายหญิง สิ่งสมมุติ อยากทิ้งไว้ให้คิด
“สังคมยอมรับเพศที่คนนั้นเลือกเป็น หรือยอมรับความสามารถที่เขามีกันแน่?”


