ทุกครั้งที่ประเทศกัมพูชาใกล้เข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง ก็มักจะมีปัญหากระทบกระทั่งทางชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ เนื่องจากเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมให้คนสนับสนุนการบริหารงานของ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขาพระวิหารกับไทย กรณีสวายเรียงกับเวียดนาม และกรณีกับลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีพิพาทเมื่อวันที่ 12-13 สิงหาคม ปี 2017 ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนลาว มีการระดมพลประชิดชายแดนอย่างเร่งด่วน แต่เหตุการณ์จบลงภายในหนึ่งวันอย่างมึนงงต่อสายตาประชาคมโลก
ในปี 2018 นี้ กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งหนึ่งในประเทศกัมพูชา แม้ว่าครั้งนี้รัฐบาลฮุนเซ็นจะปิดกั้นฝ่ายตรงข้ามอย่างเข้มงวด มีการดำเนินคดีกับ ส.ส.พรรคสมรังสี ฝ่ายค้านที่ได้รับเลือกในการเลือกตั้งครั้งก่อนจำนวนมาก รวมถึงการยุบพรรคและดำเนินคดีต่างๆ ทั้งกบฏ ยั่วยุ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับฝ่ายตรงข้าม ถึงกระนั้น ทางรัฐบาล สปป.ลาวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะหากคะแนนเสียงของฮุนเซ็นมีทีท่าเพลี่ยงพล้ำ ก็อาจงัดไม้ตายสร้างความขัดแย้งชายแดนขึ้นมาเรียกคะแนนเสียงเขมรชาตินิยมอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม สถาบันวิทยาศาสตร์สังคมแห่งชาติลาว ได้ตีพิมพ์หนังสือข้อเท็จจริงกรณีข้อพิพาทชายแดนลาว-กัมพูชา อันเป็นผลงานศึกษาค้นคว้าด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งชายแดนระหว่างลาวกับกัมพูชามีความยาว 535 กิโลเมตร ยังเหลือจุดคงค้างปักปันเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จจำนวน 9 จุด ซึ่งในกรณีพิพาทเมื่อปีที่ผ่านมาได้ทำการเจรจาไปแล้ว 7 จุด เหลืออีก 2 จุดที่ยังไม่ได้ข้อยุติ คือบริเวณแม่น้ำเซกอง และบริเวณแก่งตอมอคอยและห้วยตะเงา ถือเป็น 13% ของบริเวณทับซ้อนตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ
ฝ่ายกัมพูชาพยายามอ้างว่า เขตบ้านห้วยตะเงาเป็นเขตแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากมีประชาชนชาวกัมพูชาอยู่อาศัยจำนวนมาก แต่ฝ่ายลาวอาศัยหลักฐานแผนที่ฝรั่งเศสเป็นหลัก ระบุว่าบริเวณดังกล่าวเป็นเขตแดนของลาว โดยมีลำน้ำดากลาวซึ่งเป็นภาษาชนเผ่าละแวหมายความว่า “น้ำลาว” รัฐบาลสมัยราชอาณาจักรลาวก็มาลาดตระเวนและตั้งหน่วยทหารประจำการ รวมถึงแม้ในช่วงสงครามเวียดนาม เครื่องบินของสหรัฐอเมริกาก็มาทิ้งระเบิดเพราะถือว่าเป็นเขตแดนเคลื่อนไหวของลาว ในยุคของเขมรแดง ชาวเขมรที่อพยพมาอาศัยก็รอดพ้นจากการไล่ล่ากวาดล้างของทหารเขมรแดงเนื่องจากเป็นเขตแดนคุ้มครองของลาวการกล่าวอ้างของรัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบันจึงไม่สมเหตุสมผลในทุกมิติ และการรุกล้ำเข้ามาแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติต่างๆ ในบริเวณดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดดินแดนของสปป.ลาว ที่กัมพูชาต้องรับผิดชอบ
จากข้อตกลงในปี 2017 ลาวและกัมพูชาพยายามใช้ความตกลงในการเจรจาเพื่อปักปันเส้นเขตแดนอย่างเต็มที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสอันเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม แต่ทางกองทัพของกัมพูชายังปรากฏการรุกล้ำแนวชายแดนและการก่อสร้างล้ำเขตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงใกล้เลือกตั้ง กิจกรรมของทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนกัมพูชา-ลาว ยิ่งหนาแน่นกว่าเดิม ทาง สปป.ลาวจึงได้ส่งจดหมายเรียกร้อง ประท้วง และจัดตั้งกองกำลังลาดตระเวนเพื่อรักษาอาณาเขต ซึ่งลาวมองว่าการเจรจาเป็นเรื่องในกระดาษ แต่การกระทำของทหารกัมพูชาจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ยิ่งไปกว่านั้นในวันที่ 10 มิถุนายน 2018 นางมาลี สีสุลิด ภริยาของนายกรัฐมนตรี ทองลุน สีสุลิด แห่ง สปป.ลาว ยังได้เดินทางเข้าไปเยี่ยมเยือนหน่วยทหารกองพันที่ 21 ซึ่งประจำอยู่บริเวณชายแดนลาว-กัมพูชา แขวงอัดตะปือ เพื่อบำรุงขวัญทหารและมอบเสบียงเครื่องใช้อุปโภคบริโภค เป็นภาพที่หาได้ยากในการเคลื่อนไหวการนำระดับสูงของ สปป.ลาวในยุคปัจจุบัน
จึงอาจคาดหมายได้ว่า ความขัดแย้งชายแดนลาว-กัมพูชา อาจจะปะทุขึ้นอีกครั้งในไม่ช้านี้

