ดูเหมือนจะเป็นคลื่นลูกเล็กๆ หลายลูกที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ส่อเค้ากลายเป็นคลื่นยักษ์ สำหรับกลุ่ม ‘เห็นต่าง’ ในแนวทางการพัฒนาเมืองของภาครัฐที่แรงชัด จัดเต็ม โหมแรง ว่องไวในการตัดสินใจและลงมือกระทำในหลายๆ โครงการทั้งเล็กใหญ่ นำมาซึ่งการตั้งคำถามในใจก่อนตะโกนออกมาดังๆ ของนักวิชาการ เอ็นจีโอ ศิลปิน อีกทั้งประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแรงกระเพื่อมของสังคมต่อปม ‘ยึดคืนหอศิลป์’ ที่สุดท้าย กทม.ประกาศยอมถอย ไฟเขียวให้มูลนิธิหอศิลป์ดูแลต่อจนหมดสัญญาในปี 2564
อย่างไรก็ตาม กลับ(ยัง)ไม่ปล่อยงบปี 2561 จนส่อเค้าบานปลาย โดยเครือข่ายศิลปินตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้อง 3 ข้อ ขีดเส้นต่อสัญญาอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ไร้ผล กระทั่งล่าสุดเดินหน้าเต็มสูบเล็งจัดกิจกรรม ‘บอกรักหอศิลป์’ ชู ‘เดินวิ่งถอยหลัง’ ภายใต้แนวคิดชวนเจ็บจี๊ดสะท้อนนโยบายรัฐ ‘ถอยหลังลงคลอง’ จากหอศิลป์มุ่งหน้าลานคนเมืองในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมติดแฮชแท็ก #เราต้องการพื้นที่สาธารณะ

ไหนจะประเด็น ‘ศุลกสถาน’ หรือโรงภาษีร้อยชักสาม ริมเจ้าพระยา ซึ่งดูแลโดยกรมธนารักษ์จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมหรู ด้วยการลงทุนของภาคเอกชน งานนี้กลุ่ม Friends of the river หรือ ‘เพื่อนแม่น้ำ’ ลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ใช้ ประโยชน์จากอาคารประวัติศาสตร์ในด้านที่เป็นสาธารณะอย่างพิพิธภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เมืองแทนที่จะเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่ม ทั้งยังตั้งคำถามถึงความ ‘ย้อนแย้ง’ ของนโยบายรัฐที่ดัน ‘ทางเลียบเจ้าพระยา’ ด้วยเหตุผลเรื่องการเข้าถึงแม่น้ำอย่างเท่าเทียมโดยอ้างแนวคิดพื้นที่สาธารณะท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักหน่วงในแง่ของ ‘รูปแบบ’ ที่หลายฝ่ายส่ายหน้าว่าไม่โอเค เพราะรุกล้ำแม่น้ำและเสี่ยงผลกระทบมากมายมหาศาล

ประเด็นนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึง ‘การมีส่วนร่วม’ ที่พูดกันอย่างหนาหูว่าประชาชนไม่ได้รับโอกาสอย่างแท้จริง แม้จะมีการจัดงานรับฟังความเห็นอย่างใหญ่โต ยังไม่นับการเดินหน้ากลางเสียงค้านจากหน่วยงานต่างๆอย่างกรณี ‘สะพานเกียกกาย’ ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศถึง 3 แห่ง พร้อมด้วยสมาคมสถาปนิกสยามขึ้นเวทีประกาศว่ามองไม่เห็นความจำเป็นต้องสร้าง มิหนำซ้ำยังเสี่ยงอันตรายหากมีการชุมนุมทางการเมือง ยังไม่นับการบดบังทัศนียภาพรัฐสภาแห่งใหม่และมลพิษที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุด จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. บอกว่า อยู่ระหว่างการปรับแบบให้เหมาะสม พร้อมประโยคคล้ายตัดพ้อเบาๆ ว่า
“หากประชาชนคัดค้านทุกโครงการที่ กทม.ดำเนินการ เชื่อว่าการพัฒนาเมืองคงไม่เกิด”


ยังไม่นับมหากาพย์ ‘ป้อมมหากาฬ’ ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ หลังต่อสู้มานาน 25 ปีเต็ม โดยบัดนี้ชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้ายได้กลายเป็นพื้นที่โล่ง ปูหญ้าเขียวขจี ใกล้สถาปนาเป็นสวนสาธารณะงดงามท่ามกลางเสียงวิพากษ์ของผู้คนส่วนหนึ่งรวมถึงนักวิชาการทั้งไทยและนานาชาติที่เคยร่วมคัดค้านอย่างหนักแน่น
การพัฒนาเมืองภายใต้โครงการเหล่านี้ แม้แตกต่างหลากหลาย ทว่ามี ‘จุดร่วม’ สำคัญที่กำลังถูกตั้งคำถามและทวงสิทธิมากขึ้นทุกที นั่นคือประเด็นของพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ รวมถึงการรับฟังเสียงของภาคประชาชน อีกทั้งความย้อนแย้งในนโยบายและการดำเนินงานบางอย่าง


พื้นที่สาธารณะถูกลิดรอน ภาพสะท้อน ‘เมือง’ ของใคร?
วิภาช ภูริชานนท์ ภัณฑารักษ์ศิลปะร่วมสมัยและนักศึกษาปริญญาเอก สถาบันโกลด์สมิธ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีความเห็นต่อปัญหาหอศิลป์กรุงเทพฯ และโรงภาษีที่จะกลายเป็นโรงแรมว่า ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือ พื้นที่สาธารณะถูกลิดรอนลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ซึ่งรัฐนำไปทำกำไร นี่คือเรื่องที่ต้องพูดคุยกันอย่าหนัก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือ 1 ในตัวอย่างเท่านั้น โดยส่งผลกระทบให้พื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯค่อยๆ หายไป
“ไม่แปลกสำหรับสังคมปัจจุบันที่รัฐกลับคิดจะหาเงินเสียเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ หายไปเรื่อยๆ กรณีโรงภาษี มุมใหญ่ของเรื่องนี้คือการที่กรุงเทพฯ กำลังพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำ มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ไอคอนสยาม และบางกอกอาร์ต เบียนนาเล่ ปัจจุบันการแปรสภาพเมืองที่เกิดขึ้นกับเมืองไทย พื้นที่ริมแม่น้ำไม่ใช่ของทุกคน ถ้าเป็นต่างประเทศ อย่างอังกฤษ มีความพยายามให้พื้นที่ริมแม่น้ำเป็นพื้นที่สาธารณะ ถึงจะมีตึก แต่ช่วง 3-5 เมตรต้องมีพื้นที่ให้คนเดินได้ ในขณะที่เมืองไทย พื้นที่กรรมสิทธิ์เอกชนอยู่ริมแม่น้ำแล้วทำอะไรไม่ได้
ส่วนกรณีหอศิลป์ กทม.ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะทำเป็น co-working space หมายความว่าตอนนี้พื้นที่ที่ควรนำมาใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ ถูกใช้ไปในทางหารายได้ ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่รู้ว่าพื้นที่สาธารณะสำหรับคนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายอาจต้องซื้อบัตรไปวิ่งสวนสาธารณะก็ได้ ใครจะไปรู้” ภัณฑารักษ์รุ่นใหม่วิเคราะห์

มุ่งหาเงิน เมินเสียงค้าน ผูกขาดการตัดสินใจ ?
ส่วนนักประวัติศาสตร์ศิลปะอย่าง ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ยอมรับว่า ไม่รู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นในหลายกรณี สถานที่สำคัญเชิงประวัติอย่าง ‘ศุลกสถาน’ บนที่ดินทำเลทอง จึงไม่ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้หรือสร้างคน แต่กลับใช้สร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม การที่ ‘กลุ่มเพื่อนแม่น้ำ’ มองว่าควรทำเป็นพิพิธภัณฑ์นั้น ไม่แน่ใจว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่อย่างน้อยควรเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน เพราะมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์
“รัฐบาลไทยเน้นหารายได้มากกว่าให้ความสำคัญกับพื้นที่ด้านสาธารณะ จึงพร้อมที่จะสร้างรายได้จากอาคารประวัติศาสตร์มากกว่ามอบคืนให้แก่ประชาชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่แปลกที่รัฐซึ่งมีที่ดินทำเลทอง แต่กลับไม่ทำเป็นพื้นที่ในการสร้างคน หลายแห่งแล้วที่รัฐทำลายแหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งชุมชน แหล่งศิลปกรรมระดับชาติ ระดับโลก ไม่แปลกที่ศุลกสถานเป็นเหยื่อรายต่อไป
ส่วนตัวมองว่าไม่ควรทำเป็นโรงแรมเพราะเป็นอาคารที่ต้องอนุรักษ์ มีประวัติศาสตร์ มีศิลปกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษี การติดต่อกับต่างชาติ เป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ อย่างน้อยควรทำเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้หรือการพักผ่อน มากกว่าเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ย้อนแย้งกับกรณีการผลักดันสร้างทางเลียบเจ้าพระยาซึ่งบอกว่าต้องการให้คนเข้าถึงแม่น้ำอย่างเท่าเทียม ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เห็นได้ว่ารัฐผูกขาดอำนาจการตัดสินใจไว้แค่คนกลุ่มเดียว ไม่ได้ต้องการให้คนมีส่วนร่วม ประชาชนถูกกีดกันออกมา ขอให้อย่ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก” ผศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

แต่งชุดไทย ทำลายของเก่า เงื้อมเงาสังคมย้อนแย้ง
ความย้อนแย้งไปมาของนโยบายและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พินัย สิริเกียรติกุล อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยังนึกถึงประเด็น ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’
“คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็ออกมา อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ก็ออกมา บอกว่าเป็นชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้าย เราเหมือนสังคมหน้าไหว้หลังหลอก ในแง่หนึ่งอยากให้คนแต่งชุดไทย แต่ของจริง คุณเลือกที่จะไม่เก็บ”

สำหรับประเด็นที่โรงภาษีจะถูกทำเป็นโรงแรมนั้น อาจารย์ยืนยันว่าเอกชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปพัฒนา เพราะได้สัมปทานมาอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าน่าจะทำได้ดี อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับผู้ที่ประท้วงภาครัฐในแง่ของ ‘พื้นที่สาธารณะ’ โดยชี้ทางออกว่า ทางโรงแรมควรเปิดพื้นที่บางส่วนให้ประชาชนเข้าไปใช้ด้วย
“ในอังกฤษจะมีเลยว่าถ้าคุณจะทำอันนี้ คุณให้อะไรกับชุมชนบ้าง ที่เขาทำกันคือ ชั้นบนซึ่งเป็นวิวที่สวยที่สุดเปิดเป็นสาธารณะโดยไม่ต้องเสียเงิน ที่นั่นเป็นของรัฐมาตั้งกี่ปี ปล่อยให้อาคารทรุดโทรม ต้นโพธิ์ขึ้นจะพังอยู่แล้ว”
ปิดท้ายด้วยประเด็นการรับฟังของภาครัฐ ซึ่งนักวิชาการท่านนี้ยอมรับว่าไม่เข้าใจเหตุผลของการไม่รับฟัง
“ผมก็ไม่เข้าใจภาครัฐในเรื่องพวกนี้เลยว่า ข้อเสนอของหลายฝ่ายไม่ว่าจะทางเลียบ หอศิลป์ สะพานเกียกกาย เป็นข้อเสนอจากประชาชนที่มีเหตุผลน่ารับฟังทั้งสิ้น แต่ถามว่าทำไมรัฐเลือกไม่ฟัง อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ อย่างทางเลียบชัดเจนที่สุด ผมไม่เห็นนักวิชาการหรือสมาคมไหนที่เห็นด้วยเลย ยกเว้นคนที่ทำเท่านั้น แล้วจะดื้อทำทำไม ผมเห็นด้วยกับการอยากเปิดพื้นที่ริมน้ำให้สาธารณะเข้ามาใช้ เพราะริมแม่น้ำคือขอบของเมือง ตามทฤษฎีถ้าทำให้คนเห็นสัณฐานของเมืองชัดขึ้น เป็นเรื่องดี แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือรูปแบบ ทำให้มีรสนิยม มีศิลปะไม่ได้หรือ ทำโดยไม่เบียดบังพื้นที่แม่น้ำไม่ได้หรือ สมาคมสถาปนิกสยามก็พูดหนักแน่น สมาคมวิศวกรรมสถานก็พูดหนักแน่น การก่อสร้าง คุณไม่ฟัง 2 สมาคมนี้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจ”
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้และมีแนวโน้มไม่จบง่ายๆ ในอนาคต ตราบใดเสียงประชาชนยังไม่ถูกรับฟังอย่างแท้จริง

