หน้าแรก ประชาชื่น กรุงเทพฯ เมือ...

กรุงเทพฯ เมืองฟ้า ‘พื้นที่สาธารณะ’ หดหาย คลื่นทวงสิทธิกระเพื่อมแรง ขุดปมย้อนแย้งที่รัฐไร้คำตอบ?

14.06.18 | 16:01 น.

ดูเหมือนจะเป็นคลื่นลูกเล็กๆ หลายลูกที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ส่อเค้ากลายเป็นคลื่นยักษ์ สำหรับกลุ่ม ‘เห็นต่าง’ ในแนวทางการพัฒนาเมืองของภาครัฐที่แรงชัด จัดเต็ม โหมแรง ว่องไวในการตัดสินใจและลงมือกระทำในหลายๆ โครงการทั้งเล็กใหญ่ นำมาซึ่งการตั้งคำถามในใจก่อนตะโกนออกมาดังๆ ของนักวิชาการ เอ็นจีโอ ศิลปิน อีกทั้งประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแรงกระเพื่อมของสังคมต่อปม ‘ยึดคืนหอศิลป์’ ที่สุดท้าย กทม.ประกาศยอมถอย ไฟเขียวให้มูลนิธิหอศิลป์ดูแลต่อจนหมดสัญญาในปี 2564

อย่างไรก็ตาม กลับ(ยัง)ไม่ปล่อยงบปี 2561 จนส่อเค้าบานปลาย โดยเครือข่ายศิลปินตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้อง 3 ข้อ ขีดเส้นต่อสัญญาอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ไร้ผล กระทั่งล่าสุดเดินหน้าเต็มสูบเล็งจัดกิจกรรม ‘บอกรักหอศิลป์’ ชู ‘เดินวิ่งถอยหลัง’ ภายใต้แนวคิดชวนเจ็บจี๊ดสะท้อนนโยบายรัฐ ‘ถอยหลังลงคลอง’ จากหอศิลป์มุ่งหน้าลานคนเมืองในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมติดแฮชแท็ก #เราต้องการพื้นที่สาธารณะ

หลังเครือข่ายศิลปินตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้อง กทม.ต่อสัญญาให้มูลนิธิหอศิลป์บริหารงานอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ไม่เป็นผล จึงเตรียมจัด “เดินวิ่งถอยหลัง” บ่งสัญลักษณ์นโยบายรัฐถอยหลังลงคลอง


ไหนจะประเด็น ‘ศุลกสถาน’ หรือโรงภาษีร้อยชักสาม ริมเจ้าพระยา ซึ่งดูแลโดยกรมธนารักษ์จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นโรงแรมหรู ด้วยการลงทุนของภาคเอกชน งานนี้กลุ่ม Friends of the river หรือ ‘เพื่อนแม่น้ำ’ ลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ใช้ ประโยชน์จากอาคารประวัติศาสตร์ในด้านที่เป็นสาธารณะอย่างพิพิธภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เมืองแทนที่จะเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่ม ทั้งยังตั้งคำถามถึงความ ‘ย้อนแย้ง’ ของนโยบายรัฐที่ดัน ‘ทางเลียบเจ้าพระยา’ ด้วยเหตุผลเรื่องการเข้าถึงแม่น้ำอย่างเท่าเทียมโดยอ้างแนวคิดพื้นที่สาธารณะท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักหน่วงในแง่ของ ‘รูปแบบ’ ที่หลายฝ่ายส่ายหน้าว่าไม่โอเค เพราะรุกล้ำแม่น้ำและเสี่ยงผลกระทบมากมายมหาศาล

โรงภาษีร้อยชักสามหรือศุลกสถาน อยู่บนที่ราชพัสดุ 5 ไร่ ริมเจ้าพระยา ตัวอาคารสร้างใน พ.ศ.2431 กระทั่ง พ.ศ.2502 ใช้เป็นที่ทำการสถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก ปลายปี 2560 ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมธนารักษ์ คู่สัญญา “บมจ.แนเชอรัลพาร์ค” หรือชื่อใหม่ “บมจ.ยูซิตี้” เดินหน้าลงทุนได้ โดย บมจ.บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ร่วมด้วยในฐานะผู้ถือหุ้นในยูซิตี้ พร้อมเตรียมแผนปรับปรุงและสร้างอาคารใหม่เพิ่มเป็นโรงแรมหรู


ประเด็นนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึง ‘การมีส่วนร่วม’ ที่พูดกันอย่างหนาหูว่าประชาชนไม่ได้รับโอกาสอย่างแท้จริง แม้จะมีการจัดงานรับฟังความเห็นอย่างใหญ่โต ยังไม่นับการเดินหน้ากลางเสียงค้านจากหน่วยงานต่างๆอย่างกรณี ‘สะพานเกียกกาย’ ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศถึง 3 แห่ง พร้อมด้วยสมาคมสถาปนิกสยามขึ้นเวทีประกาศว่ามองไม่เห็นความจำเป็นต้องสร้าง มิหนำซ้ำยังเสี่ยงอันตรายหากมีการชุมนุมทางการเมือง ยังไม่นับการบดบังทัศนียภาพรัฐสภาแห่งใหม่และมลพิษที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม ล่าสุด จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. บอกว่า อยู่ระหว่างการปรับแบบให้เหมาะสม พร้อมประโยคคล้ายตัดพ้อเบาๆ ว่า

“หากประชาชนคัดค้านทุกโครงการที่ กทม.ดำเนินการ เชื่อว่าการพัฒนาเมืองคงไม่เกิด”

Advertisement
กทม.ยันเดินหน้าสะพานเกียกกายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา งบ 13,500 ล้านบาท แต่ยอมรับว่าบดบังทัศนียภาพรัฐสภาแห่งใหม่ จึงอยู่ระหว่างการปรับแบบ
สมาคมสถาปนิกสยามฯ ผนึกกำลัง จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ศิลปากร แถลงค้านสะพานเกียกกาย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชี้ไม่จำเป็น บังทิวทัศน์ เสี่ยงอันตราย ก่อมลภาวะ ไม่คุ้มค่าการลงทุน


ยังไม่นับมหากาพย์ ‘ป้อมมหากาฬ’ ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ หลังต่อสู้มานาน 25 ปีเต็ม โดยบัดนี้ชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้ายได้กลายเป็นพื้นที่โล่ง ปูหญ้าเขียวขจี ใกล้สถาปนาเป็นสวนสาธารณะงดงามท่ามกลางเสียงวิพากษ์ของผู้คนส่วนหนึ่งรวมถึงนักวิชาการทั้งไทยและนานาชาติที่เคยร่วมคัดค้านอย่างหนักแน่น

การพัฒนาเมืองภายใต้โครงการเหล่านี้ แม้แตกต่างหลากหลาย ทว่ามี ‘จุดร่วม’ สำคัญที่กำลังถูกตั้งคำถามและทวงสิทธิมากขึ้นทุกที นั่นคือประเด็นของพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ รวมถึงการรับฟังเสียงของภาคประชาชน อีกทั้งความย้อนแย้งในนโยบายและการดำเนินงานบางอย่าง

ภาพล่าสุดพื้นที่หลังกำแพงป้อมมหากาฬ ถูกปรับและปูหญ้า สร้างส้วมชั่วคราว เตรียมพร้อมเป็นสวนสาธารณะหลังชาวบ้านต่อสู้นาน 25 ปีเต็ม สุดท้ายพ่ายแพ้ ทั้งที่ไม่ค้านทำสวนสาธารณะ แต่ขออยู่ร่วมโบราณสถาน
ทางเลียบเจ้าพระยาถูกคัดค้านอย่างหนักตลอดมาแต่ภาครัฐยันเดินหน้าต่อ ล่าสุด “สมัชชารักษ์แม่น้ำลำคลอง” ซึ่งเพิ่งก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 นำโดย ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพนายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย จ่อยื่นหนังสือถึง “บิ๊กตู่” เร็วๆนี้


พื้นที่สาธารณะถูกลิดรอน ภาพสะท้อน ‘เมือง’ ของใคร?

วิภาช ภูริชานนท์ ภัณฑารักษ์ศิลปะร่วมสมัยและนักศึกษาปริญญาเอก สถาบันโกลด์สมิธ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีความเห็นต่อปัญหาหอศิลป์กรุงเทพฯ และโรงภาษีที่จะกลายเป็นโรงแรมว่า ประเด็นหลักของเรื่องนี้คือ พื้นที่สาธารณะถูกลิดรอนลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ซึ่งรัฐนำไปทำกำไร นี่คือเรื่องที่ต้องพูดคุยกันอย่าหนัก เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือ 1 ในตัวอย่างเท่านั้น โดยส่งผลกระทบให้พื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯค่อยๆ หายไป

“ไม่แปลกสำหรับสังคมปัจจุบันที่รัฐกลับคิดจะหาเงินเสียเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ หายไปเรื่อยๆ กรณีโรงภาษี มุมใหญ่ของเรื่องนี้คือการที่กรุงเทพฯ กำลังพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำ มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ไอคอนสยาม และบางกอกอาร์ต เบียนนาเล่ ปัจจุบันการแปรสภาพเมืองที่เกิดขึ้นกับเมืองไทย พื้นที่ริมแม่น้ำไม่ใช่ของทุกคน ถ้าเป็นต่างประเทศ อย่างอังกฤษ มีความพยายามให้พื้นที่ริมแม่น้ำเป็นพื้นที่สาธารณะ ถึงจะมีตึก แต่ช่วง 3-5 เมตรต้องมีพื้นที่ให้คนเดินได้ ในขณะที่เมืองไทย พื้นที่กรรมสิทธิ์เอกชนอยู่ริมแม่น้ำแล้วทำอะไรไม่ได้

ส่วนกรณีหอศิลป์ กทม.ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะทำเป็น co-working space หมายความว่าตอนนี้พื้นที่ที่ควรนำมาใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์ ถูกใช้ไปในทางหารายได้ ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่รู้ว่าพื้นที่สาธารณะสำหรับคนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายอาจต้องซื้อบัตรไปวิ่งสวนสาธารณะก็ได้ ใครจะไปรู้” ภัณฑารักษ์รุ่นใหม่วิเคราะห์

ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร (แฟ้มภาพ)


มุ่งหาเงิน เมินเสียงค้าน ผูกขาดการตัดสินใจ ?

ส่วนนักประวัติศาสตร์ศิลปะอย่าง ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ยอมรับว่า ไม่รู้สึกแปลกใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นในหลายกรณี สถานที่สำคัญเชิงประวัติอย่าง ‘ศุลกสถาน’ บนที่ดินทำเลทอง จึงไม่ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้หรือสร้างคน แต่กลับใช้สร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม การที่ ‘กลุ่มเพื่อนแม่น้ำ’ มองว่าควรทำเป็นพิพิธภัณฑ์นั้น ไม่แน่ใจว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่อย่างน้อยควรเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน เพราะมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์

“รัฐบาลไทยเน้นหารายได้มากกว่าให้ความสำคัญกับพื้นที่ด้านสาธารณะ จึงพร้อมที่จะสร้างรายได้จากอาคารประวัติศาสตร์มากกว่ามอบคืนให้แก่ประชาชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่แปลกที่รัฐซึ่งมีที่ดินทำเลทอง แต่กลับไม่ทำเป็นพื้นที่ในการสร้างคน หลายแห่งแล้วที่รัฐทำลายแหล่งประวัติศาสตร์ แหล่งชุมชน แหล่งศิลปกรรมระดับชาติ ระดับโลก ไม่แปลกที่ศุลกสถานเป็นเหยื่อรายต่อไป

ส่วนตัวมองว่าไม่ควรทำเป็นโรงแรมเพราะเป็นอาคารที่ต้องอนุรักษ์ มีประวัติศาสตร์ มีศิลปกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษี การติดต่อกับต่างชาติ เป็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ อย่างน้อยควรทำเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้หรือการพักผ่อน มากกว่าเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ย้อนแย้งกับกรณีการผลักดันสร้างทางเลียบเจ้าพระยาซึ่งบอกว่าต้องการให้คนเข้าถึงแม่น้ำอย่างเท่าเทียม ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เห็นได้ว่ารัฐผูกขาดอำนาจการตัดสินใจไว้แค่คนกลุ่มเดียว ไม่ได้ต้องการให้คนมีส่วนร่วม ประชาชนถูกกีดกันออกมา ขอให้อย่ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก” ผศ.ดร.ประภัสสร์กล่าว

ดร.พินัย สิริเกียรติกุล อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร


แต่งชุดไทย ทำลายของเก่า เงื้อมเงาสังคมย้อนแย้ง

ความย้อนแย้งไปมาของนโยบายและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น พินัย สิริเกียรติกุล อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยังนึกถึงประเด็น ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’

“คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ก็ออกมา อ.ศรีศักร วัลลิโภดม ก็ออกมา บอกว่าเป็นชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้าย เราเหมือนสังคมหน้าไหว้หลังหลอก ในแง่หนึ่งอยากให้คนแต่งชุดไทย แต่ของจริง คุณเลือกที่จะไม่เก็บ”

เรือนไม้โบราณในชุมชนป้อมมหากฬก่อน-ระหว่างการรื้อถอน


สำหรับประเด็นที่โรงภาษีจะถูกทำเป็นโรงแรมนั้น อาจารย์ยืนยันว่าเอกชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปพัฒนา เพราะได้สัมปทานมาอย่างถูกต้อง และเชื่อว่าน่าจะทำได้ดี อย่างไรก็ตาม เห็นด้วยกับผู้ที่ประท้วงภาครัฐในแง่ของ ‘พื้นที่สาธารณะ’ โดยชี้ทางออกว่า ทางโรงแรมควรเปิดพื้นที่บางส่วนให้ประชาชนเข้าไปใช้ด้วย

“ในอังกฤษจะมีเลยว่าถ้าคุณจะทำอันนี้ คุณให้อะไรกับชุมชนบ้าง ที่เขาทำกันคือ ชั้นบนซึ่งเป็นวิวที่สวยที่สุดเปิดเป็นสาธารณะโดยไม่ต้องเสียเงิน ที่นั่นเป็นของรัฐมาตั้งกี่ปี ปล่อยให้อาคารทรุดโทรม ต้นโพธิ์ขึ้นจะพังอยู่แล้ว”

ปิดท้ายด้วยประเด็นการรับฟังของภาครัฐ ซึ่งนักวิชาการท่านนี้ยอมรับว่าไม่เข้าใจเหตุผลของการไม่รับฟัง

“ผมก็ไม่เข้าใจภาครัฐในเรื่องพวกนี้เลยว่า ข้อเสนอของหลายฝ่ายไม่ว่าจะทางเลียบ หอศิลป์ สะพานเกียกกาย เป็นข้อเสนอจากประชาชนที่มีเหตุผลน่ารับฟังทั้งสิ้น แต่ถามว่าทำไมรัฐเลือกไม่ฟัง อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ อย่างทางเลียบชัดเจนที่สุด ผมไม่เห็นนักวิชาการหรือสมาคมไหนที่เห็นด้วยเลย ยกเว้นคนที่ทำเท่านั้น แล้วจะดื้อทำทำไม ผมเห็นด้วยกับการอยากเปิดพื้นที่ริมน้ำให้สาธารณะเข้ามาใช้ เพราะริมแม่น้ำคือขอบของเมือง ตามทฤษฎีถ้าทำให้คนเห็นสัณฐานของเมืองชัดขึ้น เป็นเรื่องดี แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือรูปแบบ ทำให้มีรสนิยม มีศิลปะไม่ได้หรือ ทำโดยไม่เบียดบังพื้นที่แม่น้ำไม่ได้หรือ สมาคมสถาปนิกสยามก็พูดหนักแน่น สมาคมวิศวกรรมสถานก็พูดหนักแน่น การก่อสร้าง คุณไม่ฟัง 2 สมาคมนี้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจ”

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้และมีแนวโน้มไม่จบง่ายๆ ในอนาคต ตราบใดเสียงประชาชนยังไม่ถูกรับฟังอย่างแท้จริง