ปรับทัศนคติ-รู้ทันภัย ‘บุหรี่’ พิษร้ายทำลายหัวใจ-หลอดเลือดสมอง

28.07.18 | 14:14 น.

นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สำหรับการจัดกิจกรรมเเละการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ในรูปแบบต่างๆ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการยาสูบ (ศจย.) เเละ ภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ จัดโครงการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ขึ้นในหัวข้อ “บุหรี่ทำร้ายหัวใจและหลอดเลือดสมอง” ครั้งที่ 17 โดยหวังให้สังคมไทยตระหนักถึงโทษของการสูบบุหรี่ นำไปสู่การลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ลง

ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ

ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย เผยว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยทราบว่าบุหรี่มีผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดรู้เพียงว่าทำให้เกิดมะเร็งปอดและถุงลมโป่งพอง ซึ่งคนไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบตันปีละ 2 แสนคน โดย 1 ใน 5 มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ทั้งนี้ ในบุหรี่มีสารที่เรียกว่า “นิโคติน” และสารชนิดอื่นๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจวายตายอย่างกะทันหัน และทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

“จากการศึกษาข้อมูลพบว่าชายไทยอายุระหว่าง 30-45 ปี ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดครึ่งหนึ่งมีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ ทั้งนี้ การสูบบุหรี่ยังทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นพลิ้วซึ่งการสูบบุหรี่เพียงวันละ 1-2 มวน สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งหากหยุดสูบบุหรี่ทันทีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดลงใน 6 เดือน และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองใน 1 ปี”

Advertisement
รศ.นพ.สมบัติ มุ่งทวีพงษา

สอดคล้องกับ รศ.นพ.สมบัติ มุ่งทวีพงษา เลขาธิการสมาพันธ์เครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย ระบุว่า คนที่สูบบุหรี่ในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี เมื่ออายุ 30 ปี จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคได้มากขึ้น ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนว่าคนสูบบุหรี่เสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองกว่าคนไม่สูบถึง 2 เท่า และในผู้หญิงที่สูบบุหรี่และมีการรับประทานยาคุมกำเนิดด้วยจะทำให้เสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น 7.2 เท่า

ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจเเนวโน้มของประชากรไทยในการบริโภคยาสูบในรอบ 25 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2534-2560 พบว่า จำนวนผู้บริโภคยาสูบลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2534 มีจำนวนผู้สูบ 12.26 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ต่อประชากรทั้งประเทศ แต่ในปี 2560 มีจำนวนผู้บริโภคยาสูบจำนวน 10.7 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 19.1ต่อประชากรทั้งประเทศ โดยการลดอัตราการสูบบุหรี่นั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และต้องใช้มาตรการ ทั้งมาตรการทางกฎหมาย

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์

เช่น การออก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ที่มีการควบคุมไม่ให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย รวมถึงการควบคุมการโฆษณา นอกจากนี้ ยังต้องใช้มาตรการทางสังคม เช่น การควบคุมสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการสูบบุหรี่ และการปรับทัศนคติการสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องเท่แบบสมัย 30 ปีก่อน เเล้วสารพิษในบุหรี่ยังอาจก่อให้โรคกับผู้สูบบุหรี่ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็งปอด โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปอด

“ถ้าเราสามารถควบคุมการสูบบุหรี่ได้ก็จะลดการเสียชีวิตของคนไทยได้ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญในการทำงานควบคุมยาสูบคือ ทำอย่างไรให้คนที่ไม่สูบบุหรี่รู้ถึงพิษภัยของบุหรี่ โดยมุ่งเน้นการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี และทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่อยู่เดิมเลิกสูบ ซึ่งการไม่สูบบุหรี่จะลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องได้โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เเต่การลดอัตราการสูบบุหรี่นั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และต้องมีมาตรการทางกฎหมาย”

ดร.ปรีดา อดุลยานนท์

ด้าน ดร.ปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่ของประชาชนมีแนวโน้วในทางที่ดีขึ้น แต่ยังมีผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองมากถึง 33.2 เปอร์เซ็นต์ จากการสูบในสถานที่สาธารณะ

พร้อมระบุถึงสถานที่สาธารณะที่พบว่ามีการสูบบุหรี่ โดยสถานที่ที่มีการสูบบุหรี่มากที่สุดคือ ตลาดสด 61.8 เปอร์เซ็นต์ ร้านอาหาร 37.7 เปอร์เซ็นต์ และสถานีขนส่ง 25.5 เปอร์เซ็นต์

“นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจากครอบครัว เนื่องจากผู้สูบบุหรี่ 2 ใน 5 มีการสูบบุหรี่ภายในบ้าน ทำให้มีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านสูงถึง 17.3 ล้านคน นอกจากนี้ เมื่อพ่อ แม่สูบบุหรี่ ก็มีโอกาสที่ทำให้ลูก หลาน หรือสมาชิกในบ้านมีพฤติกรรมเลียนแบบสูบบุหรี่ตามด้วย” ดร.ปรีดาอธิบาย

ฉะนั้น สสส.จึงยืนหยัดการทำงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ

รวมถึงการลด ละ เลิกพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพอันเกิดจากการสูบบุหรี่ เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง