พลิกโฉมข้าวด้วยนวัตกรรม ฟื้นคุณภาพชีวิตชาวนา ค้นหาสตาร์ตอัพด้านเกษตร

เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงต้องการยกระดับด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เช่น เครื่องสำอาง การแพทย์และความงาม ยารักษาโรค อย่างไรก็ตาม เพื่อให้อุตสาหกรรมข้าวและการเกษตรมีทิศทางการเติบโตที่ดีขึ้น NIA จึงมุ่งสนับสนุนความสามารถทางนวัตกรรมให้กับกลุ่มเกษตรกร นักวิจัย ผู้ประกอบการ ผ่านศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร เพื่อพลิกโฉมการเกษตรของประเทศจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตรนวัตกรรม เพิ่มสตาร์ตอัพด้านการเกษตรให้เพิ่มมากขึ้น โดยยังได้จับมือกับมูลนิธิข้าวไทย จัดการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยประจำปี 2562 เพื่อคัดเลือกผลงานนวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงสู่เชิงพาณิชย์

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า “การประกอบอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศยังคงเป็นภาคการเกษตร กว่า 6.6 ล้านครัวเรือน โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวนมากที่สุด ประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีฐานะยากจนและมีหนี้สินเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูง และกระบวนการเพาะปลูกข้าวยังไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือ การสนับสนุนให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมสำหรับชาวนา ที่ควรเริ่มตั้งแต่ลดจุดอ่อนของการปลูกข้าว การสร้างตลาด การลดต้นทุน รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่เกิดจากสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี

รศ.ดร.วีระพงษ์

“สำหรับในอุตสาหกรรมข้าวไทยก็มีปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องคู่แข่งส่งออก ที่มีราคาการจำหน่ายข้าวที่ถูกกว่า อีกหนึ่งปัญหาที่พบก็คือเกษตรกรและผู้ประกอบการยังติดอยู่กับการพัฒนาสินค้าแปรรูปเพียงแค่ขั้นกลางกันเป็นจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันตลาดและกลุ่มผู้บริโภคมีการมองหาและให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นนวัตกรรมกันอย่างแพร่หลาย และ ‘ข้าว’ ถือเป็นสินค้าเกษตรประเภทหนึ่งที่มีโอกาสที่จะเติบโต โดยเฉพาะประเภทข้าวสี ข้าวกล้อง เนื่องจากอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมข้าวไทยควรมีการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมในข้าวอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความก้าวล้ำเหนือคู่แข่งพร้อมสร้างมิติใหม่ให้กับวงการการค้าข้าวในตลาดโลก”

ด้าน นายเตชพล ฐิตยารักษ์ รองเลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมามูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ NIA ได้ร่วมจัดการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันซึ่งก้าวสู่ปีที่ 13 เพื่อคัดเลือกผลงานนวัตกรรมข้าวไทยที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพสูงในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิต ในปัจจุบันคนไทยเริ่มตื่นตัวมากขึ้นกับการคิดค้นและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะจากข้าว เพื่อสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน ดังจะเห็นได้จากผลงานตัวอย่างที่นำมาแสดงให้ทุกท่านได้ชม คือการนำเอาองค์ความรู้มายกระดับอุตสาหกรรมการผลิตข้าวที่ไม่ต้องใช้สารเคมีในการกำจัดมอดและไข่มอด ผู้บริโภคข้าวก็จะมีความเชื่อมั่นว่ารับประทานข้าวแล้วไม่มีสารเคมีตกค้าง

“สำหรับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยใช้เกณฑ์การตัดสินความเป็นนวัตกรรมของผลงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวไทย และศักยภาพในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 80,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และอันดับสอง ได้เงินรางวัล 40,000 บาท และ 20,000 บาท ตามลำดับ และรางวัลชมเชยจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท สำหรับในปีนี้จะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 กรกฎาคม 2562”

อุปกรณ์ภายในโรงสีข้าว
ตัวอย่างนวัตกรรมในปีที่ผ่านมา

ขณะที่ ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การพัฒนาและติดตั้งเครื่องกำจัดมอดและไข่มอดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา NIA มช. และบริษัท ยนต์ผลดี จำกัด โดยหลักการทำงานโดยประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ที่ 27.12 MHz สร้างการสั่นสะเทือนเป็นจำนวนล้านๆ ครั้งในเวลาหนึ่งวินาที ทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นในระยะเวลาอันสั้น โดยคณะวิจัยนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุชาดา เวียรศิลป์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำหลักการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการกำจัดแมลงและไข่แมลงในข้าวสาร เช่น มอด เพลี้ย เป็นต้น ซึ่งพบว่าการใช้คลื่น RF ที่อุณหภูมิ 55-60 C ในระยะเวลาอันสั้น (2-3 นาที) นั้น สามารถกำจัดแมลงและไข่แมลงที่ปนเปื้อนอยู่ภายในข้าวสารได้ และเรียกกระบวนการของเทคโนโลยีนี้ว่า UTD RF (Uniform Thermal Distribution of Radio Frequency) จึงได้ทำการติดตั้งเพื่อใช้งานจริง ณ โรงสีข้าวมูลนิธิชัยพัฒนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ภายใต้โครงการ ‘แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน’ ในวงเงินไม่ 1.5 ล้านบาท และบริษัท ยนต์ผลดี จำกัด สนับสนุนสมทบอีกจำนวน 1.6 ล้านบาท พร้อมทั้งเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งจนแล้วเสร็จสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ 1 ตันข้าวสารต่อชั่วโมง”

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2017-5555 เว็บไซต์ www.nia.or.th หรือ facebook.com/niathailand

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้โพลมติชน : คนส่วนใหญ่เชื่ออาเซียนฝันสลาย ไม่ได้จับมือจัด ‘บอลโลก’
บทความถัดไป“KTIS” เบนเข็มมุ่งธุรกิจชีวภาพรายได้-กำไรโตสวนธุรกิจน้ำตาล เชื่อรายได้ขายไฟปีนี้โตเกิน 20%