ศูนย์ปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช สัปปายะสถาน ที่ ‘เข้าได้และเข้าถึง’

ศูนย์ปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช เตรียมก่อสร้างบนที่ดินกว่า 127 ไร่ ที่บริจาคโดยผู้มีจิตศรัทธา

ภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนาอันเสถียรสถาพรมาอย่างยาวนานกว่า 2,500 ปี เผยแผ่จากจุดกำเนิดสู่ดินแดนสยาม หยั่งรากลึกในจิตใจของผู้คน ก่อเกิดอารามสำคัญมากมายซึ่งมีส่วนสำคัญในการสืบทอดพระธรรมแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หนึ่งในนั้นคือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งจะครบวาระ 150 ปี

นับแต่สถาปนาขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กลายเป็นศูนย์รวมความศรัทธาบนแผ่นดินรัตนโกสินทร์ แหล่งรวมความรู้ ความสงบร่วมเย็น เป็นที่พึ่งพิงของชีวิตด้วยแนวคิด คำสั่งสอน ธรรมะอันเป็นนิรันดร์

เพื่อส่งเสริมและสานต่อกิจการด้านพระพุทธศาสนาให้ธำรงและรุดหน้ายิ่งขึ้น โครงการก่อสร้าง “ศูนย์ปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร)” จึงถือกำเนิดขึ้น เมื่อผู้มีจิตศรัทธายิ่งใหญ่ร่วมกันบริจาคที่ดิน รวมกว่า 127 ไร่ ในบริเวณคลองเก้า อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ในช่วงต้นปี 2562

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระสัมโมทนียกถาให้สาธุชนที่เฝ้าถวายที่ดินในวันนั้น ตอนหนึ่งว่า

“ท่านทานบดีมีศรัทธาในพระรัตนตรัย จึงถึงพร้อมด้วยจาคะ สามารถสละทรัพย์สินมีค่าคือที่ดินผืนนี้เพื่อเป็นวิหารทาน เอื้ออำนวยให้ชนทั้งหลายได้มาอบรมศึกษา เพื่อรู้จักการรักษาศีล มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ให้เป็นผู้ขวนขวายในการสดับตรับฟังธรรมะ ให้มีความเสียสละละวางจากบาปอกุศล จนบรรลุถึงความงอกงามทางปัญญา

ที่ดินร้อยกว่าไร่ที่ท่านอุทิศมอบไว้ในพระพุทธศาสนา จึงแปรเป็นทั้งอริยทรัพย์ในตัวท่านผู้บริจาค และจะเป็นทั้งแหล่งผลิตอริยทรัพย์ให้เพิ่มพูนขึ้นในหมู่พุทธบริษัทโดยทั่วหน้าสืบไป ขอทุกท่านจงยินดีอิ่มเอิบใจในบุญกิริยาที่ได้บำเพ็ญครั้งนี้เถิด”

สมเด็จพระสังฆราชประทานพระวโรกาสให้วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บมจ.มติชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเข้าเฝ้า โดยวราวุธและกัญจนา ร่วมสมทบทุน 11 ล้านบาท สร้างสถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช คลอง 9 ปทุมธานี ซึ่งเครือมติชน ภายใต้โครงการเผยแพร่ความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 43 เตรียมทอดผ้าป่าสามัคคีรวบรวมทุนทรัพย์สนับสนุนการก่อสร้าง

นับแต่นั้น การดำเนินงานรุดหน้าเรื่อยมา โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประธานอุปถัมภ์ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อัคคชิโน) เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานอำนวยการโครงการ

พระมหานิพนธ์ ผู้ประสานงานหลักทางฝ่ายสงฆ์ของโครงการ เล่าว่า จุดมุ่งหมายของศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ แน่นอนว่าสร้างขึ้นเพื่อให้อุบาสก อุบาสิกา เข้ามาปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ยังจะใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ ของทางวัด ซึ่งเดิมมักต้องขอใช้พื้นที่จากสถานที่ใกล้เคียง เช่น โรงเรียนวัดราชบพิธ เนื่องจากพื้นที่ภายในวัดมีจำกัด อาทิ กิจกรรมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังสามารถเป็นที่พำนักของภิกษุผู้ใหญ่ที่ชราภาพ และอาพาธ เพื่อพักฟื้นร่างกาย จิตใจ โดยอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพื่อให้ญาติโยมเดินทางได้อย่างสะดวก

“ทางวัดมีสำนักเรียน มีกิจกรรมบวชเณรภาคฤดูร้อนครั้งละ 90 รูปเป็นประจำทุกปี โดยต้องใช้พื้นที่ข้างนอก หรือพื้นที่ของวัดอื่น เพราะในวัดมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด บางครั้งไปจัดกิจกรรมที่โรงเรียนวัดราชบพิธซึ่งทำให้ไม่ได้ความสงบอย่างที่ควรเป็น ในวัดมีคนเข้ามาใช้พื้นที่ตลอดเวลา ทำให้สถานที่ข้างในไม่ว่างสำหรับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความสงบนิ่ง ถ้ามีศูนย์ปฏิบัติธรรมนี้ขึ้นมา จะรองรับกิจกรรมเหล่านี้ได้ดี”

การออกแบบอย่างตอบโจทย์ให้ครบครันในด้านต่างๆ ทั้งการเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม พื้นที่จัดกิจกรรม อีกทั้งที่พำนักพักอาศัยอย่างสงบ จึงเริ่มต้นขึ้น และดำเนินไปอย่างราบรื่น

ปรัชญ์ ทินราช สถาปนิกผู้ประสานงานฝ่ายฆราวาสที่ออกตัวว่าเป็น “ลูกศิษย์วัด” โดยมาบวชที่วัดราชบพิธเมื่อครั้งทางวัดเพิ่งริเริ่มโครงการ เล่าว่า ทางวัดอยากได้อาคารที่มีความเป็น “สัปปายะ” กล่าวคือ มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม สะดวกสบายแก่การปฏิบัติธรรม ที่สำคัญคือต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ สงบ เรียบง่าย ไม่หวือหวา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ “อาศรมศิลป์” ที่มี ธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมด้วย เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมไทย) จับมือสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นจริง

“อาจารย์เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี กับคุณธีรพล นิยม เป็นทั้งศิลปินแห่งชาติ และสถาปนิกเหมือนกัน ท่านมีโครงการร่วมกันอยู่แล้ว อย่างโครงการวัดบันดาลใจ ซึ่งออกแบบวัดสไตล์ใหม่ๆ เป็นวัดยุคใหม่ที่ให้คนเข้ามาทำกิจกรรมมากขึ้น อาจารย์ทั้ง 2 จึงเป็นสถาปนิกในการดูแลโครงการร่วมกัน”

เมื่อกางผังของศูนย์ปฏิบัติธรรม จะประกอบด้วยสถานที่ปฏิบัติธรรมเป็นสถาปัตยกรรมหลัก นอกจากนี้ ยังมีอาคารอเนกประสงค์ โรงครัว รวมถึงที่พักสำหรับฆราวาสหญิง-ชาย แยกส่วนอย่างชัดเจนคั่นด้วยฝั่งน้ำ วิหาร สถานพยาบาล กุฏิ ศาลาการเปรียญ ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช อาคารเรียนพระภิกษุ หอฉัน โรงเพาะชำ รวมถึงพื้นที่ปลูกป่าเพื่อการเรียนรู้อีกด้วย

“การออกแบบทั้งหมด เน้นธรรมชาติเป็นหลักก่อน ตัวอาคารจึงค่อยแทรกเข้าไปในธรรมชาติ สำหรับวัสดุหลัก พื้นอาจเป็นปูน ส่วนผนังอาจเป็นวัสดุที่ผลิตจากธรรมชาติ ส่วนประกอบของไม้ หรือให้อารมณ์ที่ใกล้เคียงกัน ด้านหลังมีสวนป่า มีทั้งสวนไทย ไม้มงคล สวนสมุนไพร ไม้ผล แปลงปลูกผักซึ่งทางอาศรมศิลป์รับหน้าที่ออกแบบ” ปรัชญ์อธิบาย

เมื่อเจาะลึกถึงแนวคิดการออกแบบ จะพบถึงความตั้งใจในการเป็น “รมณียสถาน” หรือสถานที่อันรื่นรมย์ เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม ซึ่งเมื่อครั้งพุทธกาลก่อนเจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงพบสถานที่อันเป็นเหตุปัจจัย ที่เรียกว่าสัปปายะดังที่กล่าวมาข้างต้น

ทั้งนี้ จะมีการเปิดตัวโครงการก่อสร้างอย่างเป็นทางการในงานสมโภชวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ครบรอบ 150 ปี ระหว่างวันที่ 21-22 มกราคม 2563 ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการดำเนินงานและประกาศนามให้สาธารณชนรับทราบด้วย

ที่ดินกว่า 127 ไร่ บริเวณคลอง 9 ปทุมธานี สถานที่ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช โดยประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาค นำโดย นิติพัฒน์-ธัญรัศมิ์ นันธนวัฒน์ และครอบครัว นายบันเทิง แสงรัฐวัฒนะ และครอบครัว

ในการนี้ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมกับมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ และมูลนิธิ บรรจง พงศ์ศาสตร์ ดำเนินโครงการแบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ.2553 เป็นต้นมา เตรียมร่วมสนับสนุนการก่อสร้าง “ศูนย์ปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร)” โดยจะจัดทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อรวมรวมทุนทรัพย์ มอบแด่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามในการเดินหน้าสร้างศูนย์อันจะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและเหล่าสาธุชน

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนต้องร่วมแรงร่วมใจเพื่อสืบสานพระศาสนาจากนี้สืบไปชั่วกาลนาน


 

150 ปี ‘วัดราชบพิธ’ ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งแรก

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ.2412

พระองค์ได้พระราชทานนามพระอารามนี้ว่า “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”

ราชบพิธ มีความหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง

สถิตมหาสีมาราม มีความหมายว่า อารามอันมีเขตสีมากว้างใหญ่ตั้งอยู่

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงพระนิพนธ์เรื่องราวเกี่ยวกับการก่อสร้างถาวรวัตถุสำคัญชิ้นแรกๆ ของวัดราชบพิธไว้ในหนังสือ “แถลงการณ์คณะสงฆ์” เล่มที่ 11 พ.ศ.2466 ความตอนหนึ่งว่า

“วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2413 เริ่มพระราชพิธีสวดผูกพัธสีมา 3 วัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม เวลายาม 1 กับ 30 นาที เป็นพระฤกษ์ผูกเสมาเต็มเนื้อที่วิสุงคามสีมา ที่มีกำแพงตั้งสีมาทั้ง 8 ทิศ เป็นที่หมาย สีมาของวัดนี้เป็นมหาสีมา

…วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2416 ยกช่อฟ้าใบระกาพระอุโบสถ”

ภายในพระอาราม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เขตพุทธาวาส และสังฆาวาส

เขตพุทธาวาส ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อาทิ พลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่งเป็นศาลาโถง หน้าบันจำหลักลายตราราชวัลลภ, พระเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งมีปลียอดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ, พระอุโบสถ งดงามด้วยลวดลายบนบานประตูหน้าต่างประดับมุก ทุกบานผูกลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวง อกเลาของบานประตูมุก ผูกเป็นอักษรพระปรมาภิไธย “จปร” เพดานภายในเป็นซุ้มโค้งแหลมแบบโกธิก, วิหาร มีรูปแบบเดียวกับพระอุโบสถ แต่บานประตูหน้าต่างเป็นไม้จำหลักลวดลายดวงตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ปูชนียวัตถุสำคัญ คือ “พระพุทธอังคีรส” ประดิษฐานในพระอุโบสถ สร้างจากทองคำที่กาไหล่เป็นทองเนื้อ 8 หนัก 180 บาท จากทองคำเครื่องแต่งพระองค์เมื่อทรงพระเยาว์ของรัชกาลที่ 5

เขตสังฆาวาส ประกอบด้วย ตำหนักอรุณซึ่งเป็นกุฏิเจ้าอาวาส เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอาคาร 3 ชั้น

พระที่นั่งสีตลาภิรมย์ เป็นเก๋งจีน 3 ชั้น ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บโบราณวัตถุทรงคุณค่าซึ่งเป็นสมบัติของวัด และของใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ คือ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์เจ้าอาวาสวัดราชบพิธเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 และเป็นองค์ที่ 3 ของวัดราชบพิธ

พระราชมงคลดิลก (ประกอบ สุภากโร) ระบุว่า การก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช บรรจบกับการครบรอบ 150 ปีวัดราชบพิธ ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช 3 พระองค์ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวร สิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์ สิริวัฑฒโน) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 2.สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 3.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร)

การสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันเหมาะสมยิ่ง โดยเป็นการสร้างสถานปฏิบัติธรรม ในนนามวัดราชบพิธเพื่อสืบทอดอายุพระศาสนาให้ยิ่งใหญ่ถาวรสืบไป

พระราชมงคลดิลกอธิบายว่า แนวคิดของสมเด็จพระสังฆราชที่ให้ไว้กับ อาจารย์เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบ คือ

ต้องเป็นศูนย์ที่คนสามารถเข้าได้ และเข้าถึง

จึงอยากทิ้งท้ายว่า สถานที่ปฏิบัติธรรมนี้ ขอให้เราชาวพุทธช่วยกันคนละไม้ คนละมือ


สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช สามารถบริจาคโดยตรงด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี วัดราชบพิธ เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) คลอง 9 จังหวัดปทุมธานี ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนเฟื่องนคร เลขที่บัญชี 1590103289 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตรีเพชร เลขที่บัญชี 0062899005 ธนาคารออมสิน สาขามหาดไทย เลขที่บัญชี 020284356654

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon