‘อย่าเป็นศัตรูกับอนาคต’ ความในใจถึงไดโนเสาร์ เมื่อเยาวชนเลิกทนการศึกษาไทย

ปัง! ปังๆๆๆๆๆ

เสียงห่ากระสุนของ ‘ข้อมูล’ และถ้อยคำในใจมากมายจากปากเยาวชนที่ยิงตรงเข้าแสกหน้า ‘ไดโนเสาร์’ จากอีเวนต์สุดปัง ‘บ๊ายบายไดโนเสาร์’ ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘นักเรียนเลว’ พร้อมด้วย ‘ม็อบเฟสต’ และ 42 เครือข่ายทั่วไทยซึ่งพร้อมใจกลายร่างเป็น ‘อุกกาบาต’ พุ่งชนสัตว์โลกล้านปีในวิถีดึกดำบรรพ์ ในวันที่พวกเขาจะไม่ยอมทนกับปมปัญหาในระบบการศึกษาไทยอันเกี่ยวพันกับการเมืองอย่างแยกจากกันไม่ได้

ย้อนไปในยุคหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คำเปรียบเปรย ‘ไดโนเสาร์ (เต่าล้านปี)’ ก็เคยถูกใช้ในการฟาดฟัดบางกระทรวงใหญ่ (ที่ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ) มาก่อนแล้ว ด้วยความล้าหลังทางระบบระเบียบและแนวคิด ตัดฉากมาในปี 2563 ไดโนเสาร์ยังไม่จากเราไปไหน จนนักเรียน นักศึกษา กระทั่งภิกษุสามเณรอดรนทนไม่ไหว ต้องออกมาไล่ให้พ้นห่วงโซ่อาหารในวันนี้

“ถึงผู้ใหญ่ อย่าเป็นศัตรูกับอนาคต ไดโนเสาร์ในวันนี้ ไม่ใช่ไดโนเสาร์แต่กำเนิด หากแต่รัฐบ่มเพาะมากกว่า 50 ปี ไดโนเสาร์ไม่ใช่อายุ ไม่ใช่เจเนอเรชั่น แต่คือความคิดที่ไม่รับฟังเหตุผล

ถึงเพื่อนๆ เยาวชน การพุ่งชนของอุกกาบาต ไม่ใช่ด้วยอารมณ์แต่ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง เรามาสู้กับไดโนเสาร์ ออกมาตามหาอนาคตหวังว่ากลับบ้านจะได้รับการโอบกอด เข้าใจสิ่งที่เรามาตั้งใจทำและตั้งคำถาม พร้อมโอบกอดข้อเรียกร้องของเราไว้ด้วย”

เป็นคำอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำของ ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ หรือ ‘มิน นักเรียนเลว’ ซึ่งเน้นย้ำว่า การศึกษาไทยมีปัญหาหลายด้าน เคยเรียกร้องตรงไปตรงมาผ่านกระทรวงศึกษาธิการมาหลายเดือน แต่ไม่ดีขึ้น จึงต้องลุกขึ้นมาเพื่อทำให้การเมืองดีขึ้น และหวังว่าการศึกษาจะดีขึ้นเมื่อการเมืองดี ถ้าสภาผู้แทนราษฎร รับบทไดโนเสาร์ ไม่รับ ไม่รู้ ไม่เปลี่ยนแปลง นักเรียนก็จะเป็นอุกกาบาต พุ่งชนความล้าหลังของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เมื่อเรียกร้องเรื่องการศึกษาแล้วไดโนเสาร์ไม่รับฟัง ก็จะพูดทุกเรื่องที่ไดโนเสาร์ไม่อยากฟัง

21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ย่านสยามสแควร์แหล่งชิลของวัยรุ่น กลายเป็นพื้นที่ระบายใจ ใส่รัวไม่มียั้ง ท่ามกลางฝนตกฟ้าคะนอง ไม่ต่างจากมรสุมการศึกษาไทยที่รอวันฟ้าใส แต่เมฆหมอกยังปกคลุม

ชั่วโมง ‘สุขศึกษา’ เซ็กซ์ทอยผิดกฎหมาย

แต่กราบไหว้ปลัดขิก

ขอเปิดด้วยวิชาสุขศึกษาอย่างไม่ต้องเคอะเขินอีกต่อไป ตัวแทนเยาวชนหญิง 2 ราย จากกลุ่ม ‘เฟมินิสต์ปลดแอก’ และ เด็กหญิงเฟม กล่าวปราศรัยในหัวข้อ ‘ผลผลิตจากปิตาธิปไตย’ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากปิตาธิปไตย มีที่ผู้ชายเป็นใหญ่ไม่ว่าจะนายกรัฐมนตรี ก็พูดจาดูถูกเพศตรงข้ามในสภา เรื่องเพศเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่เพศจากใต้หว่างขา ปิตาธิปไตยทำให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงต้องเป็นรอง ปิตาธิปก็ถูกกำหนดไว้เพียง ผู้ชายต้องเล่นรถ ผู้หญิงต้องเล่นตุ๊กตา ผู้ชายต้องใส่กางเกง ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ต้องช่วยผู้หญิงถือของ ปิตาธิปไตยบอกผู้หญิงว่าต้องเรียบร้อย ต้องเก็บความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ คำสอนพวกนี้กดผู้หญิงไว้ กดทับผู้หญิงข้ามเพศ บอกว่าผู้หญิงต้องมีอวัยวะเพศหญิง ทุกเพศอาจโดนล่วงละเมิดได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม

“นอกจากจะเจอหนังสือสุขศึกษาว่า เบี่ยงทางเพศแล้วคุณก็จะถูกมองว่าไม่สามารถมีบุตรได้ เรายังถูกอยู่ในประเทศที่การค้าประเวณีผิดกฎหมาย เซ็กซ์ทอยผิดกฎหมาย ทำไมเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ต้องผิดกฎหมาย เขาก็แค่คนที่มีอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้ตัวเอง และเราอยู่ในประเทศที่ปลัดขิกที่คนกราบไว้บูชา แต่เซ็กซ์ทอยกับผิดกฎหมาย ทำไมเราจะหาความสุขให้ตัวเองไม่ได้” เยาวชนหญิงกล่าว ก่อนจะโยนเซ็กซ์ทอยลงจากเวที

นอกจากนี้ ‘กลุ่มเฟมทวิตแดนซ์’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอกยังทำการแสดง ชุด ‘นักเรียนลุยไฟ’ โดยมีเนื้อหากล่าวถึงระบบการศึกษาที่ดับฝันเยาวชน ดังนี้

“เราเกิดมาก็ถูกตัดสิน ถูกกัดกินจากการศึกษา

คือระบบที่ย่ำยีเรา คือความรุนแรงที่xไม่มอง

เราเกิดมาก็ถูกกดหัว ต้องเจียมตัวให้พวกผู้ใหญ่

คือความเชื่อที่ย่ำยีเรา คือความอัปรีย์ที่xต้องมอง

xนั่นแหละ ฆาตกร ทำเป็นสอนให้เราหมอบกราบ

สั่งให้เราอยู่ในโอวาท xนั่นแหละที่ดับฝันเรา

ผมx จะยาว จะย้อมสีไร จะทำทรงไหน มันก็ผมของx

เสื้อผ้า ถุงเท้า จะใส่แบบไหน จะใส่ไปเรียน มันก็เรื่องของx

สายอาชีพ สายศิลป์ สายวิทย์ หรือสอบไม่ติด มันก็เรื่องของx

สายสังคม กศน ตาดีกา จะเรียนศาสนา มันก็ชีวิตx

สายกีฬา นานาชาติ โฮมสคูล เรียนเอาความรู้ ไม่ได้เรียนเพื่อx

ความรุนแรงในรั้วโรงเรียน ต้องแก้ที่xไม่ใช่ที่x

xนั่นแหละที่กดขี่เรา xนั่นแหละที่ฝ่าฝืนเรา xนั่นแหละที่ถ่วงความเจริญ

ครูบาอาจารย์ กระทรวงศึกษา ทั้งประเทศ

รัฐเพิกเฉยต่อเสียงนักเรียน ก็คือรัฐที่ดับฝันเรา

รัฐเพิกเฉยต่อเสียงนักเรียน ก็คือรัฐที่ดับฝันเรา

โถถถถถถถถ x รมต. เราเจ็บเจียนตาย xยังสำราญอยู่ในกระทรวง xทำให้ เยาวชนเป็นเหยื่อ มลทินมัวหมองต้องเป็นของx

xนั่นแหละ ที่ต้องลุยไฟ X3

xนั่นแหละ xณัฏฐพล xนั่นแหละ ที่ต้องลุยไฟ’

‘แค่นี้ก็ให้ไม่ได้’ เยาวชนมุสลิม ขอความเท่าเทียม

B-Floor ต้อนไดโนเสาร์เข้าพิพิธภัณฑ์ ‘แห่งชาติ’

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญอย่างความเท่าเทียมทางการศึกษา ‘เยาวชนมุสลิม’ รายหนึ่งเดินทางไกลมากว่าพันกิโลเมตร เพื่อขึ้นปราศรัยตั้งคำถามสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกเล่า

‘ความไม่ปกติ’ ที่กลายเป็นความปกติ ในหัวข้อ “ใต้บ้านเราจริงหรือ?” โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่ง ว่า

ในเหตุการณ์จริง 4 ปีที่แล้ว 6 โมงเช้า กำลังจะไปโรงเรียน ได้ยินเสียงตู้ม พ่อตนสูบยาสูบอยู่ที่ระเบียง แม่ยังทำกับข้าวเหมือนเดิม ตนยังใจหวั่นถึงตาตุ่ม แต่ผู้ใหญ่กลับมองเรื่องปกติ รถตำรวจวิ่งผ่านหน้า ถึงรู้ว่ามีระเบิด

สำหรับประเด็นการศึกษาในภาคใต้ เยาวชนมุสลิมรายนี้ มีคำถามหลายข้อที่ยังรอคำตอบ

“รัฐไม่ให้ความสำคัญกับเรา ที่ไม่ให้เกียรติมากกว่านั้น คือ ที่ผ่านมา วันสำคัญทางศาสนา ตรงกับวันเกณฑ์ทหาร ต้องละการทำกิจกรรมกับครอบครัวไปเกณฑ์ทหาร ทำไมรัฐให้เราแค่นี้ไม่ได้ เราต้องการความเท่าเทียม การศึกษาของประเทศ ภาคใต้ถูกจัดอันดับรั้งท้าย ทำไมต้องมีการจัดอันดับ ทั้งที่เราควรมีการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เด็กบางคนยังไม่เข้าถึงการศึกษา กลายเป็นอุปสรรค

มีด่านทหาร ทุกหมู่บ้าน และมีน้ำกระท่อม ยาเสพติด มีทหารทุกหมู่บ้าน แล้วทำไมยาเสพติดมีทุกหมู่บ้าน ยังไม่พอ ใน 3 จังหวัด ยังมีความไม่เป็นธรรม สร้างความเกลียดชังในหมู่กันเอง ขอเป็นสปอตไลต์ให้เราด้วย เราต้องการความเท่าเทียม”

ด้านกลุ่มการแสดงอย่าง B-Floor ก็ลุกขึ้นมาไล่ต้อนไดโนเสาร์เข้ามิวเซียม ขออย่าออกมาเพ่นพ่าน

“อยากเอาไดโนเสาร์เข้าพิพิธภัณฑ์เหลือเกิน เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไปเลยดีกว่า หรือไม่ก็ พิพิธภัณฑ์ภูเวียง ขอนแก่น ไดโนเสาร์ทั้งหลาย ทั้งไดโนเสาร์ข้าราชการ ไดโนเสาร์องค์กรอิสระ ขอกลับไปอยู่พิพิธภัณฑ์ได้แล้ว อย่าเข้ามาวุ่นวายการเมือง”

หลักสูตร ‘ไม่คู่ควรสมอง’

คนรุ่นใหม่ หมดยุคป้อนคำสั่ง ยัดเยียดค่านิยม

สำหรับปมปัญหาอมตะนิรันดร์กาล อย่าง ‘หลักสูตร’ นั้น ‘เพลง’ ตัวแทนนักเรียนหญิงขึ้นชำแหละ พร้อมครวญเพลง ‘หัว ไหล่ ตูด’ สื่อความหมายกว้างไกลกว่าความบันเทิง

“ทุกท่านอาจสงสัยว่า หัว ไหล่ ตูด คืออะไร หัวคือ เราเกิดมาต้องพัฒนาการศึกษา จากนั้นเราจะพัฒนาไปยังจุดที่ต้องการ แต่การศึกษาไทยและหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ ไม่คู่ควรกับสมองของเยาวชน หลักสูตรการศึกษาไทยมีปัญหา

ขั้นแรกของเผด็จการคือ การยัดอะไรก็ได้ไม่ให้ประชาชนใช้สมองของตนเอง จะทำอย่างไรให้เด็กคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ มีเสียง มีคุณค่า เป็นมดงานให้เผด็จการต่อไป และที่ผ่านมา คือการยัดเยียดค่านิยม 12 ประการ เขาคิดว่าเราไม่มีสมอง เป็นได้แค่เครื่องจักร ยัดอะไรลงไป ก็จะโตไปตามนั้น คิดว่าป้อนคำสั่งนี้เข้าไป เชื่อฟังอย่างนี้ ถ้าได้ผล คงไม่มีเราในวันนี้

ปัญหาของหัว คือปัญหาของคนที่พยายามกดหัวเรา แต่เราไม่ยอม เพราะเรามีหัว

ส่วนคำว่าไหล่ มาจากเวลาเด็กจะไปโรงเรียน แต่งชุดนักเรียน สะพายกระเป๋าที่บ่า นี่คือภาระอันหนักอึ้งของนักเรียนไทยว่าต้องสะพายอะไรที่ผู้ใหญ่คาดหวังให้เราเป็น ให้เราสอบติด คาดหวังว่าเด็กจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แต่โรงเรียนพึ่งพาไม่ได้ ครูก็ถูกดึงไปด้วยภาระการงานที่ไม่ใช่การสอน โรงเรียนสีเขียว สีม่วง สีเต็มไปหมด สุดท้ายต้องไปเรียนพิเศษ แรกๆ มีแต่มัธยม ไปๆ มาๆ มีเด็กประถม นี่คือปัญหาของคนที่พอมีจ่าย”

ในกิจกรรมนี้ ยังมีการยืนชูป้ายให้นำสติ๊กเกอร์มาและร่วมแปะแสดงความคิดเห็น ว่า “1 ปี คุณจ่ายเงินให้ติวเตอร์กี่บาท?” ผู้ชุมนุมได้ลงคะแนนในช่อง “มากกว่า 100,000 บาท” มากที่สุด

สำหรับคำสุดท้าย ‘ตูด’ ความหมายสื่อถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพที่ถูกลิดรอน หากข้ามเส้นกรอบที่ขีดไว้ เป็นอันได้ลิ้มรสไม้เรียว

“เวลาทำอะไรขัดใจครู โดนตีที่ก้น นี่คือปัญหาการละเมิดสิทธิ เราเกิดมาเป็นประชาชน พร้อมสิทธิ เสรีภาพ ใครละเมิดไม่ได้ กฎหมายสูงสุดของประเทศกำหนดไว้ว่าเรามีเสรีภาพ แต่สิ่งที่เกิดคือผู้มีอำนาจในกระทรวง กำหนดว่าต้องตัดผมแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ ถ้าไม่ทำตาม ลงโทษได้

กฎกระทรวงเป็นกฎลำดับชั้นที่ต่ำมาก แต่ว่าสามารถถือเหนือกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ ทำทุกอย่างให้ศักดิ์สิทธิ์ แต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ศักดิ์สิทธิ์” เพลงกล่าว ก่อนแตะประเด็น ‘ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ เสนอโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ‘ไอลอว์’ ที่ถูกสภาตีตกเมื่อ 18 พฤศจิกายน

“เมื่อประชาชนทำตามกติกา ลงชื่อ ถ่ายบัตรเอกสารประชาชน เสนอชื่อ ถูกคว่ำ ดิฉันคิดว่า เครื่องซีรอกซ์ของไอลอว์ ทำงานหนักกว่ารัฐมนตรีอีก และสิ่งที่ ส.ส. ส.ว. คนเหล่านั้นทำ คือล้มล้างรัฐธรรมนูญของประชาชน เราจึงต้องออกมาแสดงพลังว่า เราไม่พอใจต่อสิ่งนี้”

‘อาชีวะ’ เป็นแค่เงา ‘ทั้งที่เราคือเยาวชน’

ถึงคิวอาชีวะที่มักถูกหลงลืมไปว่า เขาก็คือเยาวชนในระบบการศึกษาไทย

“ไม่เคยเห็นหัวอาชีวะเลย ในขณะที่มองเด็กเป็นอนาคตของชาติ รัฐกลับมองเราเป็นเพียงแรงงานราคาถูก บ่งบอกค่าครองชีพที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่ได้รับ ต้องปากกัดตีนถีบ เอาตัวรอดไปวันๆ เหมือนชีวิตที่เราต้องพึ่งโชคชะตา” คือเสียงของ ‘อิ่ม’ ตัวแทนกลุ่ม ‘อาชีวะปะทะเผด็จการ’

ไม่เพียงถูกมองข้ามในด้านการศึกษา ทว่า ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง แม้อาชีวะมีบทบาทเรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับไม่ได้รับการจดจำอย่างที่ควรเป็น

“14 ตุลาคม 2516 ถึง 19 พฤษภาคม ปี’35 และ 53 ลืมไม่ได้ว่าอาชีวะอยู่ทุกหน้าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่เรากลับเป็นกลุ่มท้ายๆ ที่สังคมและรัฐให้ความสำคัญ

ถ้าการประท้วงเปรียบดังวัตถุ อาชีวะเปรียบดังเงา ไม่มีใครสังเกตเห็น ให้ความสำคัญ แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่มีเงา วัตถุนั้นก็ไม่มีอยู่จริง” อิ่มเปิดใจ

ในขณะที่ ‘ข้าว’ อีกหนึ่งสาวอาชีวะ บอกว่า อยากให้รัฐและสังคมมองภาพจำอาชีวะใหม่ ว่าไม่ได้เท่ากับ ‘ความรุนแรง’ เสมอไป

“รัฐยังมองว่าอาชีวะต้องเป็นผู้ชาย ทรงพลัง ใส่กางเกงยีนส์ สังคมอาชีวะก็เหมือนสังคมทั่วไป มีเพศหญิง มีแอลจีบีที หลากหลายทางเพศและแนวคิด” ข้าวกล่าว

นักเรียนชายจี้ ‘ปฏิรูปกองทัพ’

คาใจทำไมต้องเรียน รด.

เข้าสู่ประเด็นร้อนทั้งในสภา จนขยับมาถึงนักเรียนชายซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง นั่นคือปมปัญหาการเกณฑ์ทหาร

“ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมต้องเกณฑ์ทหาร ทำไมเราต้องเรียน รด. และเรียนไปเพื่ออะไร ประโยชน์ของมันดีเหมือนที่ผู้ใหญ่บอกไว้หรือไม่ ว่าเป็นผู้ชายก็เรียนไปเถอะ เชื่อว่าทุกคนที่เคยเรียน รด.ต้องเคยเจอ ตั้งแต่กรอกใบสมัครที่มีช่องหนึ่งเขียนว่ามาเรียน รด. เพราะไม่อยากเกณฑ์ทหาร ให้ติ๊กไม่เห็นด้วย

แค่มาถึงก็เผด็จการแล้ว สิ่งแรกที่เข้าไปฝึก การไปฝึกทหาร คือ การฝึกแถว ไม่ว่าจะเป็นซ้ายหัน ขวาหัน ซึ่งเป็นเรื่องเบสิกที่รับได้ แต่พอเรียนไป จากประสบการณ์ตรง ฝึกไปสักพักจะรู้สึกเลยว่า เราเริ่มมองประโยชน์และข้อเสีย เสียเวลา และไม่ได้ประโยชน์จากการเรียน รด.เลย ไม่ฝึกแถวก็ใช้แรงงาน ไม่รู้ว่าคือหน้าที่เราหรือไม่ ที่ต้องไปแบกของในค่ายทหาร

เด็กจบมาแทนที่จะได้ทำงาน ต้องเสียเวลาเกณฑ์ทหาร เราสูญเสียไปกี่ชีวิตแล้วกับการเกณฑ์ทหาร ถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ เชื่อว่าจะมีการสูญเสียอีก” นักเรียนชายร่ายยาวจากประสบการณ์จริง ไร้สแตนอิน ไม่มีตัวแสดงแทน

การศึกษาใต้ ‘ผ้าเหลือง’กับอำนาจที่มองไม่เห็น

ปิดท้ายด้วยสายธรรมะ ‘สามเณรสหรัฐ สุขคำหล้า’ ปาฐกถาธรรมโดยตั้งคำถามว่า เมื่อเข้าไปในวัดแล้วถูกพระเทศน์ให้ฟัง แต่สิ่งที่พระเทศน์นั้นถูกเสมอไปหรือไม่ ? ก่อนเอ่ยถึงสิทธิที่อยากเรียกร้อง ในขณะที่พระสงฆ์จำนวนมากยังไม่กล้าแสดงออก

“ขอเรียกร้องสิทธิ 3 ข้อ ได้แก่ 1.แยกศาสนาออกจากรัฐ ไม่สนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อย่างเช่น ศาสนาพุทธในประเทศไทย 2.หยุดใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกของความแตกต่าง อย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ชาวพุทธไปต่อว่า ชาวมุสลิมว่าเป็นพวกหัวรุนแรง และ 3.หยุดใช้ศาสนาเป็นโฆษณาชวนเชื่อ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีข้อดีอยู่ 2 ข้อคือ พาพระไปเที่ยวอินเดีย และจัดทำหนังสือสวดมนต์จากภาษีของประชาชน คงจะมีข้อดีอีกอย่าง คือ การจับพระที่เห็นต่างสึก” สามเณรสหรัฐจัดเต็ม

ครบถ้วนทุกแง่มุมที่เยาวชนจับมือรุมทึ้งความล้าหลังมาตีแผ่เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ควรคู่วาทะ ไดโนเสาร์จงพินาศ อุกกาบาตจงเจริญ

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รถเก่าแลกใหม่ต้องใจถึง
บทความถัดไปนายกฯเผยข่าวดี โครงการ ‘คนละครึ่ง’ เตรียมต่อเฟส 2 แน่ ปลื้มชาวบ้านชม (คลิป)