ไม่แฟร์ แต่ไม่ลำพัง ‘Rights Inspired by You’ ปากกาคนธรรมดา บันดาลความเป็นธรรม

27.12.24 | 12:30 น.

ใครจะไปคาดคิด….

ว่าตลอด 23 ปีที่ผ่านพ้นมา การเดินทางของแคมเปญ Write for Rights หรือ ‘เขียน เปลี่ยน โลก’ ได้พิสูจน์แล้วว่า ข้อความจากปลายปากกาของคนธรรมดา ได้ช่วยผดุงความยุติธรรมให้กับผู้ถูกละเมิดความเป็นคน มาแล้วนักต่อนัก

‘วันสิทธิมนุษยชนสากล’ ปีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน “Rights Inspired by You” ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ เคล้าลมหนาว ไม่เพียงรวมเหล่านักปกป้องฯ บรรดาองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนน้อยใหญ่จากทั่วโลก มาร่วมเฉลิมฉลอง แต่ยังได้สะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

มากกว่าจำนวนนับ ฉบับของจดหมายที่เพิ่มขึ้น คือ ‘ห้องเรียนสิทธิมนุษยชน’ ที่เปิดกว้าง บอร์ดเกมสิทธิมนุษยชน ให้เรียนรู้ผ่านการเล่น ยังมีบูธของกลุ่มทำทาง ที่ขับเคลื่อนเรื่องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย, บูธ iLaw รณรงค์นิรโทษกรรมประชาชน, บูธศูนย์ฝึกอบรมเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ที่ยกขบวนหนังสือน่าอ่าน หรือบูธ Realframe จากกลุ่มช่างภาพข่าวฝีมือดี ที่บันทึกภาพประวัติศาสตร์ การเมืองภาคประชาชน

ยังไม่นับบูธสีสันชนเผ่า จำหน่ายเครื่องเงินแฮนด์เมด ฝีมือชาวปกากะญอ ไปจนถึงงานคราฟต์น่ารักๆ จาก mali.make.cro x yuiicalli, Walanda, Kamdaeng และ handsdo รวมทั้งอิ่มอร่อยและชื่นใจไปกับอาหารออร์แกนิคจากเคี้ยวเขียว

Advertisement

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ได้สะท้อนชัดผ่านการรวมตัวเท่านั้น แต่ยังสื่อสารผ่านเวทีเสวนา “Rights Inspired by You” ที่รวมเอา “คนธรรมดา” มาบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขา

โดยมีแอมเนสตี้ฯ เป็นหนึ่งในเพื่อนใจ ที่คอยโอบกอดและเป็นแรงผลักดัน ย่นระยะเป้าหมาย ให้ดูไม่ไกลเกินแรง

สุไลพร ชลวิไล โชว์แผนที่ ‘สถานบริการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย 110 แห่ง’

ทำทาง ทำแท้ง

แผนที่มี-กฎหมายแก้แล้ว บอกประชาชนหรือยัง?

เหตุการณ์การพบ ‘ซากตัวอ่อน’ มหาศาลที่วัดแห่งหนึ่ง นำมาซึ่งข่าวครึกโครมเกี่ยวกับคลินิกทำแท้งเถื่อน และเสียงประณาม

นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘กลุ่มทำทาง’

สุไลพร ชลวิไล จึงเปิดเว็บบล็อกกับเพื่อนๆ ขับเคลื่อนเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย นับตั้งแต่ปี 2553 เพื่อเป็นพื้นที่ ให้เสียงของผู้ที่ผ่านการทำแท้ง ได้ถูกรับฟังบ้าง

“สิ่งที่ถามมากที่สุดคือ สถานบริการอยู่ที่ไหน ตอนนี้เขาไม่พร้อม ซึ่งมันไม่มีใครให้ข้อมูล จึงเป็นที่มาของงานที่สำคัญมากๆ ของทำทาง ให้คำปรึกษา ที่จะส่งให้ไปถึงสถานบริการที่ปลอดภัย” สุไลพรเผย

น่าทึ่ง ที่ตลอด 14 ปี ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่มีใครเข้ามาถามเรื่องการทำแท้ง

สำหรับเธอ มองการให้คำปรึกษา ยังเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ กระทั่ง พ.ศ.2564 ไทยแก้กฎหมายให้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกินกว่า 12 สัปดาห์ ยุติการตั้งครรภ์ได้ ไม่ผิดทางอาญา

“เรื่องที่เราพยายามถามคือ เมื่อแก้กฎหมายแล้ว คุณบอกประชาชนหรือเปล่า ว่ากฎหมายแก้แล้ว สถานบริการอยู่ที่ไหน เราพูดกับรัฐมา 5-6 ปี เขาก็ไม่บอกจนทุกวันนี้ เราเลยต้องทำแผนที่ขึ้นมาบอกเอง” สุไลพรเล่าถึงภารกิจใหม่ ที่นำไปสู่การจัดทำ ‘แผนที่สถานบริการยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย 110 แห่ง’

ทว่า ทัศนคติของสังคม ที่ยังไม่ยอมรับแม้แต่คำว่า ‘ทำแท้ง’ ยังคงเป็นจุดที่ต้องทำงานกันต่อ เพราะเชื่อว่า ‘การทำแท้ง’ เป็นสิทธิมนุษยชนที่ควรเลือกเองได้

ธนกฤต โต้งฟ้า

ลำห้วยคือชีวิต สิทธิในสายน้ำ

คนก่อมลพิษต้องรับผิด

ไม่ต่างจาก ธนกฤต โต้งฟ้า ชาวชุมชนคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่ลุกขึ้นสู้ในประเด็นสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน

เมื่อ ‘เหมืองแร่’ ปล่อยกากตะกอนหางแร่ จากการล้างสารตะกั่วลงไปในลำห้วยคลิตี้ มานานชั่วรุ่นอายุคน

“วิถีกะเหรี่ยงหมู่บ้านผม ต้องอาศัยลำห้วยคลิตี้เป็นสายเลือดหลัก ทั้งใช้ดื่ม ใช้กิน ใช้ทำอาหาร ใช้ทุกอย่าง พอเหมืองมาขุดแล้วปล่อยกากตะกอนหางแร่ มลพิษก็เลยเกิด ตอนหลังเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่สามารถควบคุมได้” ธนกฤตเล่า

แกนนำชุมชนในขณะนั้น จึงพยายามไปคุยกับหน่วยงานท้องถิ่นหลายแห่ง แต่เสียงชาวบ้านไม่ถูกรับฟัง กระทั่งหลายคนเริ่มเสียชีวิต แท้งลูก เด็กที่คลอดออกมาพิการ แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ล้มตาย

“ผมเกิดช่วงที่ลำห้วยสีแดงแล้ว กลิ่นคลุ้งไปหมด ชาวบ้านต้องตักน้ำมาหุงข้าว ข้าวแดงเลยแต่ก็ต้องกิน ไม่มีทางเลือก ทุกคนในหมู่บ้านมีสารตะกั่วในเลือดเกินค่ามาตรฐานหมดแล้ว” ธนกฤตเผย

ตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นแกนนำชุมชนรุ่นใหม่ เข้าเรียนวิชากฎหมาย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมขอความช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ พาสื่อไปลงพื้นที่บอกเล่าความเดือดร้อน และหลังจากยื่นฟ้องต่อศาล ชุมชนคลิตี้ใช้เวลาหลายสิบปีต่อสู้ จนในที่สุดก็สำเร็จ

“ข้อค้นพบหนึ่งก็คือ ผู้ก่อผลกระทบจริงๆ คือเอกชน แต่พอมาถึงชั้นศาลก็กลายเป็นล้มละลายไปเฉยเลย กลายเป็นหลุดไป แต่คนที่ต้องมารับผิดชอบคือภาครัฐ ซึ่งต้องเอางบจากภาษีของพวกเรามาฟื้นฟู 400-500 ล้าน ทั้งๆ ที่คนก่อมลพิษควรรับผิดชอบ”

ชัยชนะอาจเป็นเพียงกระดาษที่เขียนไว้ เพราะผ่านมาเกือบ 20 ปี จนวันนี้ลำห้วยยังไม่กลับมาดังเดิม

ไม่แฟร์ แต่ไม่ท้อ

ไม่ได้สู้อยู่ลำพัง

การต่อสู้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ชนบทเท่านั้น

ในช่วงปี 2563 เสรีภาพในการแสดงออก ถูกฉายชัด เบ่งบานผ่านเสียงตะโกนในพื้นที่ชุมนุม

หนึ่งในเสียงนั้นคือ ธนกร ภิระบัน หรือเพชร เยาวชนที่สนใจการเมืองตั้งแต่เรียนอยู่ ม.ต้น ตั้งคำถามถึงสภาพครอบครัวที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม จนได้คำตอบว่ามาจาก ‘การเมืองที่ไม่ปกติ’ จึงออกมาปราศรัย เป็นตัวแทนส่งเสียง แต่กลายเป็นเยาวชนคนแรกๆ ที่ถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 และ พ.ร.บ.การชุมนุม ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี

“พอโดนคดี แอมเนสตี้ฯ คือหนึ่งในองค์กรที่ยื่นมือมาช่วย และสื่อสารสังคมว่าเรากำลังโดนรัฐกระทำ มันละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร ทำให้ทั่วโลกเห็น พยายามที่จะไปสังเกตการณ์คดี ทำให้รู้สึกว่าเราไม่โดดเดี่ยวในการต่อสู้” ธนกรเล่า

เคยรู้สึกหมดไฟ แต่พลังบวกที่ได้รับช่วยให้เขายังคงเดินหน้า

ธนกร ภิระบัน

ในวันที่ม็อบจะไม่ ‘แมส’ เพชรเลือกใช้ช่องทางใหม่ ส่งเสียงของตัวเองอย่างเต็มที่ ผ่าน TikTok พร้อมผู้ติดตามหลายแสนคน

ก่อนเสรีภาพบนท้องถนนจะถูกปิดกั้น

หากยังจำกันได้ ในปี 2552 จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทในขณะนั้น ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จากการที่มีผู้เขียนคอมเมนต์ในเว็บบอร์ดประชาไท ความผิดหลายกรรม อาจทำให้เธอต้องถูกจำคุกหลายสิบปี

“เราโดนคดีในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับที่นักข่าวประชาไทรายงาน มาจากคอมเมนต์ เนื่องจากเราค่อนข้างให้เสรีภาพ ถ้าพูดว่าเรามีประชาธิปไตย แต่แม้แต่เสรีภาพที่เราอยากคิดอะไร อยากพูดอะไรยังถูกจำกัด มันก็จะลำบาก”

จีรนุช ตัดสินใจสู้คดี กรณีของเธอกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญที่แอมเนสตี้ทั่วโลกร่วมรณรงค์ เพื่อช่วยเหลือคดีความ

จีรนุช เปรมชัยพร

“มาวันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีจดหมายมา ทีแรกก็มี 2-3 ฉบับ สักพักเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น 10 เป็น 100 จนเป็น 1,000 แล้วมันมาจากแคนาดา จำนวนมากเป็นภาษาฝรั่งเศส จำนวนมากเป็นโปสการ์ดที่ทำในห้องเรียนของเด็กนักเรียน หลายอันวาดเอง” จีรนุชปลื้มปริ่มในกำลังใจล้นหลาม ที่ได้ตามมาจากอีกซีกโลก

15 ปีต่อมา ยังคงมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ

เธอมองว่ากำลังใจจากคนทั่วไป สำคัญต่อใจของนักโทษการเมืองอย่างยิ่ง

“สิ่งเหล่านี้มันสำคัญ กระบวนการต่อสู้คดีของเราเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้สึกห่อเหี่ยว ทดท้อ อาจจะโกรธบ้าง ที่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์ แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเราสู้อยู่ลำพัง” จีรนุชเปิดใจ

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ร่วมชมการเล่นบอร์ดเกมสิทธิมนุษยชน

เพราะตัวหนังสือทำงานได้

‘เขียน’ จึง‘เปลี่ยนโลก’

เรื่องราวที่บอกเล่าผ่านตัวอักษร อาจเปลี่ยนมายด์เซต เปลี่ยนชีวิต หรือแม่แต่โลกทั้งใบ

การสลายการชุมนุมใน พ.ศ.2553 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ วีรพร นิติประภา นักเขียนเจ้าของรางวัล
ซีไรต์ 2 สมัย ตั้งคำถามจริงจัง จนคลอดนิยายรักชื่อดังอย่าง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ผลงานรางวัลซีไรต์ครั้งแรก

“ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่มันไม่ปกติตรงที่ทำไมไม่โหวต ทำไมถึงมีม็อบ ม็อบจะด่ากันก็ไม่เป็นไร จนกระทั่งเขาฆ่าคน ที่แย่คือ มีคนดีใจที่มีคนถูกฆ่า พี่เขียนเพราะว่าไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกนี้ได้ และมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก มันเกิดขึ้นหลายครั้งเกินไปในประเทศแบบนี้” วีรพรเล่าถึงที่มาของนวนิยายเรื่องดัง

วีรพร นิติประภา

หลังจากที่เริ่มมีชื่อเสียง วีรพรได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร หลายครั้งก็พบว่า นักศึกษายังคงคลานเข่าเข้ามาหา เพราะเข้าใจว่านี่คือ ‘ความสุภาพ’ แต่เธอมองว่าความสุภาพ คือหยัดยืนได้บนหลังของตัวเอง

และนี่คือที่มาของหนังสือความเรียงเล่มบาง ชื่อ “โปรดโอบกอดมนุษย์ลูก”

“เราต้องเริ่มจากการเลี้ยงคนให้เป็นมนุษย์ก่อน และเคารพในสิทธิของเขาตั้งแต่วันแรก นั่นคือการทำให้เขารู้สิทธิของเขา เราต้องรู้สิทธิเขาด้วย” วีรพรย้ำ

เมื่อการเขียนพากำลังใจข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของโลกได้ คำถามที่ตามมาคือ การเขียนเปลี่ยนโลกได้จริงหรือ?

วีรพรยก ‘Manifesto’ โดยคาร์ล มาร์กซ์ หลังจากผู้คนได้รู้จักหนังสือเล่มนี้ โลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันกระตุ้นให้คนได้ฉุกคิด และตั้งคำถามต่อสถานะของตัวเอง

ร่วมเขียนจดหมายใน แคมเปญ ‘เขียน เปลี่ยน โลก’

“ไม่ใช่แค่ยุโรปที่ครึ่งหนึ่งกลายเป็นสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ไป แต่ว่าเราเริ่มเข้าใจว่า ‘คนเท่ากัน’ การกำเนิดของหนังสือเล่มนี้ คือมุมมองของมนุษย์มันเปลี่ยนไป”

“การเขียนเปลี่ยนโลกได้ ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ เชื่อว่าการเขียนนั้นเชื่อมโยงความรู้สึกของเราให้ถึงผู้ที่ต้องการกำลังใจที่สุดได้”

ด้าน แดเนียล วิวัฒน์วงศ์ ดูวา อดีตเยาวชนจากศูนย์ฝึกอบรม (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก เขียนทั้งบันทึกประจำวัน เขียนถ่ายทอดความรู้สึก เขียนจดหมายถึงตัวละครในภาพยนตร์ ไปจนถึงเขียน ‘Write for Rights’ ส่งใจถึงผู้ถูกละเมิดสิทธิ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แดเนียล วิวัฒน์วงศ์ ดูวา

“ยังมีคนที่โดนละเมิดแล้วเขาไม่สามารถจะสู้ได้ เราเลยอยากจะรวบรวมสิ่งดีๆ ส่งไปให้เขา เยียวยาเขา ขอแค่ตัวหนังสือของเราทำให้เขายิ้มได้สักนิดก็ยังดี”

อ่านเพื่อเก็ต

แก่นแกนความไม่ปกติ สิทธิที่ถูกละเมิด

หันมาฝั่งนักอ่าน ชญาธนุส ศรทัตต์ หรือเฌอเอม มิสแกรนด์ขอนแก่น 2025 อ่านจนได้แรงบันดาลใจ

ยกเล่มโปรดเล่มแรก Man’s Search for Meaning หรือ ‘ชีวิตไม่ไร้ความหมาย’ เรื่องราวของวิกเตอร์ ฟรังเคิล จิตแพทย์ชาวยิว ที่ถูกควบคุมตัวในค่ายกักกันนาน 3 ปี ในสมัยที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

“ในวันที่ผู้เขียนเป็นเชลยอยู่ในค่ายกักกัน เหลือแค่ความเป็นหมอที่ติดตัวเขา มันทำให้เราตั้งคำถามตามไปด้วยระหว่างที่อ่านเรื่องว่า สุดท้าย ถ้าเราถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไป ในตัวเราจริงๆ เราเหลืออะไร

สุดท้าย แก่นสารของเรื่องนี้ก็บอกว่า เราเหลือการตามหาความหมายในชีวิต เอมคิดว่ามันคือการที่เรารู้และตัดสินใจได้ว่าอยากจะทำ อยากจะเป็นอะไร ไม่ว่าเราจะอยู่ภายใต้สถานะไหน หรือถูกตีตราอย่างไร เราก็มีสิทธิที่จะเลือกในสิ่งที่ต้องการเป็น” เฌอเอมเชื่ออย่างนั้น

(จากซ้าย) แดเนียล วิวัฒน์วงศ์ ดูวา, ชญาธนุส ศรทัตต์, วีรพร นิติประภา และผู้ดำเนินรายการ

อีกเล่มยกให้ Breaking Night หรือ ‘จะไม่รอให้ฟ้าสว่าง’ เป็นอัตชีวประวัติของลิซ เมอร์เรย์ ที่เติบโตมาอย่างขาดแคลนสิทธิขั้นพื้นฐาน ครอบครัวที่ด้อยโอกาส พ่อแม่ติดยาและเสียชีวิต ส่วนผู้เขียนกลายเป็นคนไร้บ้าน ทว่าสุดท้าย เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำ และได้ทำงานด้านวิชาการ

“มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ความยากจน การที่เด็กถูกทอดทิ้ง” เฌอเอมสะท้อนต้นตอ

นอกจากกระตุ้นให้ตั้งคำถาม หนังสือยังทำให้เกิดความรู้สึกร่วม นำไปสู่การเรียนรู้และเข้าอกเข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมได้

สำหรับเฌอเอม การเขียนจะเปลี่ยนโลกได้ ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหานั้นๆ อยู่ในมือของใคร ณ เวลาใด

จดหมายเพียงฉบับเดียว อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับบางคน อาจเป็นการปลดปล่อยพันธนาการ ชุบชีวิตความหวัง เป็นแสงรำไรท่ามกลางความมืดมิด ในขณะที่ชีวิตถูกละเมิดสิทธิความเป็นคน