“เราไม่อยากฆ่ามนุษย์
ได้โปรดทำให้ ‘การประหาร’ หมดไปจากโลกนี้ซะที
มันไม่ได้ช่วยใครเลย ทั้งกับครอบครัวผู้เสียหาย ผู้รอดชีวิต หรือสังคม”
เพียงประโยคเดียวเชื้อชวนให้หยุดคิด ‘ใครกัน ที่ได้ประโยชน์จากการสังหาร?’
เมื่อ ‘เพชฌฆาต’ เต็มไปด้วยแผลทางใจ ผู้ที่ต้องง้างไก คือมนุษย์ที่มีหัวใจไม่ใช้หุ่นยนต์ จนต้องฝากสานส์นี้ไปบอกคนทั้งโลกผ่าน โทชิ คาซามะ (Toshi Kazama)
ช่างภาพชาวญี่ปุ่นสายคอมเมอร์เชียล ผู้ผันตัวเดินสายถ่ายภาพแดนประหารทั่วมุมโลก นับแต่ปี 1996 ในวันที่เขาเองยังเห็นด้วยกับยุทธวิธี ‘ชีวิตแลกชีวิต’
หลังชัดเจนในใจ นับแต่ 2539 เป็นต้นมา โทชิ เดินหน้าทำโครงการ ลุยบันทึกภาพ จัด Exhibition ต่อต้านการกระที่ไร้มนุษยธรรม “ฆ่าคน ในนามของความยุติธรรม” กระทั่งเดินทางไปพบผู้มีอำนาจ
กว่า 90 ประเทศที่ไปเยือน ตระเวนถ่ายภาพมาแล้วทั้งเรือนจำ นักโทษ แดนประหาร ครอบครัวของผู้เสียหาย ไล่เรียงไปถึงเพชฌฆาต อัยการ นักกฎหมาย ทนายความ แทบทุกมุมโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
เมื่อแลนด์ดิ้งถึงเมืองไทย เขาบอกตรงๆ ว่าไม่เซอร์ไพรส์ ที่เห็นป้ายหาเสียงไฮไลต์ ‘นโยบายโทษประหาร’ กับคดีฆ่าข่มขืน หรือโกงกินบ้านเมือง
แต่ขอหย่อนคำถามกลับมาให้ร่วมกันตอบว่า มีใครเคยเห็นแดนประหาร ใน ‘เรือนจำบางขวาง’ กันบ้าง ?

‘แทคติกหาเสียง’ เล่นกับความสะใจ
จบชีวิตอาชญากร อาชญากรรมไม่ได้หมดไป
เพียงภาพที่ได้เห็น แต่ไม่เคยสัมผัสวิธีการ กลิ่น เสียง
แม้แต่นักการเมืองที่สนับสนุน ก็ไม่เคยไปเยือนแดนประหาร กลับรณรงค์ให้ใช้ความรุนแรงขั้นสุดกับอาชญากรรมต่างๆ
“เป็นแทคติคที่นักการเมืองทั่วโลกเลือกใช้ เล่นกับความสะใจเพื่อกวาดคะแนนเสียง ไม่ต่างจากสหรัฐอเมกาฯ เลือกตั้งที ก็มีแคมเปญที่จะใช้โทษประหาร แต่ครอบครัวเหยื่อออกมาบอกแล้วว่า เยียวยาได้ไม่จริง”
อีกทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศ ย้ำชัดว่า การลงโทษที่รุนแรง ไม่มีนัยยะต่อการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของอาชญากรรม
“แต่ทำไมยังมีการใช้โทษประหารชีวิต ในการรณรงค์ตอนเลือกตั้ง เพราะมันกระตุ้นเร้าความรู้สึกได้สูง นักการเมืองเลยเชื่อว่าเราทำเรื่องที่มัน Emotional จะช่วยดึงคะแนน สร้างฐานเสียงให้เขาได้”
โทชิ พาขุดลึก จาก 35 รายการฐานความผิด ในลิสต์คดีอาชญากรรม
ล่าสุด มีความพยายามจากนักการเมือง 2-3 พรรค ประกาศอย่างโจ่งแจ้ง เสนอเพิ่ม คอร์รัปชั่น สแกมเมอร์ รวมถึง ข่มขืน

เขียนเสือให้วัวกลัว มัวแต่แก้ที่ปลายทาง
ประหารคนเดินยา แต่ไม่จับพ่อค้ารายใหญ่?
สำหรับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งเฝ้าจับตาการใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ บอกเลยว่าแทบไม่เห็นการขับเน้นเรื่อง ‘ความยุติธรรมที่เท่าเทียม’ จึงออกมาร่วมตอกย้ำในหลักการที่ว่า การประหาร ไม่ต่างการทรมานขั้นสุด
อีกทั้งยังลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรายังมีการ ‘ฟื้นฟู หรือจำคุกตลอดชีวิต’ เป็นทางเลือกที่เวิร์กกว่า
ด้วยเชื่อใน “สิทธิการมีชีวิต สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม” จึงเดินหน้าจัดเวทีดีเบต ไฮไลต์นโยบายน่ากังวลใจนี้ พร้อมทั้งยิงกระสุน ‘Human Rights Agenda’ ให้ข้อเสนอส่งถึงผู้มีอำนาจได้คิดใหม่
หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิด (Presumption of Innocence) แม้ว่าไทยบังคับใช้ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ทว่า หลายต่อหลายเคส หมดสิทธิพิสูจน์ความบริสุทธิ์
ไม่ต้องพูดถึงแพะรับบาป เหยื่อเชื้อชาติ ศาสนา อคติทางการเมือง บ้างก็ถูกฆ่าตัดตอน คลุมถุงดำ สังหารนอกกระบวนการ ไม้มีโอกาสได้แก้ต่าง

“แต่ข้อเท็จจริงคือ การใช้โทษประหาร ไม่สามารถช่วยลดอาญากรรมได้แต่อย่างใด คนมักคิดว่า จะทำให้คนเกรงกลัว ไม่กล้าก่ออาชญากรรมอีก แต่ไม่เลย
“ผมไม่อยากเป็นเหยื่อ ทุกคนก็ไม่อยากเป็นเหยื่อ ลูกสาวถูกข่มขืน เหยื่อสแกมเมอร์ หรือคอร์รัปชั่นที่ทำให้สูญเสีย ซึ่งการที่นักการเมืองจะเพิ่มโทษสำหรับฐานความผิดนี้ๆๆ มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่า โอเค เราน่าจะปลอดภัย เขาเอาจริงเอาจัง แต่มันทำให้สังคมเราปลอดภัยอย่างแท้จริงหรือเปล่า กับแค่การเพิ่มรายการฐานความผิดอาญา เข้าไปในลิสต์? ” โทชิ ชวนให้คิดตาม
เพราะแม้จะดึงความสนใจจากโหวตเตอร์ได้จริง แต่ ‘การจบชีวิตอาชญากร ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมหมดไป’
เขามองว่าถ้านักการเมือง หวังดีกับสังคมจริงๆ ต้องใช้มาตรการป้องกันการก่อที่อาชญากรรมจะเกิดขึ้น และให้ความรู้
“เพราะเราไม่แก้ที่ต้นเหตุ เน้นแต่ใช้การลงโทษ เป็นการ ‘ใช้ความรุนแรง ตอบโต้ความรุนแรง’ จนทำให้เกิดวงจนอุบาทว์ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

‘กัมพูชา’ ยังยกเลิก
ยกเคสยุโรป เปลี่ยนมายเซ็ตลงโทษ ใช้วิจัยป้องกัน
ภาพในเรือนจำที่แวดล้อมด้วยผู้ต้องหา คดีครอบครอง ค้ายา
ในสังคมที่ยาบ้าราคาถูกกว่ายาพารา เต็มไปด้วยปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์
ตอกย้ำว่า นักการเมืองต้องวิเคราะห์ให้รากเหง้า เลิกมองตัวเลข ให้มองที่ระบบ
เปลี่ยนมายเซ็ตลงโทษ จึงจะถอนรากได้อย่างยั่งยืน
โทชิ หยิบฮาวทูของฝั่ง ‘ยุโรปเหนือ’ ที่ทำแล้วเวิร์กมาก เขาใช้หลักการ ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เรียนรู้ความผิดพลาด แก้ไข บำบัดผู้ก่อเยียวยาผู้เสียหาย แต่ที่สำคัญสุดคือ ‘วิจัยเพื่อป้องกัน’
ยกเคส สังหารหมู่บนเกาะใน ‘ค่ายฤดูร้อนที่นอร์เวย์’ คนเสียชีวิตเยอะมาก แต่ไม่มีครอบครัวไหนเรียกร้องให้ประหาร
ในขณะที่ฝั่งเอเชีย เราคิดหาวิธีการ ‘ลงโทษ’
“คนที่สนับสนุนการใช้โทษประหาร สำหรับการข่มขืน หรือค้ายา ถามว่าจริงๆ แล้วเขาเข้าใจไหม ว่าคนที่ทำหน้าที่นั้น เขารู้สึกยังไง
‘เราส่งผ่านหน้าที่ในการฆ่าคน ให้กับเพชฌฆาต’ โดยที่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ถ้าเราต้องเป็นคนที่เสียบเข็ม เดินยาพิษ กดปุ่ม เหนี่ยวไกใส่เขา เราทำได้หรือเปล่า อันนี้เป็นอคติอย่างหนึ่งของคนที่สนับสนุน
เราเป็นคนที่พูด แต่ไม่ใช่คนที่ทำ”
ที่ผ่านมา โทชิ เคยเข้าไปร่วมรณรงค์ที่ ‘มองโกเลีย’ เขาใช้เวลา 2 ปี คุยทั้งกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลสูงสุด กระทั่งเปลี่ยนใจมาต่อต้าน ด้วยการ ให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ 2 ของ ‘กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง’ (ICCPR) จนยกเลิกได้ในที่สุดในปี 2560
ในปัจจุบัน 145 ประเทศ หรือ 2 ใน 3 ทั่วโลก ยกเลิกแล้ว
หันมามองความเป็นจริงของเรือนจำรอบบ้าน มี 6 ชาติที่ยังคงโทษประหาร
ในขณะที่ กัมพูชา คือ ใน 2 ประเทศอาเซียนที่ยกเลิกโทษนี้ไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงฟิลิปินส์
หันมาดู ประเทศไทย ซึ่งพักการใช้โทษประหาร มีอัตราการก่ออาชญากรรม 4.8 คนต่อ 1 แสนประชากร
ถามว่าถ้าเราไม่มีการประหาร อัตราการก่ออาชญากรรมจะลดลงจริงหรือ?

โทชิ ยกเคส สวีเดน 1.1 แสนคนต่อประชากร หรืออย่าง ฝรั่งเศส ที่ดังมากในการคิดนวัตกรรมสังหารคนอย่าง ‘กีโยติน’ ตอนแรกที่ยกเลิกโทษประหาร ประชาชนก็ไม่พอใจ แต่เมื่อจากเวลาผ่านไป อัตราการฆาตกรรมของเขาลดลง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
“กัมพูชา ไม่มีโทษประหารชีวิต อัตราอาชญากรรม แค่ 1.8 แต่ของไทย 4 กว่า”
“เพราะว่าถ้าไม่มีโทษประหารชีวิต เราจะเน้นเรื่องการป้องกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นแล้วค่อยประหาร นักการเมืองก็จะหันมาโฟกัสว่า เราไม่มีวิธีลงโทษรุนแรง ทำยังไงไม่ให้เกิดขึ้น สังคมจะโฟกัสการป้องกันมากกว่า จำนวนอาชญากรรมก็จะลดลงตามไปด้วย”
ช่างภาพที่เห็นความตายมานักต่อนัก ชี้ให้เห็นว่า เราโฟกัสผิดจุดอย่างแรง
ซึ่งต้องบอกว่าในปัจจุบัน ‘เอเชีย’ ถูกมองเป็น ‘Hub ของโทษประหาร’ ในสายตาของนานาอารยประเทศ เราล้าหลังด้านสิทธิมนุษยชน แม้ฉ

ากหน้าจะเป็น สมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ก็ตามที
นี่คือความบ้าคลั่ง
พัฒนาระบบ ให้มนุษย์เข่นฆ่าคน
ก่อนจะเปิดให้ดูวิธีการที่น่าสะอิดสะเอียน จากหลายมุมโลก
ซึ่งหลายแห่ง เขาเป็นคนแรกคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพ
เริ่มจาก ไต้หวัน ใช้วิธีการยิง ภายในศูนย์ควบคุมนักโทษ ที่ไทเปและเกาสง นักโทษประหารต้องใส่ตรวนพันธนาการ มือและเท้าตลอด 365 วัน (ในขณะที่ไทย ยังไม่พิพากษาต้องใส่กำไล EM)
บรรยากาศส่งผ่านภาพถ่ายโพลารอยด์ ห้องสังเวยใน ‘เมืองพุทธ’ ที่ทั้งย้อนแย้งและน่าหดหู่

นักโทษประหารเดินผ่านประตูที่มี ‘พระพุทธรูป’ เหนือหัว ต้องจุดธูปไหว้พระเพื่อกันวิญญาณหลอกหลอน ก่อนเดินไปเข้าไปเจอกับ เก้าอี้ 3 ตัว สำหรับเจ้าหน้าที่อัยการ คล้ายบัลลังก์ให้นั่งเป็นพยานการตาย
ไม่ถามอะไรมาก เช็กแค่ชื่อและวันเกิดเท่านั้น… สั่งนอนคว่ำบนผ้าห่ม ที่ปูบนทรายดำเพื่ออำพรางคราบเลือด ตั้งสำรับมื้อสุดท้ายก่อนลิ้มรสความตายในห้องที่มีรูปพระบนผนัง
ยิงที่หัวใจจนกว่าจะตาย ยิงที่ต้นคอถ้าบริจาคร่างกาย …
รถพยาบาลจอดหน้าประตู รอเก็บอวัยวะไปขาย ส่วนที่ดีที่สุดคือ อวัยวะที่มาจากคนที่ตายไม่สนิท!
แน่นอนว่า หน้าที่เกลี่ยทรายให้พร้อมสำหรับร่างถัดไป คือ เพื่อนนักโทษด้วยกัน

สำหรับ ‘จีน’ คือประเทศนัมเบอร์วัน อัตราประหารต่อปี อยู่ที่ 5,000-10,000 ชีวิต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็น ‘แหล่งเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ’ ราวกับเป็นชิ้นส่วนสินค้า ในอุตสาหกรรม ‘อะไหล่มนุษย์’
แต่ถูกยกเว้นได้ ‘จ่ายแล้วจบ’ ด้วยค่าสินบนผู้พิพากษา 4,000 เหรียญสหรัฐฯ
ขณะที่ ญี่ปุ่น ใช้วิธีแขวนคอ ปาหิน รมแก๊สแบบที่นาซีใช้รมยิว, รวมถึง สิงค์โปร์ ที่ใช้วิธีแขวนคอ เช่นกัน
“เคยเห็นภาพนักโทษที่เพิ่งเสีย ตอกแรกนึกว่าทำให้ตายจาการขาดอากาศหายใจ เขาใช้เชือกแขวนคอ แล้วเปิดประตู (มี 5- 7 ปุ่ม) ให้ร่างคนหล่นตุบ! จากความสูง 5-10 เมตร คอขาดยืดยาว หัวกับตัวไปคนละทาง
คือความจริงในการฆ่ามนุษย์ ไม่มีนักการเมืองคนไหนเคยไปเห็นภาพนั้น
นี่คือความบ้าคลั่ง! มนุษย์เราสร้างระบบขึ้นมา เพื่อฆ่าคนอื่น”
ประหารโหด ในโลกแห่งเสรีภาพ
สภาพที่แวดล้อม-คนที่ขาดรัก คือต้นตออาชญากรรม
ในประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น ผู้นำทางสิทธิเสรีภาพ อย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’
ทว่า ประเทศเดียวในภูมิภาค ที่ใช้การประหาร 16 ปีติดต่อกัน
ด้วย Electric Chair จับช็อตไฟบนเก้าอี้ไฟฟ้า
ในห้องเล็กๆ ขนาดราว 3×3 ก้าวแรกที่เข้าไปทำให้เขาขนลุก มันมีมวลบางอย่าง กลิ่นเผาไหม้จากร่างกายมนุษย์ ฝังติดผนัง

“สายไฟที่หัวและขาทั้ง 2 ข้าง กระไสไฟไหลจากศรีษะลงมาจากกระดูนสันหลัง ทั้งร่างกายจะดำไหม้เกรียม ทิ้งรอยดำจากกระดูกก้นกบ
ด้านหลังกำแพงอิฐ มี 2 สวิตซ์คันโยกเปิด-ปิดเครื่องประหาร ใช้ผู้คุม 2 คนสับพร้อมกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าสายไหนเชื่อมไปถึงเก้าอี้ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีใครรู้ ผู้คุมรู้สึกผิดน้อยลง”
“เตรียมนักโทษเสร็จ ให้นั่ง ใส่เครื่องพันธนาการ ใส่หน้ากาก พยานการเสียชีวิตจะได้ไม่ต้องเห็น ‘ตาถลน’ เด้งออกมา ใส่หมวกกระแสไฟฟ้าครอบหัว แล้วเปิดไฟให้สัญญาณว่า Ready”

แม้ว่าหลายเคสที่ได้พูดคุย จะเป็นทั้งผู้เยาว์ มีปัญหา EQ ต่ำ อย่าง ‘ไมเคิล บาร์นส์’ ทั้งที่เขาบอกตำรวจว่าเห็นคนอื่นทำ แต่กลับถูกจับเพียงคนเดียว
โทชิแพ้เสียงในหัว เมื่อได้พบ เขาขอจับมือและโอบกอด คำแรกจากปากน้องคือคำพูดที่ตอกย้ำตัวเองด้วยว่า “I’m A Bitch” ไมเคิลถูกข่มขืนย่ำยีศักดิ์ศรี ก่อนถูกตัดสินให้จบชีวิตทั้งที่ไม่ได้เป็นคนผิด
รวมถึงเคสที่เด็กหนุ่มเล่นบาสเก็ตบอลอยู่แท้ๆ มีคนเห็นเหตุการณ์ แต่กลับโดนจับ, บางคน เลือกที่จะรับจบแทนน้องสาว
โทชิพาไปดูภาพที่ ‘รัฐหลุยเซียนา’ ในห้องประหาร มีโทรศัพท์ฮอตไลน์ 2 สายติดบนฝา
สายหนึ่งจากหัวหน้าทัณฑสถาน อีกสายจากผู้ว่าการมลรัฐ เผื่อเอาไว้ระงับการประหาร

“ผู้คุมเตรียมนักโทษ รับศีล เดินสารเคมีแล้ว แต่ 10 นาทีก่อนประหารมีสายเข้าจากผู้ว่าการมลรัฐในเวลานั้น ผู้คุมทุกคนในห้องร้อง เย้! ดีใจที่วันนี้ไม่ต้องฆ่าคน ไม่มีใครอยากจะฆ่ามนุษย์ด้วยกัน
เขาเลยรับโทรศัพท์ด้วยความยินดี เที่ยงคืน ผู้ว่ามลรัฐโทรฯมา ด้วยเสียงคนเมา ‘Just Carry on The execution’ ให้ดำเนินการประหารชีวิตต่อไป แล้ววางสาย กลั่นแกล้งคนด้วยการให้ความหวัง”
เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้ โทชิ ยิ่งมั่นใจระบบที่ออกแบบ ไม่ได้เยียวยาใครทั้งสิ้น
เขายกตัวอย่างอีกหนึ่งความประหลาด ห้องฉีดสารพิษที่เตียงตั้งตรงกลาง มีห้องข้างๆ พร้อมเก้าอี้ให้ครอบครัวผู้เสียหาย ไว้นั่งชมการประหารราวกับดูกีฬา พร้อมไมค์ห้อยบนหัว ให้กล่าวอะไรเป็นครั้งสุดท้าย
บางคนบอก “ขอโทษ เสียใจ” บางคนบอกว่า “ฉันบริสุทธิ์ ฉันไม่ได้ทำ”

เขาตัดพ้อ ถึงไม่รู้กี่ชีวิตที่ต้องสูญเสีย ก่อนศาลสูงสหรัฐ จะยุติโทษประหารกับผู้เยาว์ ในปี 2548
อีกเคสคือ ‘เด็กที่ขาดความรัก’ อย่างกรณีของ Christa Pike นักโทษประหารหญิงที่อายุน้อยที่สุด ซึ่งเขามีโอกาสได้เจอในปี 2542
เธอถูกตัดสินจำคุกเกือบ 30 ปี และวันที่ 30 กุมภาพันธ์นี้ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะต้องเลือกวิธีการตายด้วยตัวเอง เก้าอี้ไฟฟ้า หรือฉีดยา
“เธอสารภาพว่าทำ โตมาในครอบครอบครัวที่ขาดความรัก ทำให้เธอหิวโหยความรักอย่างมาก
เมื่อมีแฟนหนุ่มคนแรกช่วงวัย 17-18 เธอต้องการยึดเหนี่ยวความรักนั้นไว้กับตัวเองให้ได้มากที่สุด จึงลงมือล่อลวงผู้หญิงที่ไปนอนกับแฟนของตัวเอง มาสังหารหลังโรงเรียน

เอาหินทุบกะโหลก ใช้ไม้แทงเข้าไปที่ช่องคลอดด้วยความโกรธสุดขีด แล้วถลกหนังหัว ทิ้งร่างไว้ เธอเก็บเศษกระดูกกระโหลกไว้เอาไปให้แฟนดู ‘ถ้าไปนอนกับผู้หญิงอื่น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอีก’ แล้วเก็บไว้ในกระเป๋าแจ๊กเก็ต จนถูกจับ”
เมื่อได้เจอกับแม่ของ Christa Pike โทชิเข้าใจเลยว่า สภาพแวดล้อมที่เธอเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างไร
จากใบหน้ามารดาที่ดูไร้เดียงสา ใต้หลังคาบ้านเกลื่อนไปด้วยยาเต็มโต๊ะ
บทสนทนาที่แม่ของเธอคุยกับแฟนคือ “เราจะหายาฯ สำหรับมื้อหน้ายังไงดี?”
เป็นหนึ่งในตัวอย่าง สภาพแวดล้อม ขาดแคลนความรัก ที่หล่อหลอมเยาวชนให้พิกลพิการทางใจ
โทชิ แอบห่วง ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในสหรัฐฯ เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีแนวโน้มว่าสังคมจะเอนเอียงไปกับกระแสใช้โทษประหาร ล่าสุดเขาจึง รณรงค์ระดมรายชื่อผ่านทาง https://www.mercyforchrista.org/petition เพื่อส่งให้ผู้ว่าการรัฐ ชะลอโทษนี้ไว้

สังคมแบบใด? ไทยแลนด์ ‘แดน 11’
หาคนรับผิด ‘ปิดคดี’ คือจบ
‘บางขวาง’ ไม่ต่าง
โทชิ ตัดภาพกลับมาไทย บอกเลยว่าเละเทะมาก พร้อมตั้งคำถามถึงความบ้าคลั่ง
สังคมแบบใด? ที่แค่ยัดเงินเอาโทรศัพท์เข้าไป สั่งแกรปฟู้ดจากข้างนอก หรือเรียกหญิงมาบริการได้
เขาขอส่งเสียงไปถึงแคนดิเดต พรรคการเมือง และว่าที่รัฐบาลชุดหน้า
“อยากให้นักการเมืองที่ชูเรื่องโทษประหาร ไปบางขวาง ดูการประหารชีวิตให้เห็นกับตา
เรือนจำเป็นภาพสะท้อนของสังคม เรือนจำเป็นแบบใด สังคมเป็นแบบนั้น”
ทั้งที่กระทรวงยุติธรรม อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ แต่เมื่อโทชิเข้าไปแล้วผู้คุมกลับห้าม
ซึ่งทางด้านแอมเนสตี้ฯ เองก็ตั้งคำถามว่า ยุติธรรมจริงหรือ ถ้าบางหลักฐานได้มาจากการทรมาน รวมถึงภาพที่เซ็ตไว้ ไม่อาจสะท้อนความจริง

คุยมาถึงตรงนี้ ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง ‘มือปืน’ ที่เข้าโรงล่าสุด นักการเมืองท้องถิ่น ฮั้วกับตำรวจ หาแพะมารับจบในคดีฆ่าคนตาย
“ตอนแรกคิดว่าหน้าที่ของตำรวจ คือการหาตัว คนก่ออาชญากรรมมาให้ได้ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นตำรวจทั่วโลกมีหน้าที่เดียวกัน คือ ‘ปิดคดี’
เขาจะบริสุทธ์หรือไม่ก็อีกเรื่องนึง บางคนถูกปักปรำว่าทำผิด เพราะ ‘ตำรวจกับอัยการ’ ฮั้วกัน ตำรวจก็อยากปิดคดี ได้เงินนำจับ ส่วนอัยการเอง มีหน้าที่แค่ ‘ว่าความให้ชนะ แล้วจะได้เลื่อนขั้น’ ปิดเคส หาคนมารับจบ”
คือเรื่องราวที่แค่รับฟังแล้วยังหดหู่
“แต่ว่า คนที่ทำหน้าที่ประหาร อาจไม่ใช่แค่เพชฌฆาต แต่เป็นพวกเราทั้งสังคมที่ดันหลัง ให้เข้าต้องไปทำหน้าที่นี้ เป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า เวลาที่ประเทศไทยใช้โทษประหาร คนไทยทั้งสังคมมีส่วนร่วม ด้วยการแต่งตั้ง ดันหลัง ให้เขาต้องทำหน้าที่นั้นแทนเรา
คุณกล้าฆ่าคนในนามความยุติธรรมไหม? สำหรับผม เป็นงานที่ไม่อยากทำ”

ไม่รอช้า เปิดภาพเตียงประหาร วิธีการที่ใช้ในไทยคือ ‘ฉีดยา 3 เข็ม’ สารเคมีเข็มแรก-เพื่อให้สงบ เข็มสอง-ทำให้หลับ เข็มสาม-ทำให้ตาย ให้กล้ามเนื้อในร่างกายหดตัว
แน่นอนว่า ‘หัวใจ’ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง ถูกบีบจนหยุดเต้น
เสียง ‘ปอด’ ที่ดังป็อบ! นั่นคือเสียงแห่งความตาย
เมื่อฝรั่งเศส รู้ว่าเราใช้สารเคมีนี้เพื่อทำให้คนตาย เขาจึงหยุดผลิต แต่เมื่ออินเดียผลิตตัวโคลนนิ่งของสารนี้
ปรากฏว่าเรานำมาใช้แล้ว ‘ไม่ตายจริง’ อยู่ในสภาพซอมบี้
“แต่ละประเทศต่างอวดอ้างกันว่า การประหารของเรามีเมตตา กรุณา มีอารยะ ศพอออกมาสวยกว่าที่อื่น
แต่ว่าเรามีวิธีการฆาตกรรมด้วยการการุณยฆาตจริงหรือ? การสังหารทุกอย่าง ไม่มีอารยะทั้งนั้น ไร้มนุษยธรรมเหมือนกัน”

เรามีมนุษย์กี่คนที่ต้องถูกสังหาร ในนามสงคราม
ในนามของศาสนา ในนามของยา
ในนามของความยุติธรรม ในนามของการเอาคืนให้เหยื่อ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวของคนที่ถูกประหาร ซึ่งต้องการแก้แค้น หลายคนฆ่าตัวตายตาม
สุดท้ายเขารู้สึกว่าถ้าเราอยากจะมีชีวิตต่อไป เขาต้องดีลกับความโกรธแค้น ความเกลียด เป็นภาระที่จะต้องหาวิธีปล่อยวาง แต่ถ้าครอบครัวผู้เสียหายเปลี่ยนใจได้ เขาจะเลือก ‘ต่อต้านโทษประหาร’
แต่ถ้าเขาออกตัว ก็อาจถูกเบลมชี้นิ้วจากสังคม ว่าไม่สนใจคนที่ตายไปหรอ ?
“เมื่อการประหารเกิดขึ้น เพื่อนๆ ในสังคมก็อาจจบอกว่า Congratulations! เพราะคนที่ฆ่าสมาชิกในครอบครัวคุณ ถูกประหาร คุณก็มูฟออนไปใช้ชีวิตต่อได้แล้ว ตำรวจอัยการก็จะบอกว่าปิดคดีได้แล้ว แต่ความเป็นจริงสำหรับผู้เสียหาย มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ไม่มีการช่วยเหลือทางด้านการเงิน สุขภาพจิต
หวังว่าทุกท่านจะได้เห็นความเป็นจริง ผมไม่ได้พูดเสริมเติมแต่ง” โทชิ ยืนยัน

เพราะ ตัวเขาเอง คือหนึ่งในเหยื่ออาชญากรรม
เมื่อครั้งอยู่นิวยอร์ก เขาเคยถูกคนเดินมาจับหัวไปโขกฟุตปาธอย่างแรง จนโคม่าไป 5 วัน หูข้างขวาไม่ได้ยินถาวร การทรงตัวและหายใจเปลี่ยนไป สมองข้างขวามีเนื้อตายเป็นจุดๆ
เมื่อเพื่อนมาเยี่ยมหลังฟื้น แล้วบอกว่า “จะตามตัวมาจัดการ ฆ่ามันซะ” เขาเลือกที่จะบอกเพื่อนว่า ไม่อยากให้ทำ เพราะเคยคุยกับครอบครัวผู้เสียหายหลายคน เราเปลี่ยนทัศนคติเวลามองแผลเป็นของตัวเองได้
เหมือนเคสผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งคนในครอบครัวถูกทำให้เสียชีวิตทุกคน แต่เธอลุกขึ้นมาทำงานในพื้นที่ เพื่อลดอาชญากรรมรอบบ้าน เลือกที่จะ ‘มูฟออนด้วยความรัก’
“ผมเลยเข้าใจว่า ถ้าเลือกทางแก้แค้น-เอาคืน ทั้งผมและครอบครัวก็ต้องจมอยู่กับความทุกข์ไปตลอด ถ้าผมเจอตัวคนที่ทำกับผม อยากจะคุย ชวนมากินข้าวเย็นด้วยซ้ำ เพราะผมรู้สึกว่าคนที่ก่อเหตุแบบนี้ ในชีวิตไม่เคยได้รับและรู้จักความรัก”
เป็นข้อที่ได้เรียนรู้ ไม่ตกหลุมพรางของการแก้แค้น-เอาคืน และนั่นคือ ‘ความยุติธรรมเชิงเยียวยา’ ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ความคุ้มคลั่งของสังคม
โปรดช่วยกัน ‘ตาสว่าง’ ไม่ถูกนักการเมืองหลอก
“เวลาได้ฟังนักการเมืองไทย
อยากเพิ่มโทษประหารให้มากกว่า 35 รายการ นี่คือความคุ้มคลั่งของสังคม”
เมื่อถามว่าช็อกไหม ในขณะที่ทั่วโลกรณรงค์ให้ยกเลิก ไทยกลับอยากใช้?
โทชิ ตอบทันควัน ‘นักการเมืองทั่วโลกก็เหมือนกัน สนใจแต่เรื่องของตัวเอง’
“ต้องการแค่รักษาอำนาจ ขยายอิทธิพลของตัวเอง แต่ไม่มีใครสนใจประชาชนของตัวเองจริงๆ ไม่มีใครสนใจอนาคตของประเทศตัวเอง”
เขามองว่า การใช้โทษประหาร มันป็นการดึงความสนใจของประชาชน ทำให้คนเห็นด้วย การลงโทษหลังเกิดอาชญากรรมแล้ว ไม่ได้ช่วยแก้ไขที่สาเหตุ
“ถ้านักการเมืองใส่ใจการลดปัญหาอาชญากรรมจริงๆ ต้องศึกษา ทำความเข้าใจต้นเหตุ อะไรคือ Redflag ที่ต้องดู จัดให้มีระบบเฝ้าระวัง ไม่ให้เกิดการข่มขืนหรือก่ออาชญากรรมนั้น อันนี้ถึงจะสามารถลดได้จริง” โทชิ ชี้แนะ

เมื่อแชร์ถึงข้อเท็จจริงที่ชวนคิดไม่ตก เมื่อในประเทศไทย คนที่หาเสียงเรื่องโทษประหาร หัวหน้าพรรคเองเคยเป็น ‘นักโทษคดีฆ่าข่มขืน’ ควรจะเริ่มต้นยังไงดี ?
โทชิ ถึงกับหลุดขำ ก่อนจะบอกว่า ถ้ารวมคนที่คอร์รัปชั่นเข้าไปด้วย เรือนจำบางขวางแตกแน่!
คงมีแต่นักการเมืองทุจริตที่ถูกส่งเข้าไปในนั้น
“ผมว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะแก้ไขปัญหาหรอก ถ้าเกิดได้รับเลือก จะใช้โทษประหารกับนักการเมืองโกงกิน กระตุ้นให้คนมาลงคะแนนให้เท่านั้นเอง แต่ถามว่าตัวเขาคอร์รัปชั่นไหม ผมว่ามีทั้งนั้น นักการเมือง”
อยากขอร้อง ให้คนตาสว่างกับการเลือกตั้ง ไม่อยากให้เป็นเหยื่อแคมเปญหาเสียงของนักการเมือง“ โทชิ ส่งเสียงถึงคนไทย
ในขณะเดียวกัน เราจะเห็นคอมเมนต์แนวสะใจ สนับสนุนกับการลงโทษอย่างรุนแรง เอาคนผิดมาประหาร กังวลไหมว่าจะสร้างความเห็นชอบกับ ‘วัฒนธรรมนิยมความรุงแรง’ แล้วคววรจะดีลกับมายด์เซ็ตนี้ในสังคม ได้อย่างไร ?
โทชิ บอกเลยว่า นักการเมืองกับประชาชน ก็ไม่รู้เรื่องการประหาร พอๆ กัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ การนำเสนอข้อเท็จจริง
“ในสังคม ย่อมมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่มี Awareness เลยเข้าใจไปว่า มันสามารถลดอาชญากรรมได้ ทั้งที่ถ้าเทียบสถิติประเทศที่ยกเลิกใช้โทษประหาร อัตราการก่ออาชญากรรมลดลง ซึ่งถ้าเราไม่ให้ข้อมูล ประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้
พูดสั้นๆ คือนักการเมือง ใช้เฟกนิวส์ สื่อต้องมีหน้าที่ไขความจริงให้กับสังคม
แต่ท้ายที่สุดผมคิดว่า ผมฆ่าคนไม่ได้ แล้วคุณล่ะ ฆ่าคนได้หรือเปล่า? ”

โทชิ มองว่า ถ้าเราตาต่อตาฟันต่อฟัน ยึดค่านิยม ‘ชีวิตแลกด้วยชีวิต’ ก็คงไม่มีใครเหลือรอดในโลกนี้
“ผมรักประเทศนี้ คนใจดี มีเมตตากับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ยกเว้นกรณีนี้ กลายเป็นเราละเว้นความใจดีกับโทษประหาร การใช้กระบวนการยุติธรรมแบบ ‘ลงโทษ’ สุดท้ายมันนำมาประเทศเราไปสู่อนาคตแบบใด?”
โทชิ เคยมาไทย ในปี 2523 ไปเจอ ครูประทีป ที่สลัมคลองเตย บอกเลยว่าประทับใจมาก ที่เปิดโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาส มันทำให้เราเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับทุกชีวิต ไม่ว่าคุณจะรวย จน เกิดและเติบโตมาแบบไหน ก็จะพยายามดูแลทุกคน
“ผมเข้าใจว่าภายใต้การเมือง สถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่การพยายาม จัดการปัญหาโดยใช้ความเมตตา ในกระบวนการยุติธรรมให้ได้มากที่สุด วิเคราะห์และจัดการปัญหาตั้งแต่รากเหง้า ใช้ความเป็นมนุษย์
น่าจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืนที่สุด และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับโลกด้วย”

อย่างไรก็ดี ประเทศไทย มีกฎหมายให้ประหารชีวิตได้แต่ ‘เรามีการประหารจริงน้อยมาก’ มองในเชิงนโยบาย เท่านี้เพียงพอหรือไม่ ในสังคมที่คนส่วนใหญ่สนับสนุนโทษประหาร ?
สำหรับ โทชิ มองว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าจะดีว่านั้น ไทยควรให้สัตยาบัน ในพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ 2 ของ ICCPR จึงจะทำให้เราไม่เกิดการประหารในทางปฏิบัติ
เพราะแม้จะเห็นแน้วโน้มพัฒนาการที่ดีด้านสิทธิมนุษยชน ไทยไม่ได้ประหารชีวิตมาหลายปี แต่ถ้าเราไม่ให้สัตยาบัน วันหนึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี
“คนที่เป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะสังหารนอกกระบวนการ หรือใช้การประหาร ผู้มีอำนาจสามารถหยิบมาใช้กำจัดคนเห็นต่างได้ทั้งนั้น” โทชิ ทิ้งท้ายฝากให้ทุกคนคิด วิเคราะห์
ซึ่งในปี 2567 เป็นครั้งแรกที่มีประเทศสมาชิก สหประชาชาติ สนับสนุนมติสมัชชาใหญ่ใน ‘ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้โทษประหาร’ มาถึง 2 ใน 3 (130 ประเทศ) แต่ไทยกับงดออกเสียง ซึ่งที่ผ่านมา 10 ปีก่อนหน้า เราคัดค้าน
ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องยกมือสนับสนุน
ถ้าเราสนใจอนาคตของประเทศ โปรดช่วยกัน ‘สร้างความตาสว่าง’ จะได้ไม่ถูกนักการเมืองหลอกลวง
อธิษฐาน จันทร์กลม – เรื่อง


