ปลุกตลาด ปั้นสตาร์ตอัพ ยุทธศาสตร์‘ปัตตานี’ กระจายรายได้ ดึงคนรุ่นใหม่‘กลับบ้าน’

23.03.26 | 13:00 น.

เมื่อพูดถึง ปัตตานี ภาพจำของใครหลายคนอาจยังคงอยู่กับคำว่าพื้นที่ความไม่สงบ

แต่ในอีกมุมหนึ่งเมืองชายฝั่งเล็กๆ ริมอ่าวไทยแห่งนี้ กำลังดำเนินชีวิตไปอย่างสงบภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก

มัสยิด วัด และศาลเจ้า ตั้งอยู่เคียงกันไม่ไกล เช่นเดียวกับชาวมุสลิม ชาวไทยพุทธ และไทยเชื้อสายจีน ที่ใช้ชีวิตร่วมกันผ่านศรัทธา อาหาร และประเพณีที่สืบทอดต่อกันมา

‘ชุมชนกือดาจีนอ’ พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกันของชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิมและไทยเชื้อสายจีน ที่ถูกพัฒนาจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

ยามเย็นของเดือนรอมฎอน พื้นที่บริเวณหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี บรรยากาศคึกคัก เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายอาหาร ‘ละศีลอด’

ขณะเดียวกัน ในอีกฟากหนึ่งของเมือง ย่านชุมชนจีนเก่าอย่าง กือดาจีนอ ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งในช่วงเทศกาลสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

Advertisement
‘ตลาดซงจื่อ’ แหล่งจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของชุมชน ในช่วงสำคัญอย่าง เทศกาลสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

แม้จะเป็นภาพของคนละวัฒนธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนเรื่องเดียวกัน คือการใช้ ‘ทุนทางวัฒนธรรม เป็นฐานในการสร้างรายได้’ หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของผู้คน โดยเฉพาะตลาดรอมฎอนซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้าขายชั่วคราว แต่ทำหน้าที่สำคัญในการกระจายรายได้สู่ผู้ค้ารายย่อย และเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตต้นน้ำในระดับชุมชนและหมู่บ้าน

ล่าสุด เครือข่ายหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี และภาคเอกชน จัดเวทีเสวนา ‘การปลุกปั้นตลาดรอมฎอน ซี.เอส.’

เพื่อผลักดันให้ตลาดแห่งนี้เป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถกลับมาทำงานในบ้านเกิดของตนเองได้

(จากซ้าย) รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ, ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา, ฟาตีเมาะ สะดียาม, เศรษฐ์ อัลยุฟรี และนนทวัชร์ คงเหมาะ ร่วมเสวนาการปลุกปั้นพัฒนาตลาดรอมฎอน ซี.เอส.

‘ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.’ ไม่เก็บค่าเช่า
เพิ่มโอกาสคนท้องถิ่น ตั้งเป้าเชื่อม ‘ซาอุฯ’

นนทวัชร์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ซึ่งแม้เป็นชาวไทยพุทธ แต่เข้าใจในวัฒนธรรมมุสลิมเป็นอย่างดี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของตลาดแห่งนี้ มาจากความตั้งใจของ อนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี ที่เล็งเห็นบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอน

เนื่องจากผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางเศรษฐกิจ จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดทางพื้นที่ค้าขาย จึงเปิดพื้นที่สนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดชั่วคราวช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่เก็บค่าเช่า

จากความตั้งใจเล็กๆ ที่ต้องการช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำมาหากิน ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จึงค่อยๆ เติบโตจนปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้า อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบ การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ

“จากความสำเร็จเมื่อปีที่แล้วที่มียอดขายสูงถึง 30 ล้านบาท มาปีนี้ สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือเรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน

ผมมองว่าถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็กได้ ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อ กี่สิทธิ มีการแบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ยังไงได้บ้าง

เราสามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่า เขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน เช่น 3 มื้อหรือ 2 มื้ออะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่า ซะกาต” นนทวัชร์เล่า

สำหรับเป้าหมายสูงสุดที่ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ท่านนี้ได้พูดคุยกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี คือ มุ่งหวังให้ตลาดแห่งนี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับ ไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฎอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรอมฎอนซาอุดีอาระเบีย

ด้าน อรรณพ เจ๊ะสุโหลง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. เสริมว่า ในปีแรกตลาดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากมีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งลานจอดรถที่เพียงพอ การเดินทางสะดวก รวมถึงการจัดให้มีพื้นที่ละหมาด ซึ่งสะท้อนความเข้าใจวิถีชีวิตของชาวมุสลิม

ขณะเดียวกัน ตลาดยังเปิดกว้างให้ผู้คนต่างศาสนิกชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในฐานะผู้ค้าและผู้บริโภค โดยมีการคัดเลือกผู้ค้าเพื่อไม่ให้สินค้าซ้ำกันมากเกินไป

พร้อมจัดโซนสินค้าอย่างชัดเจน เช่น โซนอาหารคาว หวาน และโซนอาหารพื้นถิ่นโบราณ อีกทั้งในแต่ละวันยังมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ค้าดูแลความสะอาดของพื้นที่ เพื่อรักษาสุขลักษณะและสร้างบรรยากาศที่น่าเดินสำหรับทุกคน

ภาควิชาการ หนุนวิจัย ชูต้นทุนทางอาหาร พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน

ไม่ใช่แค่ ‘พื้นที่เศรษฐกิจ’ แต่เป็นโซนแห่ง ‘ความสัมพันธ์’
ไม่ใช่แค่ ‘แข่งขัน’ แต่เป็นโอกาสของ ‘การให้’

จากนั้น มาพิจารณาภาพใหญ่ จากสายตาของ

พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่เป็นหญิงมุสลิมคนแรกของไทย มองว่า แม้ตลาดรอมฎอนจะกระจายอยู่ทั่วของจังหวัดปัตตานี แต่ความเป็นไปของ ‘ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.’ ซึ่งเกิดจาก 3 พลัง

คือ ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน บนพื้นฐานของการให้ จะนำพาโอกาสของการเรียนรู้ร่วมกัน

“โรงแรม ซี.เอส. เป็นผู้ให้ ที่ไม่ใช่แค่ให้แล้วให้เลย แต่ให้การต่อยอด การลงทุนตลาดเป็นเรื่องที่ใช้ปัจจัยหลายอย่างมาก แต่การที่ใครคนหนึ่งให้คน 200 กว่าคนมีพื้นที่ในการทำมาหากิน โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ สิ่งนี้เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่มาก

ในจังหวัดปัตตานีเรามีหลักคิดไว้อย่างหนึ่งคือ ปัตตานีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในแนวทาง เราไม่ได้ทำมาใหญ่โตมโหฬาร เราทำแบบเรียบง่าย แต่พี่น้องประชาชนเข้าถึง สามารถมีส่วนร่วมและสามารถใช้โอกาสเหล่านี้ เพื่อสร้างและขยาย ต่อยอดทางการตลาด สร้างเสถียรภาพของผู้คนของเราที่มีอยู่” ผู้ว่าฯปัตตานีกล่าว

ด้าน เศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี มองว่า เดือนรอมฎอนไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาของศาสนกิจ แต่ยังเป็น โอกาสของผู้คนในการปรับตัวและทำความดี

ตลาดรอมฎอนทำให้เห็นทั้งคนขายและคนซื้ออยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ใช่แค่เรื่องการละศีลอดหรือการทำศาสนกิจ แต่คือ ‘การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ’

แม้ผู้ค้าจะมีจำนวนมาก แต่ไม่ได้มุ่งแข่งขันกันเพียงอย่างเดียว กลับมี ‘การให้’ เกิดขึ้นตลอดเวลา

“ถ้าคิดมูลค่าหรือรายได้ทางธุรกิจ ตลาดรอมฎอน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ ไม่ได้เอาเปรียบคนซื้อ มีการแถมให้ด้วยซ้ำ อันไหนที่ขายไม่หมดเขาก็จะบริจาค” เศรษฐ์เล่า ก่อนทิ้งท้ายว่า

ภาพของตลาดจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่เศรษฐกิจ แต่เป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ ที่ผู้คนต่างศาสนาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ไม่ใช่แค่มุสลิม แต่คนไทยพุทธ หรือคนเชื้อสายจีนเองก็รอเดือนนี้ เพราะอยากทำอาหารพื้นบ้านมาขาย

จึงเป็นพื้นที่ของทุกคนจริงๆ

บรรยากาศการจับจ่ายของพี่น้องชาวมุสลิม ที่ตลาดรอมฎอนซีเอส

บพท.ย้ำ ‘นี่คืออนาคตผู้ประกอบการท้องถิ่น’
ถ้าไม่แก้วิกฤต เดือดร้อนสุดคือ ‘ครัวเรือนเปราะบาง’

ขณะที่ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะในบริบทของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและภัยพิบัติ

ว่าถ้าเราไม่ทำอะไร คนที่เดือดร้อนที่สุดคือครัวเรือนเปราะบาง

เพราะฉะนั้น คำตอบคือ ‘การสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง’ และต้องทำอย่างมีข้อมูลและทิศทาง

“พอมันเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น มีความจำเป็นที่ทั้งรัฐพื้นที่ท้องถิ่นและนักวิชาการ ต้องไปหนุนเสริม โครงสร้างภาคการผลิต ผู้ประกอบการมีอะไรที่ยังขาดแคลน องค์ความรู้ เทคโนโลยี

เรามีภาควิชาการ ภาครัฐก็จะลงทุนถูกหลัก ถูกตัว

ผมย้ำอีกครั้งว่านี่คืออนาคตของเศรษฐกิจท้องถิ่น นี่คือนาคตของผู้ประกอบการท้องที่ อนาคตของลูกหลานเรา เขาได้อยู่และดูแลครอบครัวในพื้นที่ ไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐาน สิ่งนี้คือการสร้างระบบเศรษฐกิจ ในพื้นที่

ฝากฝังทุกคน และฝากแล้วไม่ใช่ตัวเองหาย เราจะมาช่วยกันทุกคน เป็นสัญญาประชาคม” ดร.กิตติย้ำ

ด้านนักวิชาการอย่าง รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ เผยว่า ม.อ.ปัตตานี ได้เข้ามาหนุนเสริมการบริหารจัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการตลาด ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลผู้ค้า ระบบลงทะเบียนล่วงหน้า และการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ยังเป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษา จากมหาวิทยาลัย ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง

เช่น การให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย และการประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชน อีกด้วย

“การออกแบบต้องใช้คนในพื้นที่ เพื่อดูข้อมูลว่าควรจะเป็นอย่างไร เหมือนของ ซาลีฮะห์ เจะนา นักศึกษาฝึกงาน สื่อคอนเทนต์ตลาดปีที่ 2 ที่สนใจเรื่องของตลาดอยู่แล้ว จึงได้ดูแลในเรื่องของการใช้คลิปเป็นตัวสื่อสารให้กับผู้ประกอบการ

และมี อามีเนาะห์ สาแม นักวิชาการคอมพิวเตอร์ สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่เป็นผู้ช่วยออกแบบระบบให้กับตลาดรอมฎอน ซี.เอส. นี่คือสองคนที่อยู่เบื้องหลังของอาจารย์” รศ.ดร.จรีรัตน์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

สตาร์ตอัพ ‘ทุนวัฒนธรรม’
จุดประกายคนยุคใหม่ ‘กลับบ้าน’

นอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านตลาดรอมฎอนแล้ว

ปัตตานียังมีอีกหนึ่งพลังสำคัญ นั่นคือ ‘การใช้ทุนทางวัฒนธรรม ฟื้นชีวิตย่านชุมชน’

โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนชาวจีนเก่าแก่ อย่าง ‘กือดาจีนอ’

อรรถพร อารีหทัยรัตน์ หรือ ‘ครูมะ’ พาเดินสำรวจย่านกือดาจีนอ ชุมชนตลาดจีน พร้อมเล่าว่า พื้นที่แห่งนี้เคยเงียบเหงา เนื่องจากคนรุ่นใหม่ย้ายถิ่นฐานออกไปทำงานในเมืองใหญ่จำนวนมาก จนกระทั่งมีโครงการวิจัยจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี เข้ามาช่วยจุดประกายการพัฒนา

ณัฏฐ์วิริยา พฤกษวัลต์ นักวิชาการอุดมศึกษาชำนาญการ หัวหน้าสำนักงานบริหารคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดจากคำถามสำคัญของคนในชุมชน ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกหลานที่ออกไปเรียนหรือทำงานในเมืองใหญ่กลับบ้าน

จึงเริ่มต้นโครงการในลักษณะ ‘สตาร์ตอัพชุมชน’ เพื่อชวนคนรุ่นใหม่ที่ไปอยู่กรุงเทพฯ ให้กลับมาคิดถึงบ้าน โดยใช้ความรู้ด้านศิลปกรรม ทั้งการวาดภาพและงานสร้างสรรค์ มาถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชน

แม้กิจกรรมในช่วงแรกจะจัดขึ้นเพียงวันเดียว แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเฟซบุ๊ก ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองบ้านเกิดของตนเองมากขึ้น

ต่อมาในปี 2561 หน่วยงานภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูพื้นที่มากขึ้น ซึ่งทีมงานได้ตั้งคำถามกลับไปยังชุมชนอีกครั้งว่า นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ชุมชนต้องการจริงๆ คืออะไร?

คำตอบที่ได้ คือ ‘การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน’ ด้วยองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมที่มีอยู่ ทั้งทัศนศิลป์ ประยุกต์ศิลป์ และแฟชั่น จึงนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทุนวัฒนธรรม

ภายใต้งบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

“เดิมทีมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นตลาดวัฒนธรรมที่ครอบคลุมทั้งอาหาร ประเพณี และสิ่งของมงคล แต่ด้วยข้อจำกัดในบางด้าน จึงต้องปรับแผนสู่การพัฒนา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแทน จึงได้เปิดพื้นที่ตรงนี้เป็นแหล่งจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของชุมชน

จนกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่มีการเปิดใช้งานในช่วงเทศกาลสำคัญอย่าง งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-6 มีนาคมที่ผ่านมา” ณัฏฐ์วิริยาเล่า

ปัตตานีวันนี้ จึงเป็นเมืองที่ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างเรียบง่าย ผ่านตลาด ชุมชน และผู้คนที่พยายามรักษาวิถีของการอยู่ร่วมกันเอาไว้

และนี่อาจเป็นหมุดหมายที่ดีในการเปลี่ยนภาพจำของความไม่สงบ สู่อีกเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล