พสกนิกรหลั่งน้ำตา ถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ปักหลัก รพ.จุฬาฯ น้อมส่งพระผู้เป็นที่รัก

12.06.26 | 13:16 น.
เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พสกนิกรชาวไทย เดินทางร่วมแสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่รพ.จุฬาฯ  ด้วยความโศกเศร้า เผย การสูญเสียครั้งใหญ่ที่เรายังมิอาจยอมรับ

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ – เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน บรรยากาศที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ภายหลังประกาศสำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ยังความโศกเศร้าสู่พสกนิกรชาวไทย ที่ทราบข่าวทยอยเดินทางร่วมแสดงความอาลัย กันอย่างต่อเนื่อง โดยถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ มาร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ท่าน โดยเฉพาะพระรูปที่เป็นความประทับใจ และเป็นความทรงจำของพสกนิกรแต่ละคน บรรยากาศเป็นไปด้วยความอาลัย

ขณะเดียวกันที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ยังได้มีการขึ้นพระรูป พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พร้อมระบุข้อความ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ บนจอ LED โดยมีพสกนิกรชาวไทย บางส่วน ร่วมถ่ายภาพกับพระรูปด้วยความโศกเศร้า

นางอรชร ตรีทอง อายุ 62 ปี เผยว่า เมื่อตนเองรู้ข่าวว่าพระองค์ท่านพระอาการไม่ดี จึงรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ของเมื่อวานนี้ (11 มิถุนายน 2569 ) และมานอนที่โรงพยาบาล เพื่อรอฟังข่าวดี โดยมีความหวังว่าท่านคงไม่ทิ้งพวกเราไปเหมือนเดิม เพราะทุกครั้งท่านไม่เคยทิ้งพวกเราไปไหน แต่เมื่อตนทราบข่าวรู้สึกจุกในอก เสียใจ และความหวังของพวกเราไม่มีอีกแล้ว ตนคงไม่ได้มาที่นี้ เพื่อให้กำลังใจพระองค์ท่านอีกแล้ว

นางอรชร บอกอีกว่า เมื่อตอนพระพันปีหลวงเราสูญเสียโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว หลังจากนั้นเราสวดมนต์ภาวนากันทุกวัน ว่าขอให้พระองค์ท่านอยู่กับพวกเราอีกนาน ๆ แต่แล้วพระองค์ท่านก็ทิ้งเราไป

Advertisement

ส่วนตัวตามรับเสด็จพระองค์ท่านตลอด และมีโอกาสที่พระองค์ท่านได้มอบพระหัตถ์ให้ เราวางไว้บนหัวของเรา สิ่งนั้นทำให้ตนประทับใจในตัวพระองค์ท่าน เพราะถือว่าเป็นที่สุดของชีวิต และมงคงของชีวิต ตนรักพระองค์ท่าน ที่พระองค์ท่านไม่ถือตัว และรักที่พระองค์ท่านรักประชาชนของพระองค์

“ตอนนี้ท่านน่าจะอยู่กับพระพันปี ไปอยู่กับพระพันปี และราชการที่ 9 แล้ว” นางอรชรกล่าว

เพราะฉะนั้นครั้งนี้ถือว่า เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่เราไม่ยอมรับ แต่พวกเราจะจงรักภักดีกับสถานบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป พระองค์ท่านไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะไม่ทอดทิ้งสถาบันของพระองค์

ขณะที่ นางธันยพร อร่ามเมฆา อายุ 66 ปี เผยว่า ตั้งแต่รู้ข่าวว่าพระองค์ท่านพระอาการไม่ดี ตนจึงเดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก่อนที่จะกลับบ้านและกลับมาใหม่อีกครั้งหลังทราบประกาศข่าวจากสำนักพระราชวัง

นางธันยพร บอกอีกว่า ตนคิดถึงพระองค์ท่าน คิดถึงพระจริยะ พระอริยาบท คิดถึงทุกอย่างที่พระองค์ท่านได้เคยให้เราได้พบเห็น พบเจอด้วยตัวเราเอง ทุกครั้งที่เราบอกรักพระองค์ท่าน ท่านมักจะขอบคุณ และถามตนว่าทานอาหารหรือยัง และเมื่อตนไปถวายพระมาลัยกร ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านจะเดินมาหา และบอกตนว่า ป้าคะ รอพ่อหนูหน่อยนะคะ เดี๋ยวพ่อหนูมาค่ะ สิ่งนี้สะท้อนขึ้นมาทำให้เราคิดถึงพระองค์ท่าน พระกริยา พระอริยะ ที่ได้ทำให้เราเห็นและเราประทับใจ และตราบชีวิตเราจะหาไม่เมื่อนั้นเราถึงจะลืมพระจริยะอันงดงามที่พระองค์ท่านได้ทรงมอบให้เรา

“ข้าพเจ้าเป็นพสกนิกรที่รัก และเทิดทูนพระองค์ท่านมาตั้งแต่พระองค์ท่านตอนยังวัยเยาว์ ที่ข้าพเจ้าได้ชื่นชม และทุกครั้งที่ได้มาเจอพระองค์ท่านก็จะจำตรงนี้ไว้ตราบนานเท่านานและขอให้พระองค์ท่านไปเป็นเทวดาบนสวรรค์ ไปอยู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ให้ท่านไปอยู่ด้วยกันทั้ง 3 พระองค์และมองลงมาดูพสกนิกรของพระองค์ท่านทุกๆคน ”

ส่วนด้าน นางกาญจนิตย์ สุวรรณโน อายุ 58 ปี เล่าว่า ตนกำลังเดินทางไปทำงานและทราบข่าวเศร้านี้ จึงรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ทันที โดยตั้งใจจะมาร่วมถวายความอาลัยต่อพระองค์ท่าน

ส่วนตัวรักพระองค์ท่าน เพราะสถาบันมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่คู่ประเทศไทยและอยู่กับสายเลือดของตน ตอนนี้ตนรู้สึกเสียใจเมื่อเห็นภาพที่พระองค์ท่านคอยดูแลประชาชน และเมื่อประชาชนเดือดร้อนพระองค์ท่านก็ได้คอยไปช่วยเหลือ

ส่วนตัวเคยเข้าเฝ้าพระองค์ท่านที่วัดพระแก้ว ซึ่งตอนนั้นใกล้ชิดมากเพราะตอนนั้นท่านเดินลาดพระบาทกับที่ประชาชนนั่ง แม้พระองค์ท่านจะไม่เคยตรัสอะไรกับตน แต่ก็ได้เห็นพระองค์ท่านยิ้มและโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชน

ทางด้าน น.ส.สิทธินี ดำรงทรงพร อายุ 65 ปี กล่าวว่า ตนเดินทางมาจาก พระประแดง สมุทรปราการตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 12 มิถุนายน 2569 หลังจากได้ทราบข่าวจากเพื่อน ก็มาเฝ้าที่โรงพยาบาลจุฬาเลย ซึ่งอยู่ถึงประมาณตี 2 ก็เดินทางกลับบ้านเพื่อไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็กลับมาโรงพยาบาลใหม่อีกครั้งนึง ซึ่งที่ผ่านมา ตนมักจะไปเข้าเฝ้าเสด็จอยู่บ่อยครั้ง ทำแบบนี้เป็นระยะเวลา 10 กว่าปีแล้ว เพราะต้องการถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน

ส่วนตัวแล้วเคยได้เจอกับพระองค์ท่าน และได้ให้ท่านเป็นลงบนพระรูปด้วย ตอนนั้นดีใจมาก ๆ ที่ได้ มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่าน โดยส่วนตัวรู้สึกชื่นชมพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก มีความวิริยะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร เก่ง และ กตัญญู ท่านไปศึกษาเรื่องกฎหมาย แล้วก็มาดูแลประชาชน ส่วนที่ทำให้ประทับใจในตัวพระองค์ท่านคือมีครั้งนึงที่ตนไปเฝ้าเสด็จ และในขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเซซึ่งพระองค์ท่านก็รีบเข้าไปประคองพระบิดาอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนที่เห็นภาพนั้นก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีคำสอน ในหลายหลายคำสอนที่ตนนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ทั้งนี้ ทั้ง 4 คน จะปักหลักรอฟังหมายกำหนดการเคลื่อนพระบรมศพ เพื่อเตรียมตัวส่วพระองค์ไปยัง พระบรมมหาราชวัง และมีความตั้งใจที่จะไป เข้าถวายน้ำศพและถวายสักการะพระศพของพระองค์ท่านด้วย