ย้อนพระดำริ พระองค์ภาฯ จุดกำเนิดมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) น้ำพระทัยช่วยประชาชน ยามบ้านเมืองวิกฤต

12.06.26 | 20:10 น.

สภากาชาดไทย ย้อนพระดำริ พระองค์ภาฯ จุดกำเนิดมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) น้ำพระทัยช่วยประชาชน ยามบ้านเมืองวิกฤต น้ำท่วมใหญ่ปี’38

 

ภายหลังสำนักพระราชวัง ออกประกาศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47 เมื่อเวลา 19.48 น. วันที่ 11 มิถุนายน ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

อ่านอาลัยทั้งแผ่นดิน ประกาศ สำนักพระราชวัง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภากาชาดไทย Thai Red Cross Society โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า 

“ฉันอยากไปช่วยหรือชี้แจงให้พวกเขาเข้าใจ แต่กลัวคนอื่นจะว่าฉันซ่า”

Advertisement

ในยามที่บ้านเมืองต้องเผชิญกับอุทกภัยและภัยพิบัติครั้งใหญ่ ภาพของถุงยังชีพพระราชทานและเจ้าหน้าที่อาสาที่หลั่งไหลเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชน คงเป็นภาพที่พวกเราคุ้นตากันเป็นอย่างดีภายใต้ชื่อ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย”

แต่รู้หรือไม่ว่า… จุดเริ่มต้นของความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่นี้ เกิดขึ้นจากน้ำพระทัยและพระวิริยอุตสาหะของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะองค์ประธานมูลนิธิฯ ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2538 อิทธิพลของพายุโอลิสทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหนุนสูงถึง 2.27 เมตร ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและถนนสายสำคัญในกรุงเทพมหานครยาวนานถึง 2 เดือน ปัญหาการจราจรที่เป็นอัมพาตทำให้ภาครัฐต้องนำกระสอบทรายมาทำคันกั้นน้ำ

แต่การกั้นน้ำในครั้งนั้น กลับกลายเป็นการกักน้ำซ้ำเติมให้ผู้ประสบภัยริมแม่น้ำต้องจมน้ำสูงขึ้นและใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ในขณะที่พื้นที่ถัดไปกลับใช้ชีวิตได้ตามปกติ ความเครียดและรู้สึกขาดที่พึ่งทำให้ประชาชนเกิดการปะทะ ยื้อแย่งกระสอบทราย และทะเลาะวิวาทกันจนกลายเป็นข่าวดังผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในค่ำคืนวันที่ 28 ตุลาคม 2538

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ (ในขณะดำรงพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) ทอดพระเนตรข่าวด้วยความห่วงใยราษฎร ทรงมีรับสั่งว่าอยากเสด็จไปช่วยอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ “ฉันอยากไปช่วยหรือชี้แจงให้พวกเขาเข้าใจ แต่กลัวคนอื่นจะว่าฉันซ่า”

และในคืนวันนั้นเอง พระองค์ทรงตัดสินพระทัยเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานคำแนะนำและพระบรมราโชบายในการปฏิบัติพระองค์และการเจรจากับราษฎรที่กำลังเครียด

วันที่ 29 ตุลาคม 2538 รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เสด็จแทนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมทันที พระองค์ทรงทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ รับน้ำใจและสิ่งของจากประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อนำไปส่งต่อและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วม เป็นการเกื้อกูลกันแบบ “เพื่อนพึ่งพาซึ่งกันและกัน” ส่งผลให้เหตุการณ์ที่ตึงเครียดในวันนั้นสงบลงได้ด้วยความละมุนละม่อม

นั่นคือจุดกำเนิดของ โครงการอาสา “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” ที่พระองค์ทรงร่วมกับ สำนักงานอาสากาชาด สภากาชาดไทย ขับเคลื่อนต่อเนื่องมา จนกระทั่งจัดตั้งเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ

มูลนิธิฯ ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน” ไม่เพียงแต่บรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าด้วยถุงยังชีพหรือข้าวกล่องพระราชทานในยามเกิดภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังเน้นการระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม และจิตสาธารณะ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ การพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้ประสบภัยอย่างครบวงจร ให้ชุมชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างยั่งยืน

แม้ในวันนี้ องค์ประธานผู้ทรงเป็นที่รักจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่น้ำพระทัยและแนวพระดำริที่ทรงสร้างไว้ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จะยังคงทำหน้าที่เป็นเสมือน “เพื่อน” ที่คอยโอบอุ้มและอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทยในยามทุกข์ยากตลอดไป

สภากาชาดไทย ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ข้อมูลจาก พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุสภากาชาดไทย