อาจารย์ธงทองเล่าประสบการณ์ พระมหากรุณาธิคุณจากเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

12.06.26 | 22:36 น.

อาจารย์ธงทองเล่าประสบการณ์ พระมหากรุณาธิคุณจากเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ และอดีตข้าราชการระดับสูง เขียนรำลึกถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ความว่า ต้นเดือนธันวาคม ปี 2521 ขณะเมื่อผมเรียนหนังสืออยู่ที่นิวยอร์ก ผมได้รับทราบข่าวจากเมืองไทยว่า พระเจ้าหลานเธอพระองค์แรกในรัชกาลที่เก้าประสูติแล้ว ข่าวมงคลอย่างนี้ทำให้ผมซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งมีความปีติยินดีเป็นธรรมดา ความปลาบปลื้มนี้ถึงขนาดที่ทำให้ผมขยันแต่งบทประพันธ์เป็นกาพย์ยานีเพื่อถวายพระพรส่งมาลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย ซึ่งมีคอลัมน์ส่งเสริมงานประพันธ์ประเภทนี้เลยทีเดียว

อีกสิบกว่าปีต่อมา ในเดือนเมษายน ปี 2534 ระหว่างที่ผมทำวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต พระเจ้าหลานเธอพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ (พระอิสสริยยศในขณะนั้น ) พระชนนี เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นและเสด็จมาเมืองเกียวโตด้วย เป็นธรรมดาอีกเหมือนกันที่ผมจะไปเฝ้ารับเสด็จและทั้งสองพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเหนือเกล้าฯผมเป็นอย่างยิ่ง เช่น บ่ายวันหนึ่ง “พระองค์ภาฯ” อยากเสด็จทอดพระเนตรร้านขายสุนัขข้างโรงแรม “พระองค์โสมฯ” ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ผมซึ่งเป็นชาวเมืองเกียวโตตัวปลอมตามเสด็จพระองค์ภาฯ ไปด้วย ปรากฏว่าวันนั้นทรงเลือกซื้อลูกสุนัขมาได้สองตัว และเมื่อเสด็จกลับเมืองไทยแล้วยังโปรดคุณข้าหลวงติดต่อฝากผมซื้อลูกบอล เพื่อส่งมาถวายสำหรับประทานให้ลูกสุนัขเคี้ยวเล่นเวลามันเขี้ยว เหตุการณ์ช่วงนั้นเองที่ทำให้ทรงรู้จักผมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นต้นทางให้ผมได้รับพระกรุณาธิคุณอีกนานปีสืบมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังที่ทรงเลือกเรียนวิชากฎหมาย และทรงทำงานในสายงานกฎหมายหรือสายงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทรงเป็นพนักงานอัยการ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสบรรยายถวายเมื่อทรงเข้าเรียนในหลักสูตรอัยการผู้ช่วย หรือทรงเป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงเวียนนา ขณะเดียวกันกับที่ทรงเป็นทูตประจำสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติดที่กรุงเวียนนาอีกตำแหน่งหนึ่งพร้อมกันด้วย

Advertisement

ด้วยหน้าที่การงานของผมที่อยู่ในสายงานที่เกี่ยวข้องกับพระภารกิจ ทำให้ผมมีโอกาสได้เฝ้าแหนและได้รู้เห็นพระกรณียกิจที่ทรงทำงานด้วยพระปรีชาสามารถและความตั้งพระทัยเต็มเปี่ยมที่จะยังประโยชน์ให้กับคนไทย ประเทศไทยรวมถึงประชาคมระหว่างประเทศด้วย บางโอกาสผมได้เห็นความเป็นเจ้านายนักกฏหมายและนักการทูตมืออาชีพที่ต้องทรงรับมือกับเรื่องบางเรื่องที่ไม่ง่ายเลย แต่ก็ทรงผ่านพ้นความยากลำบากเหล่านั้นไปได้ด้วยความสามารถเฉพาะพระองค์อย่างแท้จริง

ในเดือนกันยายนปี 2551 เมื่อผมจะย้ายจากหน้าที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรมไปรับราชการเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผมควรกราบทูลเพื่อทรงทราบว่าจะเปลี่ยนหน้าที่ไปอยู่หน่วยอื่นแล้ว แต่ความตั้งใจที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างถวายสุดแต่จะทรงพระเมตตาใช้สอยยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อนำความขึ้นกราบทูลขอเข้าเฝ้า ทรงพระกรุณาโปรดให้ผมไปเฝ้ากราบทูลลาที่วัดป่าบ้านตาดหรือวัดเกษรศีลคุณ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นที่พำนักของหลวงตาพระมหาบัว ซึ่งวันนั้นจะเสด็จไปทรงถวายสักการะหลวงตาพระมหาบัวเป็นการส่วนพระองค์ ทำให้ผมพลอยได้ฟังคำสอนจากพระเถระผู้ใหญ่รูปนั้นไปด้วย และได้เห็นด้วยตาของตัวเองว่า “ พระองค์ภาฯ” ทรงสนพระทัยในการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและได้ทราบต่อมาในภายหลังอีกว่า ทรงพยายามปลีกเวลาไปทรงปฏิบัติธรรมในสำนักที่ทรงเคารพเลื่อมใสเท่าที่โอกาสและพระภารกิจที่แสนมากมายจะเอื้ออำนวยได้ ตัวอย่างเช่นที่วัดบ้านใหม่สันติ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และเมื่อทรงพบว่าห้องสมุดของโรงเรียนวัดบ้านใหม่สันติ ซึ่งอยู่ติดกับวัดอยู่ในสภาพที่ควรปรับปรุงยกใหญ่ได้แล้ว ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ผมและเพื่อนข้าราชการจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาไปช่วยกันพัฒนาห้องสมุดดังกล่าวเพื่อให้ใช้การได้ดีสมประโยชน์ ผมจำได้แม่นยำว่า พรรคพวกจากที่ทำงานของผมปลาบปลื้มและยินดีมากที่ได้ร่วมกันสนองพระคุณในงานตามพระดำริเพื่อการศึกษาคราวนั้น

ยิ่งวันเดือนปีผ่านไป ถึงรัชกาลปัจจุบัน จาก “พระองค์ภาฯ” ทรงเปลี่ยนพระอิสริยยศเป็น “ทูลกระหม่อมภาฯ” ผมยิ่งมีโอกาสได้เห็นพระอัธยาศัยและพระจริยวัตรที่ทำให้คนอย่างผมมีความสุขแบบอิ่มเอิบหัวใจ บางครั้งเมื่อทรงมีเรื่องสงสัยหรือมีพระดำริบางอย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทรงทราบว่าอยู่ในแวดวงความสนใจของผม ท่านจะทรงพระเมตตาสอบถามข้อมูลและความเห็นจากผมว่าเรื่องเป็นอย่างไรหรือผมเห็นอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งทรงมีพระทัศนะหรือพระดำริเพิ่มเติมด้วย เป็นการสื่อสารสองทางที่สนุกมาก เมื่อมีพระปุจฉามาอย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นโอกาสให้ผมได้ทำการบ้านค้นข้อมูลเพื่อส่งถวายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ลองนึกดูสิครับว่าเมื่อได้เห็นว่าเจ้านายท่านสนพระทัยในเรื่องที่เป็นความรู้ของบ้านเมืองอย่างนี้ ผมจะดีใจสักเพียงไหน

บางวาระ ในหน้าที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผมเป็นรองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ด้วยคนหนึ่ง นอกจากเรื่องการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยจากน้ำท่วมแล้ว ยังทรงขยายขอบเขตของการทำงานของมูลนิธิฯ ไปจนถึงเรื่องการป้องกันน้ำท่วมด้วย ครั้งหนึ่งต้นปี 2565 ผมมีโอกาสได้ตามเสด็จไปที่อ่างเก็บน้ำแม่ปะยาง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เพื่อทอดพระเนตรระบบกักเก็บน้ำและการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่บริเวณนั้น กว่าจะทอดพระเนตรและทรงพูดคุยหารือกับผู้เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาใกล้บ่ายโมงแล้ว นับว่าเลยเวลาอาหารมื้อกลางวันไปพอสมควร จากอ่างเก็บน้ำแห่งนั้นได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งไปร้านอาหารที่อยู่ห่างไปอีกพอสมควร เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเทียบหน้าร้าน ทอดพระเนตรเห็นราษฎรจำนวนหนึ่งนั่งรอชมพระบารมีอยู่ใต้ร่มไม้ริมถนนอีกฝั่งหนึ่ง ผมซึ่งอยู่ในรถอีกคันที่ตามอยู่ในขบวน ได้เห็นทูลกระหม่อมภาฯ เสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่งแล้วรีบทรงพระดำเนินข้ามถนนไปมีรับสั่งทักทายกับผู้คนจำนวนนั้นแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน และผมคิดว่าแม้กระทั่งประชาชนจำนวนนั้นก็ไม่คิดเหมือนกันว่าท่านจะเสด็จไปทัก เพราะหลายคนคงนึกในใจว่าเพียงได้ชมพระบารมีอยู่ในสายพระเนตรก็เป็นที่ชื่นใจแล้ว เมื่อทรงทักทายผู้คนทั่วถึงแล้วจึงเสด็จกลับมาที่ร้านอาหาร ตรงบริเวณทางเข้าร้านมีสมุดลงนามลูกค้าที่จะต้องระบุชื่อและวันเวลาที่ใช้บริการ เพราะช่วงนั้นโรคโควิดเพิ่งคลายความรุนแรงลงไปแต่ยังวางใจไม่ได้ แทนที่ทูลกระหม่อมจะทรงพระดำเนินผ่านสมุดเล่มที่ว่านี้ไปเข้าโต๊ะเสวย ท่านกลับหยุดแล้วลงพระนามพร้อมกรอกข้อมูลในสมุดเล่มดังกล่าวครบถ้วนทุกรายการ ทรงระบุเวลาเสด็จเข้าร้านด้วยว่าเป็นเวลา 13:30 น. ผมซึ่งเดินตามมาอดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพและอิจฉาร้านอาหารแห่งนั้นว่าโชคดีเสียจริงๆ ที่เจ้านายทรงพระกรุณาลงพระนามในสมุดลูกค้าของร้านไว้เป็นหลักฐานและเป็นสมบัติที่ล้ำค่าเช่นนี้

พระกรุณาธิคุณที่เจ้านายพระองค์นี้พระราชทานให้กับผมมีมากมายเล่ากันไม่รู้จบ มีตั้งแต่เรื่องใหญ่ไปจนถึงเรื่องเล็ก แม้กระทั่งเรื่องอาหารการรับประทาน ครั้งหนึ่งเมื่อทอดพระเนตร Facebook ของผมแล้วเห็นน้องชายของผมทำสตูลิ้นวัว ก็ทรง “คอมเม้นท์” มาทักและเป็นต้นทางให้ผมมีโอกาสได้จัดสตูลิ้นวัวสูตรบ้านผมไปถวาย ผลปรากฏว่ารสชาติเหมือนกับที่เคยเสวยเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงชมเชยว่าอร่อยถูกพระโอษฐ์ ทำให้น้องชายผมซึ่งเป็นเจ้าของฝีมือตัวจริงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่รู้จบเลยทีเดียว

ตั้งแต่ได้ทราบข่าวจากแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังว่า ทูลกระหม่อมภาฯ มีพระอาการประชวรมาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ปี 2565 ใจผมก็เหมือนกับใจของคนไทยทุกคน คือ มีแต่ความเป็นห่วงและเฝ้าถวายพระพรให้เจ้านายของเราพระองค์นี้ทรงมีพระอนามัยกลับแข็งแรงดังเดิม แต่แล้วในที่สุด ความเศร้าโศกเสียใจของผมพร้อมกับคนทั้งประเทศก็เกิดขึ้นจนได้ในวันนี้ ใจของผมอดนึกไม่ได้เลยว่า ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เสด็จมาเพียงชั่วครู่ให้เราได้ชื่นใจและทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจน้อยใหญ่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองและผู้คนจำนวนมาก เมื่อหมดเวลาช่วงสั้นที่เหมือนฟ้าแลบให้แสงสว่างเพียงวูบเดียวแล้วท่านก็เสด็จกลับสวรรค์ซึ่งเป็นที่สถิตของท่านมาแต่เดิม ละไว้เบื้องหลังแต่พระกิตติคุณที่แสนงดงามเปรียบเสมือนสายสร้อยเพชรเม็ดใหญ่ประดับบ้านเมืองและจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

วิปโยคเศร้าโศกซึ้ง ถึงสวรรค์
ทูลกระหม่อมละสยามขัณฑ์ เสด็จฟ้า
คืนสู่ทิพสถานอัน สถานสถิต เดิมนา
มาโปรดมาเกื้อหล้า ครู่แล้วลับหาย

เหมือนสายฟ้าสว่างขึ้น แวบเดียว
จิตพสกยังยึดเหนี่ยว นอบน้อม
หวังพึ่งพระบารมิศเทียว ถนอมโลก
เมื่อพระลับทุกหน้าย้อม หย่อมน้ำตาเรียง

เผดียงพระกุศลท่านสร้าง เสมอมา
ประชุมกับกุศลประชา ร่วมร้อย
พระพัชรกิตติยาภา พูนพระเกียรติ
เปนประหนึ่งเพชรใหญ่สร้อย สว่างพื้นภูมิสยาม เสมอเทอญ

กราบพระบาททูลลาด้วยความภักดีเช่นที่มีมาตลอดชีวิตและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง