อ.วิริยะ เผย พระกรุณา เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ทรงห่วงคนพิการ พระราชทานความช่วยเหลือให้ผ่านพ้นวิกฤต
ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กถวายอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยว่า
“น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อได้รับทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ข้าพเจ้า ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ และ นางมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และคนพิการในความดูแลของมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ต่างรู้สึกโศกเศร้าและอาลัยอย่างสุดซึ้ง
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงมีพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณต่อมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการและคนพิการทั่วประเทศอย่างหาที่สุดมิได้
ในปี พ.ศ. 2561 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างทอดพระเนตรพื้นที่และรับฟังการนำเสนอแผนงานพัฒนาศูนย์ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าที่นี่เสร็จแล้ว และมีโอกาส ภาก็อยากเห็นและกลับมาอีกครั้งหนึ่ง”
ถ้อยคำสั้น ๆ ในวันนั้น ได้สร้างกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่พวกเราทุกคน

ในโอกาสเดียวกัน พระองค์ยังทรงมีพระราชดำรัสด้วยรอยพระสรวลว่า “ภาอยากช่วยปั่นจักรยานมากเลย อาจารย์น่าจะบอกก่อน”
ข้าพเจ้าจึงกราบทูลตอบว่าไม่กล้ากราบทูลเชิญ และหากมีโอกาสในครั้งต่อไปจะขอกราบทูลเชิญพระองค์ครับ
และในปี พ.ศ. 2562 พระองค์ก็ทรงพระเมตตาเสด็จพระราชดำเนินร่วมกิจกรรม ตามที่ได้รับสั่งไว้ “ปั่นไปไม่ทิ้งกันครั้งที่ 2 ” เพื่อพัฒนา ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนอำเภอเชียงดาวและอำเภอนครชัยศรี พระองค์ทรงกดแตรเปิดงานและทรงปั่นจักรยานนำขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยังโรงเรียนนายเรือ พร้อมทั้งพระราชทานการสนับสนุนแก่กิจกรรมของมูลนิธิอีกด้วย
ต่อมาในกิจกรรม “วิ่งไปไม่ทิ้งกัน” ณ สวนหลวง ร.9 พระองค์ทรงร่วมวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตรด้วยพระองค์เอง
เหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าจนถึงทุกวันนี้ คือขณะที่พระองค์ทรงวิ่งนำอยู่ด้านหน้า เมื่อทอดพระเนตรเห็นว่าข้าพเจ้าวิ่งตามไม่ทัน พระองค์ทรงชะลอฝีพระบาทและทรงวิ่งถอยหลังกลับมา พร้อมตรัสด้วยความห่วงใยว่า “อาจารย์มาวิ่งด้วยกันไหมคะ”
พระดำรัสสั้น ๆ นั้น สะท้อนถึงพระเมตตา ความเอาใจใส่ และความใกล้ชิดที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนอย่างแท้จริง

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนพิการที่ขาดรายได้จากการทำงาน วันหนึ่งในช่วงเช้า ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์ที่ไม่คาดคิดมาก่อน
เมื่อทราบว่าเป็นพระองค์ท่านที่ทรงโทรศัพท์มาด้วยพระองค์เอง ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันเป็นอย่างยิ่ง
พระองค์ทรงสอบถามด้วยความห่วงใยว่า “อาจารย์เป็นอย่างไรบ้างคะ คนพิการเป็นอย่างไรบ้างคะ สบายดีไหมคะ”
เมื่อทรงทราบว่าร้านยิ้มสู้คาเฟ่ต้องปิดกิจการชั่วคราว และคนพิการจำนวนมากขาดรายได้ พระองค์จึงพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายและเงินเดือนของคนพิการที่ทำงานอยู่ในร้านยิ้มสู้คาเฟ่ พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น ไม่เพียงช่วยให้หลายชีวิตผ่านพ้นวิกฤตไปได้ แต่ยังเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่พวกเราจะไม่มีวันลืม
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงติดตามความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และคนพิการทั้ง 4 ศูนย์อย่างต่อเนื่อง โดยโปรดให้ราชเลขานุการสอบถามว่าพวกเราอยากได้สิ่งใดในถุงพระราชทาน เพื่อจะได้จัดเตรียมให้ตรงตามความต้องการ
ต่อมาได้มีการนำสิ่งของพระราชทานจำนวนมากมามอบให้ถึงมูลนิธิ สร้างความปลาบปลื้มใจแก่เจ้าหน้าที่ คนพิการ และครอบครัวของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง
ตลอดช่วงเวลาที่พระองค์ทรงประชวร พวกเราทุกคนต่างเฝ้าติดตามข่าวสารด้วยความห่วงใย และร่วมกันสวดมนต์ภาวนาอย่างต่อเนื่อง ขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงและหายจากพระอาการประชวร

ลึก ๆ ในหัวใจของพวกเรา ยังเฝ้ารอคอยวันหนึ่งที่พระองค์จะทรงหายดี และเสด็จกลับมายังศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ อีกครั้ง
พวกเรายังคงจดจำพระราชดำรัสในวันที่ทรงวางศิลาฤกษ์ได้เป็นอย่างดี
“ถ้าที่นี่เสร็จแล้ว และมีโอกาส ภาก็อยากเห็นและกลับมาอีกครั้งหนึ่ง”
ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำในวันนั้น กลายเป็นความหวังและเป็นกำลังใจให้พวกเราทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะพวกเราตั้งใจเหลือเกินว่าสักวันหนึ่ง เมื่อศูนย์แห่งนี้สมบูรณ์พร้อมแล้ว พระองค์จะได้เสด็จกลับมาทอดพระเนตรความก้าวหน้าด้วยพระองค์เอง
แม้วันนี้ความหวังนั้นจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ดังที่พวกเราตั้งใจ แต่พวกเรายังคงเชื่อมั่นว่า พระองค์จะยังทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่จากบนฟากฟ้า
และจะยังทรงส่งกำลังใจมายังพวกเราเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำมาตลอด
ทุกครั้งที่คนพิการคนหนึ่งมีอาชีพ
ทุกครั้งที่คนพิการคนหนึ่งสามารถพึ่งพาตนเองได้
ทุกครั้งที่มีรอยยิ้มและความหวังเกิดขึ้นในชีวิตของผู้คน
พวกเราจะนึกถึงพระองค์เสมอ
เพราะพระเมตตาและพระกรุณาธิคุณของพระองค์ มิได้หยุดอยู่เพียงความทรงจำ แต่ยังคงดำรงอยู่ผ่านชีวิตของคนพิการนับหมื่นนับแสนคนที่ได้รับโอกาสจากสิ่งที่พระองค์ทรงเมตตาสนับสนุน
พวกเราจะจดจำพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการและคนพิการทั่วประเทศ ด้วยความสำนึกในพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้
พระเมตตาและพระกรุณาธิคุณของพระองค์ จะประทับอยู่ในหัวใจของพวกเรา ตลอดไป
ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย
ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นางมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และคนพิการ มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ







