ตั้งใจมาถวายความอาลัย พสกนิกร เผยถึง ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ ทรงไม่ถือพระองค์ เป็นผู้ให้ที่แท้จริง
ตามที่สำนักพระราชวังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปและลงนามถวายความอาลัย ภายหลังการประกอบพระราชพิธีพระราชทานน้ำสรงพระศพ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเปิดให้เข้าถวายได้ตั้งแต่วันที่ 14-16 มิถุนายน เวลา 08.30-16.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงบ่าย บริเวณสนามหลวงยังคงมีพสกนิกรทยอยเดินทางเข้าไปถวายสักการะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในตอนบ่ายนั้น ทางเจ้าหน้าที่เปิดให้สามารถเดินเข้าไปได้เรื่อยๆ เพราะผู้คนไม่หนาแน่นเท่าช่วงเช้า จนถึงเวลา 16.00 น. จะทำการปิดทางเข้า
นางทิพา นุชจรีพร อายุ 74 ปี เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาจาก จ.นครปฐม ตั้งใจมารับเสด็จตั้งแต่เมื่อวานนี้ วันนี้ตั้งใจจะเข้าสักการะ 7 รอบ เดินทางมากับคณะ เกือบ 20 คน ซึ่งรับเสด็จมาจะ 20 ปีแล้ว
”เป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสถวายงานใกล้ชิดในโครงการจิตอาสาของพระองค์ภา ซึ่งไปเข้าร่วมแพ็กของช่วยน้ำท่วมทุกรอบ มาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี ‘พูดไม่ออกเดี๋ยวจะร้องไห้’ ท่านจำพวกแม่ได้ตลอด ไปตอนไหนท่านก็ทัก ทรงไม่ถือพระองค์” นางทิพา กล่าวสะท้อนภาพลักษณ์ของพระองค์ท่านในมุมที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
นางทิพา กล่าวต่อว่า ย้อนความทรงจำถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงงานอย่างหนัก โดยเฉพาะการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนและทหารในถิ่นทุรกันดารด้วยพระองค์เอง ซึ่งพระองค์มักจะเสด็จ ไปด้วยความเรียบง่ายและเป็นกันเองกับพสกนิกรเสมอมา ท่านเป็นผู้ให้ด้วยพระเมตตาประทับใจในพระปรีชาสามารถและความขยันหมั่นเพียรของพระองค์ท่าน ที่ทรงงานในหลายด้านพร้อมกัน รวมถึงพระเมตตาที่ทรงมีต่อผู้ยากไร้และคนชรา
“ท่านรักคนแก่มาก และรักทหารต่างๆ ที่ลำบาก ท่านเป็นผู้ให้จริงๆ ทำให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่ามีความรักและเทิดทูนพระองค์ท่านไว้ในดวงใจ ความทรงจำที่ไม่มีวันเลือนหาย” นางทิพา กล่าว
นางทิพา กล่าวต่อว่า ในบางครั้งแม้ท่านทรงงานอยู่ แต่มีคนรายงานเข้ามาว่ามีภัยตรงไหน ท่านก็จะเสด็จ แม้มานานนับ 20 ปี แต่ความทรงจำเกี่ยวกับพระราชจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ภา ยังคงเป็นสิ่งที่พสกนิกรหวงแหนและยึดถือไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
“มีความมุ่งมั่นที่จะสืบสานความดี และยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนเสมอมา โดยมองว่าพระองค์คือต้นแบบของผู้ที่มีจิตใจงดงามและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม” นางทิพา กล่าว

ด้าน นางพิกุล คุ้มชาติ อายุ 74 ปี จ.สระบุรี เปิดเผยว่า เดินทางด้วยรถไฟมาจากสระบุรี ขายังไม่หายดีแต่ตั้งใจมาถวายสักการะ ตนได้ติดตามพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรของพระองค์ท่านมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ตอนทราบข่าวครั้งแรกร้องไห้
“โดยเฉพาะการได้มีโอกาสเห็นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระองค์เองในหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความประทับใจในพระปรีชาสามารถ โดยเฉพาะด้านกฎหมายและการเป็นผู้พิพากษา” นางพิกุล กล่าว
นางพิกุล กล่าวต่อว่า ท่านเป็นต้นแบบของผู้ที่ ‘ทำจริง’ และลงมือปฏิบัติในทุกภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชน หรือการนำสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง ความมุ่งมั่นและการทุ่มเทเพื่อพสกนิกร ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความใกล้ชิด
“ขอเล่าถึงการบริการของเจ้าหน้าที่ บริการดี อาหารก็อร่อยมาก“ นางพิกุล กล่าว
นางพิกุล กล่าวต่อว่า ตนเป็นอาสาสมัคร กรมประพฤติ คุมผู้ที่ออกจากเรือนจำมา ก็จะเห็นท่านเสด็จไปเปิดงานกิจกรรมต่างๆ ก็จะได้ไปต้อนรับท่าน ซึ่งเห็นท่านมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ‘เก่งทุกอย่าง รอบด้าน‘ ประทับใจมาก

ด้าน นายเพชร (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี กล่าวว่า เดินทางมาด้วยความศรัทธา เป็นการเดินทางมาถวายสักการะครั้งที่ 3 หลังจากที่เคยมีโอกาสมาถวายสักการะพระพันปีหลวง มาแล้วก่อนหน้านี้ถึง 2 ครั้ง
“ซึ่งการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมาถวายสักการะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีที่ยึดมั่นและสืบต่อมาจากการติดตามพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์” นายเพชร กล่าว
นายเพชร เล่าถึงความทรงจำที่ล้ำค่าเกี่ยวกับการถวายงานในอดีต สมัยที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ซึ่งเห็นถึงความทุ่มเทของพระองค์ท่านได้ประทับอยู่ในใจเสมอมา
“ได้ทำบุญและบวช 1 พรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพรักและจงรักภักดี และครั้งนี้เดินทางมาคนเดียว แต่ในวันถัดไปจะชวนเพื่อนๆ มาด้วยอีกครั้ง“ นายเพชร กล่าว

ทั้งนี้ มีจุดคอยบริการอาหารพระราชทาน, จุดบริการทางการแพทย์บริเวณด้านข้างและมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอย่างทั่วถึง, รถมอเตอร์ไซค์รับ-ส่ง ฟรี, บริการอินเทอร์เน็ต, ทางกระทรวงคมนาคม โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกรมเจ้าท่า ได้จัดบริการอำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางเข้าร่วมถวายสักการะพระศพ โดยจัดรถ Shuttle Bus ฟรี 6 เส้นทาง เชื่อมต่อสถานีขนส่งและรถไฟฟ้าสู่สนามหลวง รวมถึงมีรถโดยสารประจำทาง ขสมก. ที่ผ่านสนามหลวง 18 เส้นทาง ขณะที่กรมเจ้าท่าได้จัดเรือตรวจการณ์รับ-ส่งประชาชนฟรี 3 เส้นทาง ในแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารและท่าเรือวัดระฆัง ไปยังท่าเรือท่าช้าง ระหว่างวันที่ 13-27 มิถุนายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนอย่างเพียงพอ


