‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เจ้าหญิงนักกฎหมาย พระผู้ชุบชีวิตผู้ด้อยโอกาสสู่มนุษยธรรมสากล

17.06.26 | 16:25 น.

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ เจ้าหญิงนักกฎหมาย พระผู้ชุบชีวิตผู้ด้อยโอกาสสู่มนุษยธรรมสากล

 

ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ภาพจำอันงดงามและตราตรึงใจของปวงชนชาวไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงงานอย่างไม่ย่อท้อในฐานะ “อัยการ” และทรงอุทิศพระองค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและผู้ด้อยโอกาส ทรงเป็นที่ประจักษ์ในฐานะ “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงศึกษากฎหมายในภาคทฤษฎีจนแตกฉาน แต่ทรงใช้ “พระทัย” และ “พระเมตตา” นำทางกฎหมายเพื่อสร้างความเท่าเทียมและมอบชีวิตใหม่ให้แก่ประชาชน

  • แรงบันดาลพระทัยและความตั้งใจในการศึกษากฎหมาย

จุดเริ่มต้นของเส้นทางสายกฎหมายของพระองค์ เกิดจากพระปณิธานอันแน่วแน่ที่ต้องการเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ทรงตระหนักว่า กฎหมายมิใช่เพียงตัวอักษรที่ใช้ในการลงทัณฑ์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้อง คุ้มครอง และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กที่มักเป็นกลุ่มเปราะบาง ด้วยความตั้งพระทัย และทรงมุ่งมั่นศึกษาวิชากฎหมายด้วยความวิริยอุตสาหะ เพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรอย่างแท้จริง

  • พระวิริยภาพด้านการศึกษา

เส้นทางการศึกษาด้านกฎหมายของพระองค์สะท้อนถึงพระวิริยอุตสาหะอย่างยิ่ง ในระดับอุดมศึกษา ทรงศึกษาระดับปริญญาตรีในสองสาขา ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทยสองแห่งคือ ปริญญานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับสอง และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

Advertisement

ในปีเดียวกัน พระองค์เสด็จฯไปทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์เนล เมืองอิทากา มลรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy League อันมีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา โดยทรงใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิต หรือปริญญาโท สาขานิติศาสตร์ (LL.M.) เพียง 1 ปี

จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต หรือปริญญาเอก ด้านนิติศาสตร์ (J.S.D) เป็นเวลา 3 ปี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว พระองค์ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะในการค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้านกฎหมาย เพื่อนำมาประกอบการทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “สู่ความยุติธรรมอย่างเสมอภาค : การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและจำเลยในกระบวนยุติธรรมทางอาญาของไทย โดยศึกษาเปรียบเทียบกับระบบของประเทศฝรั่งเศส และประเทศสหรัฐอเมริกา”

ในระหว่างที่ทรงศึกษาปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเอง พระองค์ยังทรงศึกษากฎหมายที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตที่ประเทศไทยควบคู่กันได้ ด้วยพระอัจฉริยภาพและผลแห่งความพากเพียร ทำให้ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และทรงเป็นเนติบัณฑิตไทย พร้อมกันในปี 2548

  • การทรงงานในกระบวนการยุติธรรม

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษา พระองค์ทรงเลือกที่จะปฏิบัติพระกรณียกิจในเส้นทางสายกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ปี 2549 อัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ปี 2550 อัยการประจำกอง (ข้าราชการอัยการชั้น 2) สำนักงานคดียาเสพติด ปี 2551-อัยการจังหวัดผู้ช่วย (ข้าราชการอัยการชั้น 2) สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี ปี 2552 รองอัยการจังหวัดอุดรธานี (ข้าราชการอัยการชั้น 3) สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี

ปี 2553 รองอัยการจังหวัดพัทยา สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา ปี 2554 รองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2557 อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2558 อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด (ข้าราชการอัยการชั้น 4) สำนักงานคดียาเสพติด ปี 2560 อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดระยอง (ข้าราชการอัยการชั้น 4) ปี 2560 อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดระยอง ให้ทรงดำรงตำแหน่ง อัยการผู้เชี่ยวชาญ (ข้าราชการอัยการชั้น 5) สำนักงานอัยการภาค 2 สำนักงานอัยการสูงสุด

การทรงงานในฐานะอัยการมิใช่เพียงการทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ทรงใส่พระทัยในรายละเอียดของทุกคดี ทรงรับฟัง และแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยความยุติธรรม นำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธาจากเพื่อนร่วมงานและประชาชน

  • โครงการกำลังใจ และข้อกำหนดกรุงเทพฯ

พระกรณียกิจสำคัญและสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก คือการที่ทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจ (Inspire Project)” ในพระดำริ ซึ่งมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องขังหญิง โดยเฉพาะสตรีที่ตั้งครรภ์และเด็กติดผู้ต้องขังในเรือนจำ พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านสาธารณสุข การฝึกอาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือ “พระราชทานโอกาสและกำลังใจ” ให้พวกเขาสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ

 

นอกจากนี้ พระปรีชาสามารถของพระองค์ยังยกระดับสู่มาตรฐานสากล ด้วยการผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ (The Bangkok Rules)” หรือ “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดที่เป็นหญิง” ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) นับเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่กฎหมายไทยและพระดำริของพระองค์ได้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติในการนำไปใช้กับผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก

‘วัดพัชรกิติยาภาราม’ โมเดลต้นแบบเปิดโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

ไม่เพียงแต่ ‘โครงการกำลังใจฯ’ ที่ทั่วโลกต่างประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยังทรงวางรากฐานการช่วยเหลือ ‘หลังกำแพง’ ไว้อย่างลึกซึ้งผ่านอีกหนึ่งโครงการสำคัญ…โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ปรึกษาพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงความประทับใจและพระอัจฉริยภาพในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อครั้งเสด็จฯมาทรงงานในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู โดยในช่วงที่พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรองอัยการจังหวัด และอัยการจังหวัดประจำสำนักอัยการสูงสุด ณ จังหวัดหนองบัวลำภู นั้น ได้เสด็จฯมาปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมหนองน้ำเพชรมงคล ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพัชรกิติยาภาราม”

“พระองค์ทรงร่วมสร้างและพัฒนาพื้นที่วัดแห่งนี้ ด้วยพระวิริยอุตสาหะเพื่อขับเคลื่อนงานด้านพระพุทธศาสนา ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยทรงมีพระดำริให้พัฒนาพื้นที่ของวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยง รวมถึงกลุ่มอดีตผู้ติดยาเสพติด และผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษที่มีความประพฤติดี ให้ได้รับโอกาสในการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้กล่าวถึงบทบาทในการสนองพระดำริเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า ได้นำนโยบายและแนวทางพระราชทานมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรมบำบัดและสังคมบำบัด โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ต้องขังและราษฎรในชุมชนได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรกรรม ปลูกผักปลอดภัย การเลี้ยงสัตว์ เรียนรู้งานช่าง ตลอดจนการฝึกทักษะอาชีพยุคใหม่ด้วยการเปิดร้านกาแฟในพื้นที่วัด ซึ่งช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมีรายได้และมีทักษะวิชาชีพติดตัวสำหรับสร้างอนาคตใหม่หลังพ้นโทษ

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ พระองค์ทรงเน้นย้ำเรื่อง ‘สังคมเปิด’ คือไม่แบ่งแยกผู้ต้องขังออกจากชุมชน แต่ทรงให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาเรียนรู้และทำงานร่วมกับพวกเขา สิ่งนี้ช่วยทลายกำแพงการตราหน้าจากสังคม ทำให้ผู้ต้องขังได้รับการยอมรับ ได้รับการฟื้นฟูจิตใจ และมีความพร้อมอย่างแท้จริงที่จะกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการตามพระดำริ ณ วัดพัชรกิติยาภาราม แห่งนี้ ถือเป็นหนึ่งใน “โมเดลต้นแบบ” ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดและคืนคนดีสู่สังคม ซึ่งหากมีการนำไปปรับใช้ในพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น ค่ายทหาร หรือวัดชุมชนอื่นๆ ก็จะช่วยสร้างโอกาสและแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน

จากพระกรณียกิจด้านกฎหมายของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เป็นดั่งแสงสว่างให้กับประชาชนชาวไทยและสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นการคืนคนดีสู่สังคม ผู้ต้องขังหญิงนับหมื่นคนได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ รวมไปถึงการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเด็กที่เกิดในเรือนจำได้รับการดูแลด้านโภชนาการและสาธารณสุขที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังสร้างความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ทำให้สังคมเกิดความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนมุมมองต่อผู้กระทำผิด มอบโอกาสและการยอมรับแทนการตราหน้า

ซึ่งผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยชุบจิตใจของผู้หลงผิดให้กลับคืนสู่ครอบครัวอย่างมีศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบที่พลิกโฉมหน้ากระบวนการยุติธรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากการทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมบทบาทสตรี พระองค์ได้รับการถวายรางวัลและการยกย่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งรางวัล Model of Recognition และรางวัล UNIFEM Award of Excellence ทรงเป็น “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” ผู้ทรงจุดประกายความยุติธรรมและความหวังในสังคมไทย