เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็น ‘เพื่อนแท้ในยามยาก’ อย่างแท้จริง
ในยามที่บ้านเมืองต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากมักพัดพาทรัพย์สินและความหวังของราษฎรให้สูญหายไปในพริบตา ทว่าในความมืดมิดและสิ้นหวังนั้น ภาพของถุงยังชีพพระราชทาน และภาพการเสด็จลงพื้นที่ลุยน้ำท่วมเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง เป็นเสมือนหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้ประชาชนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ทรงทุ่มเทพระวรกายสืบสานพระปณิธานแห่งความเมตตา เปลี่ยนการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าให้กลายเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้ราษฎรสามารถ “พึ่งพาตนเอง” ได้อย่างเข้มแข็งในยามยาก

ทั้งนี้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ในการก่อตั้งครั้งแรกเป็นเพียง “โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ซึ่งมีขึ้นในขณะที่เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.2538 และมีผู้ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก จนภาคราชการและองค์กรการกุศลที่มีอยู่มิอาจให้ความช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง จนเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนอันเกิดจากความเครียด อันเนื่องมาจากการป้องกันน้ำให้ท่วมในวงจำกัด ผู้ที่เดือดร้อนจึงรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง ขาดความเห็นอกเห็นใจ ต้องได้รับความเดือดร้อนเฉพาะชาวพื้นที่ของตนเอง ขณะที่พื้นที่ติดกันได้รับความสะดวกสบายอย่างเป็นปกติ
ในช่วงเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2538 เป็นวันที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงออกปฏิบัติภารกิจในโครงการฯเป็นครั้งแรก โดยเสด็จออกรับน้ำใจจากผู้ไม่ประสบอุทกภัยที่สถานีบริการน้ำมัน ต่อจากนั้นในช่วงบ่ายได้ทรงพระดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย ซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด การออกปฏิบัติพระกรณียกิจในครั้งนี้ส่งผลให้เหตุการณ์สงบลงอย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นมาโครงการฯก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิที่ผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 และได้พัฒนาการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี

ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเข้ามาบริหารงานในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิฯ พระองค์ทรงนำวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่มาปรับใช้ ทรงปฏิรูปแนวทางการทำงานจากเดิมที่เป็นเพียง “การสงเคราะห์เบื้องต้น” ให้ยกระดับสู่ “นวัตกรรมการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างครบวงจร” (End-to-End Disaster Management) ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การบรรเทาทุกข์ ไปจนถึงการฟื้นฟูอาชีพอย่างยั่งยืน

ภายใต้การนำของพระองค์ ทรงวางแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิฯไว้อย่างเป็นระบบครอบคลุม 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ
มิติที่ 1 การเฝ้าระวังและการเตือนภัยล่วงหน้า
ทรงริเริ่มโครงการติดตั้ง “สถานีโทรมาตรมาตรวัดน้ำฝน” ในพื้นที่ป่าต้นน้ำและชุมชนเสี่ยงภัยทั่วประเทศ เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำฝนและส่งข้อมูลผ่านระบบดาวเทียมเตือนภัยให้ชาวบ้านอพยพได้ทันท่วงที ช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล ถือเป็นนวัตกรรมการทูตและการผสานเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

มิติที่ 2 การบรรเทาทุกข์ในภาวะวิกฤต
เมื่อเกิดภัยพิบัติ มูลนิธิฯจะเคลื่อนที่เร็วด้วย “รถประกอบอาหารเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ประทานอาหารปรุงสุกใหม่ สะอาด และถูกสุขอนามัยแก่ผู้ประสบภัยทันที ควบคู่กับการแจกจ่าย “ถุงยังชีพพระราชทาน” ที่ทรงใส่พระทัยคัดเลือกสิ่งของข้างในให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น ถุงยังชีพสำหรับพระสงฆ์ ถุงยังชีพสำหรับมุสลิม หรือถุงยังชีพในพื้นที่น้ำท่วมขังยาวนาน

มิติที่ 3 การฟื้นฟูอาชีพและชุมชน
หลังน้ำลด พระองค์ไม่ทรงทิ้งประชาชน ทรงขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนเป็นสุขยั่งยืนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ทรงส่งเสริมการฝึกอาชีพ นำผลผลิตในชุมชนน้ำท่วมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ “พึ่งพา” เช่น เสื้อผ้า ผ้าคราม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนอย่างถาวร
จากการทุ่มเทพระวรกายอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ได้กลายเป็นเสาหลักด้านการจัดการภัยพิบัติที่พึ่งพาได้ของสังคมไทย

“เครือข่ายเตือนภัยที่ครอบคลุม” สถานีโทรมาตรฯ ในพระดำริถูกติดตั้งไปแล้วในหลายร้อยจุดทั่วประเทศ สามารถแจ้งเตือนภัยน้ำหลากล่วงหน้า ช่วยชีวิตราษฎรในพื้นที่ลาดเชิงเขาและป่าต้นน้ำได้นับหมื่นชีวิต

“แบรนด์ ‘พึ่งพา’ สู่ความยั่งยืน” สินค้าจากชุมชนประสบภัยได้รับการยกระดับจนสามารถสร้างรายได้หลุยเวียนกลับไปเลี้ยงครอบครัวผู้ประสบภัยได้อย่างมั่นคง เกิดเป็นวงจรการช่วยตนเองและช่วยสังคม


“การบูรณาการไร้รอยต่อ” มูลนิธิฯสามารถประสานงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน และจิตอาสาได้อย่างเข้มแข็ง กลายเป็นต้นแบบของ “พลังแห่งความสามัคคี” ในยามวิกฤต
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็น “เพื่อนแท้ในยามยาก” อย่างแท้จริง พระกรณียกิจในมูลนิธิฯมิใช่เพียงการพระราชทานวัตถุสิ่งของ แต่คือการพระราชทาน “พลังใจ” และ “เครื่องมือในการสู้ชีวิต” ดังพระนโยบายในการดำเนินงานว่า
“มูลนิธิฯจะเป็นศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management) ในด้านสังคมและมนุษย์ เน้นการประสานงานกับภาคีเครือข่ายซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการป้องกัน เพื่อให้เกิด การสูญเสียน้อยที่สุด หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกัน การสูญเสีย การบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้น เวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี และการฟื้นฟูให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัย ให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตอย่างปกติได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นที่ต้องเก็บข้อมูลเชิงสังคม แล้วนำมาบูรณาการ มองและเข้าใจปัญหาแบบองค์รวม ดำเนินการตามเป้าหมายอันเดียวกัน เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่เกิดความยั่งยืนให้กับสังคม”

“เรื่องของธรรมชาติ ก็คือเรื่องของธรรมชาติ แต่คนก็อย่าเสียกำลังใจนะ เราก็จะได้ร่วมมือร่วมใจร่วมแรงช่วยเหลือกันต่อไปนะคะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตเราก็คงจะมีการเฝ้าระวัง ป้องกันปัญหาแบบนี้ได้ดีขึ้นนะคะ เดี๋ยวก็คงจะมีโอกาสหารือกับส่วนราชการต่างๆ แต่สำหรับประชาชนทุกท่านก็ขอบอกว่า คิดถึงนะคะ แล้วขอโทษที่อาจจะมาช้า เพราะว่าตอนน้ำท่วมยุ่งๆ ก็ไม่อยากจะมารบกวน ส่วนหนึ่ง ส่งมาแต่ของ แล้วที่ผ่านมาก็อาจจะงานค่อนข้างเยอะ แต่รายการนี้ ที่จะมาอุบลฯ ก็จัดลงตารางของเราไว้ ว่าอย่างไรๆ ก็ต้องมาเยี่ยม และก็มาให้ของฟื้นฟูทุกๆ คน” พระดำรัสเมื่อครั้งเสด็จไปทรงเยี่ยม และพระราชทานสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้ ทรงใช้ความรักโอบอุ้มซับน้ำตา และพระราชทานแสงสว่างนำทางให้แก่ประชาราษฎร์ในยามทุกข์ยากให้ลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง






ขอบคุณพระฉายาลักษณ์จาก มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

