กลุ่ม ปตท. มอบ “ยาฟาวิพิราเวียร์” เติมสต๊อกคลังยาช่วยคนไทยสู้ภัยโควิด

เป็นที่รับรู้กันดีว่า ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) คือยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส SARS CoV2 ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 สายพันธุ์ไวรัสที่ติดต่อมนุษย์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019 ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในยาหลักต้านโควิดที่ไทยใช้กับผู้ป่วยโควิดที่รับไว้ในสถานพยาบาล โดยกรมควบคุมโรคระบุให้ใช้กับผู้ที่เริ่มมีอาการของโรค ซึ่งไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่ยังไม่มีอาการ หรือใช้เพื่อป้องกันโรค 

ทั้งนี้ มีข้อมูลสรุปถึงยาฟาวิพิราเวียร์ไว้ว่า เป็นยาสำคัญที่ใช้ต้านโควิด ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในกลุ่มที่มีอาการ สามารถเข้าไปกำจัดไวรัสจนหมด หรือเหลือปริมาณน้อย นอกจากนั้นยังสามารถใช้ควบคู่ไปกับยาอื่นและได้ผลดี ซึ่งผู้ป่วย 1 คนที่ตรวจพบเชื้อ จะต้องใช้ยาชนิดนี้ 50-70 เม็ดต่อคน ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงที่โควิด นิวไฮ ต่อเนื่อง ประกอบกับมีแนวทาง Home Isolation หรือแยกกักตัวที่บ้านมากขึ้น จึงส่งผลให้ความต้องการใช้ยาตัวนี้สูงขึ้นหลายเท่าตัว

การให้ยาฟาวิพิราเวียร์เร็วที่สุดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยลดอาการรุนแรงของโควิดได้ โดยมีข้อมูลจากกรมการแพทย์ที่ร่วมกับคณะแพทย์เกือบทุกคณะใน กทม. และ รพ.ใน กทม. รวบรวมผู้ป่วยโควิด 400 กว่าคน เมื่อปี 2563 พบว่า ผู้ติดเชื้อที่รับยาฟาวิพิราเวียร์เร็วภายใน 4 วันตั้งแต่เริ่มมีอาการ ช่วยลดอาการรุนแรงลงได้เกือบ 30% เมื่อเทียบกับได้รับยาภายหลัง 4 วัน อย่างไรก็ตาม หากดูจากสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศไทยในขณะนี้ ในแง่การครองเตียงโดยภาพรวมถือว่ามีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ ขณะที่การรักษาแบบ Home Isolation ผู้ป่วยโควิดยังคงสามารถเข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วตามการประเมินของแพทย์จากโรงพยาบาลที่รับดูแล ส่วนคนที่ยังไม่ได้เข้าระบบรักษาของสถานพยาบาล ก็สามารถขอรับ “ยาฟาวิพิราเวียร์” ได้ผ่านช่องทางลงทะเบียนรับยาฟาวิพิราเวียร์ อาทิ ผ่านไลน์ @siriraj-favi ชื่อบัญชีไลน์ “Siriraj Favi Clinic” เพื่อรับยาฟาวิพิราเวียร์จาก รพ.ศิริราช เป็นต้น

เรียกได้ว่ายาฟาวิพิราเวียร์ขณะนี้มีเพียงพอที่จะกระจายไปสู่หน่วยบริการและประชาชนตามจุดต่างๆ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิดที่ไม่สามารถคาดเดาได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมียาสำรองไว้ในคลังเวชภัณฑ์เพื่อให้หมุนเวียนใช้ได้อย่างน้อย 2 เดือน ซึ่งตามแผนจ่ายยาให้ผู้ป่วยเร็วขึ้น ปัจจุบันได้มีการเพิ่มการสำรองทั้งจากยาที่องค์การเภสัชกรรมผลิตเองและจัดหาจากต่างประเทศ และล่าสุดก็เป็นที่น่ายินดีว่า กลุ่ม ปตท. นำโดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ให้การสนับสนุนสภากาชาดไทยด้วย โดยหวังเติมสต๊อกยา-สนับสนุนภารกิจที่เน้นให้ยาฟาวิพิราเวียร์ทันทีในกลุ่มผู้ที่เริ่มมีอาการ 

ในการมอบครั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ได้มอบยาฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 1,240,000 เม็ด และ ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ล็อตที่สอง จำนวน 10,000 ขวด ให้แก่สภากาชาดไทย โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการ และ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อเพิ่มปริมาณการสำรองยาคงคลังที่มีอยู่ในประเทศอย่างจำกัด รองรับการรักษาผู้ป่วยโควิดและยับยั้งอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในประเทศ โดยเฉพาะการใช้ยาเรมเดซิเวียร์รักษาผู้ป่วยโควิดที่ตั้งครรภ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่ม ปตท. ได้มอบยาเรมเดซิเวียร์ล็อตแรกให้แก่กระทรวงสาธารณสุขแล้วจำนวน 2,000 ขวด โดยเป็นยาที่ได้รับการจัดหาจาก บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทลูกที่ขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ด้าน Life Science ตามวิสัยทัศน์ Powering Life with Future Energy and Beyond ของ ปตท.

สอดรับกับแนวทางการรักษาใหม่ที่เน้นจ่ายยาให้ผู้ป่วยโควิดเร็วขึ้น เพียงพอและต่อเนื่อง ซึ่งในเดือนตุลาคม ธันวาคม 64 ตามแผนขององค์การเภสัชฯ จะมีการเพิ่มการสำรองเฉลี่ยเดือนละ 100 ล้านเม็ด รวมทั้งสิ้น 300 ล้านเม็ด และจะมีการจัดสรรให้กับหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาลแม่ข่ายต่างๆ ต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กลุ่ม ปตท.รวมพลังต่อลมหายใจคนไทยสู้โควิด ด้วยหน่วยคัดกรอง และ รพ.สนาม ‘ตรวจเร็ว แยกเร็ว รักษาเร็ว’
บทความถัดไปเคลียร์ชัด! ลูกจ้างทดลองงานมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างลาป่วยไม่เกิน 30 วัน/ปี