ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า…ประเทศไทย มีระบบ “ประกันสังคม” มา 28 ปี โดย…สำนักงานประกันสังคม (Social Security Office) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2533 เป็นต้นมา โดยเป็นหน่วยงานสำคัญหน่วยหนึ่งของ…กระทรวงแรงงาน ซึ่งปัจจุบัน มี พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ส่วนสำนักงานประกันสังคม มี น.พ.
สุรเดช วลีอิทธิกุล เป็นเลขาธิการฯ
อย่างที่เรารู้ๆ กัน…โดยเฉพาะ “มนุษย์เงินเดือน” ที่มีอายุระหว่าง 15 – 60 ปี ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ หารายได้เข้าประเทศ ทั้งนี้ “ระบบประกันสังคม” ถือเป็นการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตของผู้ประกันตน โดยผู้ประกันตนมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบเข้า “กองทุนประกันสังคม” ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ การคลอดบุตร การสงเคราะห์บุตร (แรกเกิด-6ปี) กรณีชราภาพ ตาย และการว่างงาน ซึ่งให้ผลคุ้มครองมากกว่าการประกันชีวิตทั่วๆ ไป
นโยบายสำคัญประการหนึ่ง ที่ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เน้นย้ำและให้ความสำคัญมากเป็นอันดับแรกๆ คือ การสร้างคุณภาพหลักประกันชีวิต ให้กับแรงงานทั้งประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความกินดีอยู่ดีให้แรงงานทั่วประเทศมีสุขภาพที่ดี รวมไปถึงการกดขี่แรงงานที่ไม่เป็นธรรม
“สำนักงานประกันสังคม” จึงนับเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ให้เกิดขึ้นอย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพิ่มสิทธิ์ผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน
สำหรับเงินสมทบ “กองทุนประกันสังคม” ปัจจุบันจะมี 3 รูปแบบสำคัญดังนี้
- ผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) ผู้ประกันตนส่วนนี้ คือ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป อายุระหว่าง 15-60 ปี ได้รับความคุ้มครอง 7 กรณี (เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และตาย)
- ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา 39) ผู้ประกันตนตามมาตรานี้ คือ บุคคลที่เคยทำงานตามมาตรา 33 มาก่อนแล้วลาออก แต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้ จึงสมัครขอใช้สิทธิผู้ประกันตนมาตรา 39 แทน และสำหรับผู้ที่ขาดส่งและสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมได้คืนสิทธิให้กลับมาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้ตามเดิม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2561 – 19 เมษายน 2562 พร้อมนำส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาทต่อเดือน ได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี คือ เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ
- ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา40) คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ขับมอเตอร์ไซค์วินรับจ้าง หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ อายุตั้งแต่ 15 – 60 ปี มีให้เลือกประกันตน 3 รูปแบบ คือ
- คุ้มครอง 3 กรณี เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ผู้ประกันตนจ่าย 70 บาทต่อเดือน
- คุ้มครอง 4 กรณี เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย ทุพพลภาพ บำเหน็จชราภาพ และเสียชีวิต ผู้ประกันตนจ่าย 100 บาทต่อเดือน
- ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ คุ้มครอง 5 กรณี เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย ทุพพลภาพ บำเหน็จชราภาพ เงินสงเคราะห์บุตร และเสียชีวิต ผู้ประกันตนจ่าย 300 บาทต่อเดือน ซึ่งสิทธิประโยชน์ในรูปแบบที่ 3 นี้ จะใกล้เคียงกับผู้ประกันตนในระบบ
“กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม” มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต การคุ้มครองความเสี่ยงภัยของผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจุบันและในอนาคต เพื่อให้ผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ มีหลักประกันที่มั่นคงในการรักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย รวมไปถึงบั้นปลายชีวิตยามชราภาพ และยังเป็นหลักประกันถึงครอบครัวผู้ใช้แรงงานเมื่อยามเสียชีวิตอีกด้วย
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่ www.sso.go.th

