“กองทุนประกันสังคม” ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นหูของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ที่เป็นลูกจ้างภาคเอกชน เพราะเราจะถูกหักเงินเดือนสมทบเข้ากองทุนนี้เดือนละ 5% นายจ้างสมทบให้อีก 5% และรัฐบาลสมทบอีก 2.75% จนกว่าจะเกษียณอายุ หรือลาออกจากงาน (มาตรา 33)
และหากเราสมัครใจที่จะใช้สิทธิประกันสังคมต่อ และอายุยังไม่เกิน 60 ปี เราก็สามารถสมัครประกันสังคมภาคสมัครใจตามมาตรา 39 ได้อีก
แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีประมาณ 20 ล้านคน ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้า แม่ค้า เกษตรกร คนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับรถแท็กซี่ ขายของออนไลน์ ฯลฯ คนกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ความคุ้มครอง ในเรื่องสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
จะทำประกันชีวิตของบริษัทเอกชน ก็ไม่มีกำลังจะส่งเบี้ยประกัน!!
ถึงแม้ว่า…คุณจะทำประกันชีวิตกับบริษัทเอกชนก็ใช่ว่าการดูแลเบิกเคลมจะง่ายดายเหมือนตอนส่งเบี้ยประกันนะ เพราะมีเรื่องร้องเรียนฟ้องร้องให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ
กลายเป็น “ช่องว่าง” สร้างความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมไทยมากพอสมควร เพราะยังมีคนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงระบบประกันสุขภาพ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ
กระทรวงแรงงาน…ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตระหนักดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมอบหมายนโยบายให้ “สำนักงานประกันสังคม” ที่มี น.พ. สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการฯ เป็นหัวเรือใหญ่ ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
โดยเฉพาะ “การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40” ที่คาดหวังว่าจะเข้ามารองรับ และตอบโจทก์ เติมเต็มช่องว่างของกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกปัญหาหลัก และไม่กระทบต่อสิทธิการรักษาบัตรทอง 30 บาท
ที่สำคัญ…เป็นการให้หลักประกันและความคุ้มครอง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลโดยตรง !!!

“ผู้ประกันตนมาตรา 40” จะเป็นใครก็ได้ที่มีอายุ 15 – 60 ปี ไม่เคยเป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ประกอบอาชีพอิสระ และไม่เป็นผู้ทุพพลภาพ
ในปัจจุบัน มีทางเลือกจ่ายเงินสมทบมาตรา 40 อยู่ 3 รูปแบบ
– ทางเลือกที่ 1 ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 70 บาท คุณจะได้ประโยชน์คุ้มครอง 3 กรณี คือ 1.1 เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย กรณีผู้ป่วยใน 300 บาทต่อวัน (ไม่เกินปีละ 30 วัน) ส่วนกรณีผู้ป่วยนอก (แพทย์ระบุให้หยุดงาน 3 วันขึ้นไป) ได้ชดเชยวันละ 200 บาท (ไม่เกินปีละ 30 วัน) หากหยุดไม่เกิน 3 วัน ได้ชดเชยวันละ 50 บาท (ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง) 1.2 เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ 500-1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 15 เดือน (จำนวนเงินที่ได้รับขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ) 1.3 กรณีเสียชีวิต ได้รับเงินค่าทำศพ 20,000 บาท และกรณีจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 60 เดือน ได้เงินสงเคราะห์อีก 3,000 บาท
– ทางเลือกที่ 2 ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 100 บาท มีเงินออม 50 บาท ในส่วนนี้เราจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นมาอีก 1 กรณี คือ กรณีชราภาพ (ครบ 60 ปี) และลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน จะได้เงินบำเหน็จชราภาพ โดยต้องจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 180 เดือน
– ทางเลือกที่ 3 เป็นทางเลือกใหม่ตามมาตรา 40 ถือเป็นความพยายามสำคัญ ที่จะช่วยให้แรงงานนอกระบบ มีสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับแรงงานในระบบ โดยผู้ประกันตนจ่ายเงิน 300 บาท มีเงินออม 150 บาท เราจะได้รับความคุ้มครองเพิ่มเป็น 5 กรณี จำนวนเงินทดแทนก็เพิ่มมากกว่าทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 อย่างชัดเจน
3.1 เงินชดเชยรายได้ กรณีผู้ป่วยใน 300 บาทต่อวัน (ไม่เกินปีละ 90 วัน) กรณีผู้ป่วยนอกที่แพทย์ให้หยุดเกิน 3 วัน ชดเชยวันละ 200 บาท (ไม่เกินปีละ 90 วัน) และกรณีผู้ป่วยนอกที่หยุดไม่เกิน 3 วัน ชดเชยครั้งละ 50 บาท (ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง)
3.2 กรณีทุพพลภาพ รับเงินทดแทน 500-1,000 บาทต่อเดือน ตลอดชีวิต (จำนวนเงินที่ได้รับจะขึ้นกับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ)
3.3 กรณีเสียชีวิต ได้รับเงินค่าทำศพ 40,000 บาท
3.4 กรณีชราภาพ เมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จสะสม แต่หากจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้เงินเพิ่มอีก 10,000 บาท
3.5 กรณีสงเคราะห์บุตร ได้รับเงิน 200 บาทต่อเดือน ต่อบุตร 1 คน (ใช้สิทธิได้คราวละไม่เกิน 2 คน)
จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า การสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 เงินที่ส่งต่อเดือนไม่มากแต่สิ่งที่ได้รับเกินคุ้ม
และเหนือสิ่งอื่นใด…เป็นการสร้างหลักประกันชีวิต ให้กับตัวคุณและครอบครัว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ อย่าง “สำนักงานประกันสังคม” เป็นผู้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด มีความมั่นคงและปลอดภัย
ไม่ต้องมานั่งลุ้น นั่งกลุ้มใจ ว่า…จะเบิกได้หรือไม่ได้ !!!

