เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 7 กรกฎาคม สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) จัดการสัมมนาออนไลน์เรื่อง “นวัตกรรมการสื่อสาร : โอกาสทางธุรกิจ หรือจุดอ่อนของสังคม กรณีคนดังรีวิวสินค้าออนไลน์” ซึ่งมีผู้ร่วมสัมมนาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อาจารย์ทรงพร โกมลสุรเดช อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาจารย์สราวุฒิ ทองศรีคำ นักวิจัยศูนย์วิจัยการจัดการความรู้และการพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นายศิรชัช กลิ่นมณทา Assitant Manager ฝ่าย Creative Solution เว็บไซต์เอ็มไทย และว่าที่ร้อยตรี การันต์ ศรีวัฒนบูรพา หัวหน้างานพัฒนาวิชาการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.)ในฐานะผู้แทนนักศึกษา มาร่วมแลกเปลี่ยนการสัมมนาออนไลน์ครั้งนี้ โดยมี คุณปทุมดี นาคพล เป็นผู้ดำเนินรายการ
อาจารย์ทรงพร ให้ข้อมูลว่า วันนี้คนไทยใช้การสื่อสารผ่านอุปกรณ์ต่างๆทั้งระบบไร้สายและมีสาย จึงต้องยอมรับว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 รองรับมากขึ้น ถือเป็นการลดช่องว่างการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน เราต้องแยกInfluencer ออกเป็น 2 ส่วน คือ การรีวิวผ่านออนไลน์ กับผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ อย่างถ้าเราเอาเน็ตไอดอลมาลงสื่อสิ่งพิมพ์จะมีคนซื้อเยอะกว่าหรือไม่ แต่ถ้าเป็นออนไลน์จะได้รับการตอบรับมากขึ้น ซึ่งจริงๆในมุมมองของรัฐ รัฐก็ไม่อยากจะออกกฎหมายมาบังคับหรือกำกับการสื่อสารเหล่านี้ว่า บนออนไลน์ห้ามแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งปัจจุบันออนไลน์ไปเร็วมาก แต่ยังไม่มีการกำกับ ซึ่งข้อมูลไปเร็วมาก มีเน็ตไอดอลเยอะมากมาย แล้วเราจะทำยังไงให้คนที่จะซื้อคิดมากขึ้นว่า เราควรซื้อหรือไม่ ซึ่งราคาก็เป็นปัจจัยหนึ่ง รัฐอาจต้องเก็บภาษีหรือไม่ เพราะห้ามก็ยิ่งมีการทำเพิ่ม ในมุมมองที่เคยทำงานบริหารภาครัฐมาก่อน จึงชอบสังคมแบบเปิด แต่ก็ต้องอยุ่ที่จริยธรรม จรรยาบรรณของสื่อด้วย ในการนำดารามาชวนให้คนซื้อ ดังนั้น รัฐต้องทำให้คนตระหนัก มีจิตสำนึก ไม่ใช่ลักษณะสังคมหลอกลวงกัน
“การสื่อสารผ่านออนไลน์ก็ถือเป็นความเสี่ยงทางสังคม แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ธุรกิจต่างๆ มานำเสนอสินค้าผ่านออนไลน์ เพราะในอดีตไม่มีช่องทางในการนำเสนอสินค้าที่ลงทุนไม่มาก แต่กำไรมาก ดังนั้น รัฐเองก็อยากสนับสนุนบวกมากขึ้น แต่การสนับสนุนของรัฐคือ เราต้องทำให้มีสื่อที่สื่อสารข้อมูลถูกต้อง ซึ่งการจะทำได้ในมิติสื่อสารเชิงบวก นักสื่อสารมวลชนสามารถทำได้ จริงๆเราก็มีการควบคุมในเรื่องใบอนุญาตในเรื่องการสื่อสารอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เรื่องนี้กระจายไปยังข้อมูลทางออนไลน์ด้วย เพื่อลดผลกระทบกับผู้บริโภค แต่จริงๆก็เป็นเรื่องทางความคิดของผู้บริโภคด้วย เราจึงต้องสื่อสารพลังบวกว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่างโฆษณาว่า 59 บาทจะทำให้ดูดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย แต่ก็อยู่ที่สื่อเองด้วยว่า อยากทำถูก หรืออยากเสียค่าปรับหรือเข้าคุก แต่หากทำดีก็เกิดการชื่นชม” อาจารย์ทรงพร กล่าว
อาจารย์สราวุฒิ อธิบายว่า กระบวนการสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงได้ชัดในยุคการสื่อสารยุคนี้ อย่างInfluencer ส่วนหนึ่งเพราะเราเห็นคนดังคนเหล่านี้บ่อยๆ ก็จะเกิดความผูกพันมากขึ้น และเมื่อเขาบอกอะไรเรา เขารีวิวอะไร เราก็เชื่อเขาหมด และนักการตลาดก็ใช้วิธีนี้นี่เอง ดังนั้น เราต้องรู้เท่าทันสื่อ มีอยู่ 5 คำถาม ว่า สื่อนี่ใครทำ มีอะไรที่เขาบอก มีอะไรที่เขาไม่บอก ใช้เทคนิคอะไร และตัดสินใช้วิจารณญาณของตนเอง
คุณศิรชัช ให้ข้อมูลว่า เมื่อพูดถึงนวัตกรรมมีคำว่าพอเพียง เพราะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวก สามารถซื้อของผ่านออนไลน์ได้ เกิด Influencer Marketing ซึ่งก็เป็นข้อดีหากเราใช้ในทางที่ดี อยู่ที่เราเลือกใช้ ซึ่งในส่วนของเอ็มไทยก็เกิดจุดเปลี่ยน เพราะโปรดักซ์บางอย่างก็อยากให้ดารามารีวิว แต่คำว่า Influencer นั้น นอกจากดารา ยังหมายถึงทุกคน อยู่ที่จะมาในรูปแบบไหน เช่น เน็ตไอดอล หรือคนที่มีผู้ติดตามประมาณหลักพันหรือหลักหมื่น หรือผู้เนียนๆมาขายของเราก็ได้ ซึ่งตัวโปรดักซ์ก็จะเลือก Influencer ที่เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด หรือคนที่เป็นนักกีฬาได้เหรียญทองมาเป็น Influencer ได้หมด หรือแม้แต่ไปช่วยสุนัขข้ามถนน มีคนถ่ายคลิปเราไว้เราก็เป็น Influencer ก็ได้
ว่าที่ร้อยตรี การันต์ มองนวัตกรรมการสื่อสารจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทำงานด้านการสื่อสารองค์กร อย่างการสื่อสารภาครัฐสู่ประชาชน จะเห็นว่าบางทีประชาชนไม่เชื่อภาครัฐ แต่หากสื่อสารผ่านผู้นำทางความคิดเขา กลับได้รับการเชื่อมากกว่า เช่นหากเขาเขียนดีก็จะดีไป แต่หากไม่ดีก็มีโอกาสทำให้ข้อมูลจากรัฐผิดพลาดได้ เช่น เดิมเคยทำรายการทีวี เคยได้รับโจทย์ว่าต้องขายสินค้าบางอย่างจนค้นพบความจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า คนชั้นกลางต้องการข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ติดตามรายการแบบเต็มๆผ่านทางเฟซบุ๊ก
https://www.facebook.com/direk.pintakawe/videos/10209605942584194/

