“สตาร์ทอัพ” เกิดขึ้นเพื่อค้นหาโมเดลธุรกิจใหม่ จะทำคนเดียวหรือร่วมกันหลายคน ไม่มีเงินทุน แต่มีความคิดสร้างสรรค์ นำไปต่อยอดให้เกิดธุรกิจขึ้นในอนาคต ส่วนมากล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร จึงไม่มีนายจ้าง และอาชีพนี้ก็กำลังได้รับความนิยมและแพร่หลายอย่างมากในไทย
และกลุ่ม “สตาร์ทอัพ” มักจะมีรายได้ไม่แน่นอน หลักประกันทางสังคมอาจจะยังไม่ครอบคลุม เนื่องจากอาชีพนี้เป็นแรงงานอิสระ ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับการดำรงชีวิต จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
กระทรวงแรงงาน โดย พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้นโยบายที่จะต้องสร้างความเข้าใจ ให้แรงงานอิสระเข้าใจถึงความสำคัญและความจำเป็น ที่จะต้องสร้างแรงจูงใจให้แรงงานอิสระ ที่ยังอยู่นอกระบบประกันสังคม เห็นว่า การมีหลักประกันทางสังคมที่ดี จะส่งผลให้แรงงาน สามารถพัฒนาประสิทธิภาพงานให้ดียิ่งขึ้น และจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในระยะยาวให้ยั่งยืน
ดังนั้นประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือก 3 จึงเหมาะสำหรับกลุ่ม “สตาร์ทอัพ” เนื่องจากมาตรา 40 ทางเลือก 3 ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่รัฐบาลคิดแพ็กเกจให้นั้น เป็นการส่งเงินประกันตนเองในอัตราที่ต่ำ
ใช้ร่วมกับสิทธิการรักษาอื่นของรัฐบาลได้ และยังเป็นส่วนเสริมหากกลุ่ม “สตาร์ทอัพ” มีประกันชีวิตอยู่แล้ว
มาตรา 40 ทางเลือก 3 จ่ายเงินสมทบเพื่อประกันตนเอง วันละ 10 บาท หรือ 300 บาทต่อเดือน
มีเงินออมสะสมให้ 150 บาทต่อเดือน คุ้มครอง 5 กรณี คือ เจ็บป่วยหรือประสบอันตราย ต้องนอนรักษาตัว
ในโรงพยาบาล ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ วันละ 300 บาท กรณีไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
แต่มีใบรับรองแพทย์ให้หยุดรักษาตัวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป รับวันละ 200 บาท
จ่ายเงินทดแทนหากทุพพลภาพตลอดชีวิต เสียชีวิต ได้รับค่าทำศพเป็นเงิน 40,000 บาท รับเงินบำเหน็จชราภาพ เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หากส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน รับเงินเพิ่มอีก 10,000 บาท และมีเงินสงเคราะห์บุตรรายเดือน จำนวน 200 บาท ต่อคนต่อเดือน คราวละ 2 คน จนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
จะเห็นว่าจ่ายเพียง 10 บาทต่อวัน แต่ความคุ้มครองสูงกว่าเงินที่จ่ายไป ที่สำคัญเมื่อเวลาทำงานไม่ได้ ยังมีเงินทดแทนการขาดรายได้ให้ โดยการสมัครง่ายมาก ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว มีอายุตั้งแต่ 15 ปี – 60 ปีบริบูรณ์ ขอสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ช่องทางการจ่ายเงินก็สะดวก สำหรับมาตรา 40 นั้น จ่ายเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส, เคาน์เตอร์บิ๊กซี, เคาน์เตอร์เทสโก้โลตัส, เคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย และเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมในการใช้บริการ
และหักผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารทหารไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารธนชาต, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
สอบถามได้ที่ สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือดูข้อมูลได้ที่ www.sso.go.th

