หลังจากแรงงานนอกระบบได้ถูกผลักดันให้สามารถเข้ามารับสิทธิประโยชน์กับสำนักงานประกันสังคมได้เท่าเทียมกับผู้ประกันตนในภาคบังคับและภาคสมัครใจแล้ว ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่มากมายและคุ้มค่า แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะ “ผู้ประกันตน มาตรา 40” ยังสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเองได้ถึง 3 รูปแบบ จากเดิมที่เลือกได้เพียง 2 รูปแบบเท่านั้น และทางเลือกที่นำมาให้พิจารณากันนั้น เต็มไปด้วยความคุ้มครองที่คุ้มค่ากับเงินสมทบที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนแน่นอน

โดยทางเลือกในการจ่ายเงินสมทบ 3 ทางเลือก ที่มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ที่มากมาย ประกอบด้วย ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบเดือนละ 70 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย และนอนโรงพยาบาลวันละ 300 บาท กำหนดไม่เกิน 30 วันต่อปี กรณีถ้าไม่ได้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่มีใบรับรองแพทย์สั่งให้หยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี และกรณีแพทย์สั่งให้หยุดพักไม่เกิน 3 วัน ได้วันละ 50 บาท ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี
ขณะที่ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ ได้รับเงินทดแทนเดือนละ 500-1,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี โดยมีเงื่อนไข คือ ก่อนเป็นผู้ทุพพลภาพ หากจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือน ภายใน 10 เดือน จะได้รับเงินทดแทนเดือนละ 500 บาทต่อเดือน ครบ 12 เดือน ภายใน 20 เดือน ทดแทนเดือนละ 650 บาทต่อเดือน ครบ
24 เดือน ภายใน 40 เดือน ทดแทนเดือนละ 800 บาทต่อเดือน และครบ 36 เดือน ภายใน 60 เดือน ทดแทนเดือนละ 1,000 บาทต่อเดือน และสิทธิประโยชน์สุดท้ายคือ กรณีเสียชีวิตได้รับเงินค่าทำศพ จำนวน 20,000 บาท รวมถึงเพิ่มเงินสงเคราะห์ให้อีก 3,000 บาท เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 60 เดือน

มาถึงทางเลือกที่ 2 ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 100 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 4 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ และเงินค่าทำศพจะได้รับสิทธิเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1 แต่เพิ่มเติมคือจะมีเงินออมปีละ 600 บาท เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน จะได้รับบำเหน็จชราภาพ ซึ่งจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 180 เดือน
และทางเลือกที่ 3 ตัวเลือกที่เพิ่มเข้ามาใหม่ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ใกล้เคียงกับผู้ประกันตน
ภาคบังคับมากที่สุด โดยจ่ายเงินสมทบเดือนละ 300 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์คุ้มครอง 5 กรณี คือ
เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย กรณีหากเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายและนอนโรงพยาบาล รวมถึงกรณีไม่นอนโรงพยาบาล แต่แพทย์สั่งให้หยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ได้รับสิทธิเท่ากับทางเลือกที่ 1 และ 2 แต่กำหนดไม่เกิน 90 วันต่อปี ด้านเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ ได้รับเงินทดแทนเดือนละ 500-1,000 บาท ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าทำศพ จำนวน 40,000 บาท โดยต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเดือนถึงแก่ความตาย ส่วนกรณีเงินสงเคราะห์บุตรอยู่ที่เดือนละ 200 บาทต่อบุตร 1 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ สามารถใช้สิทธิ์ได้คราวละไม่เกิน 2 คน ทั้งนี้
ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ขณะที่เงินบำเหน็จชราภาพ จะได้รับเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน
ซึ่งจะได้รับเงินบำเหน็จที่สะสมไว้เดือนละ 150 บาทพร้อมดอกผล ที่สำคัญสามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท และเมื่อจ่ายครบ 180 เดือน รับเงินก้อนอีก 10,000 บาท
ถือได้ว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมากกับการเปิดทางเลือกสำหรับแรงงานนอกระบบ ให้สามารถเลือกความคุ้มครองได้ตรงความต้องการมากที่สุด เรียกได้ว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และการันตีได้ว่าไม่ผิดหวังกับผลตอบแทนที่จะได้รับจริงๆ เพราะสิทธิประโยชน์ที่ดีแบบนี้ สามารถหาได้ง่ายๆ ที่สำนักงานประกันสังคม
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มได้ที่ สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือดูข้อมูลได้ที่ www.sso.go.th

