การวางแผนเพื่อเตรียมชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันอัตราการเกิดของประเทศลดลง จึงส่งผลให้มีผู้ที่มีบุตรน้อยหรือไม่มีบุตร จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม เพื่อลดการพึ่งพาลูกหลานและไม่เป็นภาระของสังคม การวางแผนทางการเงินโดยการเก็บออมผ่านช่องทางการสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จึงเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างหลักประกันความั่นคงให้กับตนเอง โดยผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์ความคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายมิติ เช่น มิติด้านชราภาพ มิติด้านฌาปนกิจ มิติด้านการสงเคราะห์บุตร มิติด้านเงินทดแทนเมื่อเจ็บป่วย มิติด้านเงินทดแทนเมื่อพิการ เป็นต้น
ดังนั้นการเลือกสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ มีหลักประกันเพื่อความมั่นคงในชีวิต เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุโดยเฉพาะการคุ้มครองกรณีชราภาพ ซึ่งมีทางเลือกความคุ้มครองประกันสังคม มาตรา 40 ที่มีความคุ้มครองกรณีชราภาพ 2 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 2 โดยผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 100 ซึ่งเงินบำเหน็จชราภาพเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน โดยมีเงื่อนไข คือ ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน ทั้งนี้เงินบำเหน็จจะคำนวณจากเงินออมเดือนละ 50 บาท นำมาคูณด้วยระยะเวลาที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบและบวกด้วยเงินผลกำไรที่สำนักงานประกันสังคมนำเงินส่วนนี้ไปลงทุน นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท เพื่อให้มีเงินออมสะสมมากขึ้น
ขณะที่ ทางเลือกที่ 3 ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 300 บาท จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน โดยได้รับเงินบำเหน็จที่สะสมไว้เดือนละ 150 บาท
พร้อมดอกผล นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท และหากจ่ายครบ
180 เดือน จะได้รับเงินก้อนอีก 10,000 บาท
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อดีของการเป็น “ผู้ประกันตน มาตรา 40” คือ ไม่ต้องมีการตรวจสุขภาพให้วุ่นวายและเสียเวลา อีกทั้งยังสามารถใช้สิทธิการรักษาบัตรทองได้ และหากขาดการนำส่งเงินสมทบ ก็ยังเป็นผู้ประกันตนต่อได้ ที่สำคัญหากอยากเปลี่ยนทางเลือกใหม่ให้ตรงตามที่ใจชอบก็สามารถทำได้ โดยสามารถเปลี่ยนทางเลือกจ่ายเงินสมทบได้ที่สำนักงานประกันสังคม ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งเมื่อยื่นขอเปลี่ยนแปลงทางเลือกแล้วจะมีผลในเดือนถัดไป รวมถึงเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
สำหรับขั้นตอนการเบิกกรณีผู้ประกันตนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตน หรือลาออก ให้ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ (สปส. 2-01/ม.40) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรอื่นที่หน่วยงานราชการออกให้ ส่วนกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ
(สปส. 2-01/ม.40) พร้อมสำเนามรณะบัตร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ สำเนาทะเบียนสมรสของผู้ประกันตน และบิดา มารดา (ถ้ามี) สำเนาสูติบัตรของบุตร หรือ สำเนาทะเบียนบ้านของบุตรกรณีไม่มีสูติบัตร
นอกจากนี้ การขอรับคืนเงินสมทบที่จ่ายล่วงหน้า ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิสามารถขอรับคืนเงินสมทบที่จ่ายล่วงหน้าได้ในกรณี ดังนี้ ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 และผู้ประกันตนแจ้งความจำนงไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตน หรือลาออก
การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเอื้อแก่แรงงานนอกระบบของสำนักงานประกันสังคมนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ได้สิทธิรักษาพยาบาลและเงินชดเชยเท่านั้น การที่รัฐช่วยอุดหนุนเพิ่มก็เพื่อเป็นส่วนช่วยในการออมเงินเผื่ออนาคต ที่สามารถนำมาใช้ในยามชราและยามฉุกเฉินได้ เรียกได้ว่า ทางเลือกของการจ่ายเงินสมทบที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะเป็นตัวเลือกที่ดีของประชาชนคนธรรมดาที่อยากมีเงินใช้ในยามชรา และไม่เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต
ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มได้ที่ สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือดูข้อมูลได้ที่ www.sso.go.th

