ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศพร้อมท้าพิสูจน์ความโปร่งใส่“โครงการไทยนิยมฯ”

ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศพร้อมท้าพิสูจน์ความโปร่งใส่“โครงการไทยนิยมฯ”ทุกขั้นตอน ชี้เสริมเขี้ยวเล็บขีดความสามารถด้านการแข่งขันภาคเกษตรไทย-ช่วยยกระดับเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรสมาชิก ด้านกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยผลดำเนินการล่าสุดเบิกจ่ายแล้ว 122 แห่ง 207 รายการรวมเป็นเงิน 639.31 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 40.81 ล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เชื่อมั่นนโยบายในการดำเนินการโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาลจะเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรไทย และพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมภายใต้ 4 โครงการของกรมส่งเสริมสหกรณ์ต่อไปซึ่งขณะนี้มีหลายโครงการคืบหน้าไปมาก อาทิ 1.โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร มีดำเนินการเบิกจ่ายแล้ว 122แห่ง 207 รายการ เบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น639.31 ล้านบาทจากทั้งหมด 1,017.91 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 40.81 ล้านบาท

ส่วนโครงการที่ 2โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร มีการเบิกจ่ายแล้ว 88 แห่ง 204 รายการ มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 302.78 ล้านบาท จากทั้งหมด 410.62 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 7.97 ล้านบาท ส่วนโครงการที่ 3 คือโครงการเพิ่มศักยภาพการรวบรวมและการแปรรูปยางพาราในสถาบันเกษตรกร ได้ดำเนินการเบิกจ่ายแล้ว 52 แห่ง 119 รายการ มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 274.59 ล้านบาทจากทั้งหมด 340.42 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 7.78 ล้านบาท

ส่วนโครงการสุดท้ายคือ โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 8.95 ล้านบาทจากทั้งหมด 18.35 ล้านบาท โดยมีงบประมาณเหลือจ่ายจากการจัดซื้อจัดจ้างที่จะส่งคืนรัฐจำนวน 0.92 ล้านบาท

“กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมของรัฐบาล เพราะเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสินค้าเกษตร รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยผ่านกลไกลชะลอปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงผลผลิตล้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกลตลาด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ด้าน นายนิด จันทร์พุ่ม ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาวมีสมาชิก 5,000คน ดำเนินการโครงการโกดังเก็บยางแผ่นลมควันจำนวน 2 โกดังภายใต้งบประมาณ 39 ล้านหรือ แบ่งเป็นโกดั้งขนาดพื้นที่ 2,400 ตารางเมตรจำนวน 1แห่งและโกดังขนาดพื้นที่ 2,150 ตารางเมตรจำนวน 1แห่ง นอกจากนี้ยังได้งบประมาณในการจัดซื้อรถหัวลาก รถพ่วงกึ่งหัวลากมูลค่ากว่า 3 ล้านบาทใช้สำหรับบรรทุกยางไปส่งโรงงาน ซึ่งทุกโครงการของสหกรณ์มั่นใจว่าขบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปด้วยความโปร่งใส่เป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาวมั่นใจการจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส เนื่องจากขบวนการนั้นเป็นไปอย่างรัดกุม จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์จังหวัดเข้าไปตรวจสอบ ควบคุม ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคากลางเราใช้อิงของทางราชการทุกโครงการ ตอนนี้เรามีสมาชิก 5 พัน และเครือข่ายอีก 10 เครือข่ายที่ได้ประโยชน์มหาศาลจากโครงการไทยนิยมของรัฐบาลในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้สหกรณ์สามารถรวบรวมยางแผ่นดิบรมควันวันละ 2 แสนกิโลกรัมในช่วงที่ปริมาณน้ำยางออกเยอะๆ จากเดิมเก็บได้เพียง 5-6หมื่นกิโลกรัม/วัน ซึ่งจะทำให้สมาชิกขายยางได้ราคาดีขึ้น

“ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่าโครงการไม่โปร่งใส ผมมองว่าข่าวก็คือข่าว แต่ความเป็นจริงสหกรณ์จะไปทุจริตอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ค่อนข้างเข้มงวด รัดกุมอยู่ ที่สำคัญที่สุดสหกรณ์เป็นองค์กรที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพระบิดาสหกรณ์เป็นผู้ควบคุมดูแล กรรมการท่านใดหรือผู้จัดการท่านใดเข้าไปดูแล ถ้าไม่ซื่อสัตย์กับสหกรณ์ คนนั้นจะอยู่กับสหกรณ์ไม่ได้ เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่ศักดิ์สิทธิ์” ด้านนายนิด กล่าว

ด้าน นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร เกษตรวิสัยจำกัด อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า สำหรับสหกรณ์เกษตรวิสัยฯได้รับงบประมาณภายใต้โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือโครงการแก้มลิง จำนวน 30 ล้านเพื่อดำเนินการก่อสร้างโกดังเป่าลมเย็นขนาด 5,000 ตัน – 8,000 ตันจำนวน 1 โรงโดยในการดำเนินการสหกรณ์ออกสมทบเอง 3 ล้านกว่า ซึ่งความคืบหน้าโครงการขณะนี้เริ่มทำตอกเสาเข็มทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว

“เรายืนยันว่าของสหกรณ์ฯเป็นอิสระในการทำงานไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงขบวนการจัดซื้อจัดจ้างตรงไป ตรงมาไม่มีใครไปขอเงินทอน เราจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้ระเบียบของสหกรณ์เราจัดซื้อจัดจ้างด้วยความโปร่งใส ถ้าไม่เชื่อ สามารถเข้าตรวจสอบได้เลย เพราะเราทำทุกขั้นตอนให้โปร่งใส เรามีนายช่างอบต. เข้ามาดูแลด้วยและมีสมาชิกเข้ามาร่วมดูด้วยเป็นกรรมการด้วย ผู้รับจ้างก็ยื่นใบเสนอราคามาปกติที่เราประกาศมีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่เราประกาศมาให้ซื้อซองตามขั้นตอนทุกอย่าง ด้วยความโปร่งใสของสหกรณ์ สหกรณ์เป็นองค์กรที่ช่วยเหลือชาวบ้านช่วยเหลือสมาชิกเป็นองค์กรนิติบุคคลทำงานอิสระซึ่งปัจจุบันสหกรณ์สมาชิกต้องดูแล 9 พันกว่าคน 9พันกว่าคนนี้ก็คอยตรวจสอบการทำงานของสหกรณ์ไปในตัวอยู่แล้ว สามารถมั่นใจในความโปร่งใสได้” นางบุญเกิด กล่าว

 

นางบุญเกิด กล่าวด้วยว่า กล่าวถึงประโยชน์ของโครงการด้วยว่า หากดำเนินการสำเร็จจะช่วยยกระดับราคาข้าวให้กับสมาชิกสหกรณ์ เนื่องจากมีระบบจัดเก็บที่ดีขึ้น ช่วยรักษาคุณภาพข้าวได้เป็นอย่างดี กลไกลของโกดังเป่าลมเย็นจะช่วยเป่าลมเย็นเพื่อรักษาคุณภาพข้าวสารได้ตลอดปี อีกทั้งช่วยรักษาความหอมและรักษาคุณภาพของข้าวได้ ผู้บริโภคก็ได้ของดีที่มีคุณภาพได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยสหกรณ์วางเป้าหมายในการรวบรวมผลผลิตสมาชิก ในปีนี้ไว้ประมาณ 8 หมื่นตัน

“การที่มีกระแสข่าวโจมตีโครงการไทยนิยมในช่วงนี้นั้น มุมหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นกระจกในการทำงาน แต่การนำเสนอควรจะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เพราะได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบ กระทบต่อสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศที่ 11 ล้านคนได้รับความเสียหาย ทำลายความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ในภาพรวม สหกรณ์มั่นใจโครงการไทยนิยม มั่นใจนโยบายของรัฐบาลเป็นนโยบายที่งบประมาณตรงถึงเกษตรกร เป็นโครงการที่สมาชิกสหกรณ์ได้ประโยชน์ เรารู้เวลาเม็ดเงินลงมาหลายฝ่ายจะจับตามอง เราต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังในขบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตเพื่อทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหายอย่างแน่นอน

บทความก่อนหน้านี้ปชช.แห่เวียนเทียนรอบพระสารีริกธาตุ เนื่องในวันอาสาฬหบูชา
บทความถัดไป“แอนิเทค” (anitech) เดินหน้ายกระดับมาตรฐาน มอก. โชว์นวัตกรรมปลั๊กไฟ IOT รายแรกที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ ตั้งเป้ายอดขายปี 61 ทะลุ 450 ล้านบาท พร้อมก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมอันดับ 1 ของไทย