“เอสเพียว (S-Pure)” ผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพระดับพรีเมี่ยม โดยเครือเบทาโกร ตอกย้ำผู้นำด้านการผลิตเนื้อสัตว์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งกระบวนการผลิต (RWA) ครบทุกผลิตภัณฑ์เป็นรายแรกของโลก จาก NSF International องค์กรด้านความปลอดภัยและสาธารณสุขระดับโลก สอดรับนโยบายของกรมปศุสัตว์ โครงการ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์” เสริมความมั่นใจและเพิ่มช่องทางเลือกซื้อให้กับผู้บริโภคทุกระดับมากขึ้น
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์มีนโยบายในการดำเนินโครงการ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์” เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้นในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งสอดคล้องตามเป้าประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้ปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ลดลง ร้อยละ 30 ภายในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) โดยเครือเบทาโกร เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในส่วนของฟาร์มสุกรและอยู่ในระหว่างการขอรับรองตามขั้นตอนในโครงการ ทั้งนี้ การที่ภาคเอกชนมีความมุ่งมั่นและตั้งใจผลิตสินค้า เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะและได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงทั้งกระบวนการผลิตครบทุกผลิตภัณฑ์ จากองค์กรซึ่งทำหน้าที่ออกมาตรฐานการรับรองที่ได้รับความเชื่อถือในระดับโลก ถือเป็นการพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารไทยให้มีศักยภาพในเวทีการแข่งขันโลก ที่สำคัญยังสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ด้าน นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจมากว่า 50 ปี เบทาโกรมุ่งให้ความสำคัญในนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) และคุณภาพ (Food Quality) อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพระดับพรีเมี่ยม แบรนด์เอสเพียว (S-Pure) ดำเนินการตามมาตรฐานการเลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างครบวงจรมามากกว่า 10 ปี ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและในระดับสากล เรื่องความใส่ใจในคุณภาพ ความสะอาด ตั้งแต่ฟาร์มต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค รวมถึงรสชาติที่อร่อย โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหาร มีการตรวจสอบด้านความปลอดภัย สารตกค้างอย่างเข้มงวด
สำหรับผลิตภัณฑ์เอสเพียว (S-Pure) ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่สด ล้วนผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันด้วย S-Pure Process ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี เลี้ยงโดยวิธีธรรมชาติในโรงเรือนปิด ใช้อาหารสัตว์ที่มีโปรตีนจากธัญพืช ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช้ฮอร์โมน ไม่ใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ดูแลใกล้ชิดโดยสัตวแพทย์ ที่สำคัญผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน และควบคุมอุณหภูมิในการจัดส่งด้วยความเย็น 0-4 องศาจนถึงมือผู้บริโภค ภายใต้การควบคุมด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและมีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ (Betagro e-Traceability) อย่างเต็มรูปแบบ
นายวสิษฐ กล่าวอีกว่า นอกจากการเข้าร่วมโครงการฯ ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการขอรับรองนั้น นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปีนี้ NSF International ประกาศรับรอง “Raised Without Antibiotics” (RWA) ให้กับผลิตภัณฑ์ เนื้อหมู และ ไข่ไก่ เอสเพียว (S-Pure) หลังจากที่เนื้อไก่เอสเพียว (S-Pure) ผ่านการรับรองตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 โดยถือเป็นรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งกระบวนการผลิตครบทุกผลิตภัณฑ์
ด้าน Mr.Peter Bracher กรรมการผู้จัดการ NSF Asia Pacific Co.,Ltd. ผู้แทนจาก NSF International (องค์กรด้านความปลอดภัยและสาธารณสุข) ในฐานะผู้กำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ และออกใบรับรองให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์อุปโภคและบริโภค กล่าวว่า จากการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปลอดยาปฏิชีวนะ NSF เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยเองก็เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองและดูแลตัวเองในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการเลือกบริโภคอาหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยจากยาและสารตกค้าง สามารถสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ ซึ่งมองว่าเครือเบทาโกรซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรของประเทศไทย เป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนเลี้ยงโดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ โดยมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และปฏิบัติตามเงื่อนไขโปรแกรมกระบวนการตรวจสอบตามมาตรฐานของ NSF International ซึ่งล่าสุดสามารถผ่านการรับรอง “Raised Without Antibiotics” (RWA) ทั้งกระบวนการผลิต ครบทุกผลิตภัณฑ์ของเอสเพียว (S-Pure) ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ เป็นรายแรกของโลก ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ประชากรโลกได้มั่นใจในการบริโภคผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อย่างปลอดภัย
เรียกได้ว่าสั่งสมประสบการณ์มากว่า 50 ปี เพื่อผลิตและพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย จากฐานอุตสาหกรรมการเกษตรที่ทันสมัยเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรโลก ซึ่งปัจจุบันเบทาโกร ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยที่เหนือกว่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ท้ายที่สุดก็เพื่อนำทุกสังคมไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมั่นคงและยั่งยืน

