ฝนตกชุก น้ำท่วมขัง ระวัง “โรคน้ำกัดเท้า” โรคผิวหนัง
ที่เกิดจากการแช่เท้าอยู่ในน้ำนานๆ

2.08.18 | 16:46 น.

กรมควบคุมโรค ชี้! ช่วงนี้ฝนตกชุก น้ำท่วมขัง เตือนประชาชนให้ระวัง “โรคน้ำกัดเท้าโรคผิวหนังที่มากับแผลเปื่อย ถลอก แดงที่ง่ามนิ้วเท้า และอาการแสบๆ คันๆ หรือปวดที่ฝ่าเท้าเวลาเดินลงน้ำหนัก สาเหตุเกิดจากการแช่เท้าอยู่ในน้ำนานๆ แนะ!! ป้องกันได้ โดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่เท้าในน้ำนานๆ ใส่รองเท้าบู๊ท และเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งหลังเดินลุยน้ำ

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่าช่วงนี้มีฝนตกชุก ตกหนักหรือตกติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายพื้นที่เกิดภาวะน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะบางท้องที่เป็นที่ลุ่มหรือต่ำ มีการอุดตันของท่อระบายน้ำหรือระบายน้ำลงสู่แม่น้ำลำคลองไม่ทัน ทำให้ประชาชนที่อาศัยในละแวกดังกล่าวประสบกับความเดือดร้อน ต้องลุยน้ำหรือเท้าแช่อยู่น้ำอยู่เป็นเวลานานๆ เพื่อเดินทางไปประกอบภารกิจหรือไปทำงาน จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเท้าเปื่อย หรือฮ่องกงฟุต หรือที่เรียกว่า “โรคน้ำกัดเท้า” นั่นเอง

“โรคน้ำกัดเท้า” เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มักจะพบมากในช่วงหน้าฝน สาเหตุของโรคโดยทั่วไปเกิดจากการแช่เท้าในน้ำที่สกปรกเป็นเวลานานๆ หรือเท้าได้รับความชื้นอยู่ตลอดเวลา เช่น ผู้ที่อยู่ในเขตน้ำท่วมขังซึ่งต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานานๆ บางคนสวมถุงเท้ารองเท้าเดินลุยน้ำไปด้วยก็อาจทำให้เกิดการอับชื้นที่เท้า ทำให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเกิดการบวมพอง ทำให้เห็นผิวหนังว่ามีลักษณะซีดขาว ย่นและแตกเป็นร่อง ๆที่บริเวณฝ่าเท้า 2 ข้าง ง่ามนิ้วเท้าและหลังเท้า หรือที่เรียกว่าเท้าเปื่อย ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการแสบๆ คันๆ หรือปวดที่ฝ่าเท้า เวลาเดินลงน้ำหนักง่ามนิ้วเท้าก็จะมีลักษณะเป็นแผล ถลอก แดง และเปื่อย บางรายมีอาการผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง เป็นผื่น ขอบนูนเป็นวงกลม เกิดรอยแตกของผิวที่ฝ่าเท้าซึ่งมักจะเกิดจากการลอกของสะเก็ดผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นตุ่มและคัน หากเอามือไปเกา แผลจะแตก และเกิดแผลพุพองที่เต็มไปด้วยน้ำหนอง

“โรคน้ำกัดเท้า” ยังสามารถทำลายผิวหนังทำให้ผิวเปิดออก มีร่องหรือรอยแตกที่ผิวหนังเกิดเป็นฝีหนองหรือการติดเชื้อบวมแดงร้อน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนที่แผล ซึ่งอาจส่งผลให้แผลมีการอักเสบมากขึ้น โดยเฉพาะพวกเชื้อรา เช่น เชื้อยีสต์ (Candida) จะทำให้เกิดอาการแดงถลอก และอักเสบ มักเป็นแถวง่ามนิ้วเท้า รวมถึงพวกเชื้อราชนิดอื่นๆด้วย ซึ่งการเกิดเชื้อราที่เท้าสามารถแพร่กระจายไปที่เล็บและทำให้สีเล็บเปลี่ยนสี หนาขึ้น หรือแตกละเอียดได้

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าโดยทั่วไปแล้วโรคน้ำกัดเท้าเป็นโรคไม่รุนแรงสามารถรักษาให้หายได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์และเป็นโรคที่สามารถป้องกันโดยหลีกเลี่ยงการเดินในที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือหลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำเป็นเวลานานๆ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำควรสวมรองเท้าบู๊ท และเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้งหลังขึ้นจากน้ำ แต่ถ้าพบว่าผิวหนังเริ่มเปื่อย เกิดตุ่มคัน มีบาดแผล หรือมีการอักเสบหลายๆ วันไม่ยอมหาย หลังจากปฏิบัติดูแลเท้าอย่างดีแล้ว หรือมีอาการบวมแดง ปวด มีหนองที่เท้า ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างถูกต้องก่อนที่โรคจะกลายเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างอื่น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคน้ำกัดเท้าสามารถโทรศัพท์สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422. นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าว

Advertisement