ททท.เปิดเกมรุกตลาดออสเตรเลีย เตรียมต้อนรับงานใหญ่แห่งปี “ประชุมสมาคมนักเขียนออสเตรเลีย-ASTW” 16-18 สิงหาคม นี้ พร้อมนำทีมลุยสำรวจโปรโมตเมืองท่องเที่ยวหลัก-รอง 7 แห่ง โหมจุดขายวิถีไทย และได้รายการระดับโลก “มาสเตอร์ เชฟ” บุกถ่ายทำทั่วเมืองไทย ช่วง เม.ย.2562
นายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าช่วงสิงหาคม 2561 เป็นเดือนแห่งวันแม่ของไทย นับเป็นโอกาสดีที่สมาคมนักเขียนด้านการท่องเที่ยวออสเตรเลีย (Australian Society of Travel Writers- ASTW) จะนำสมาชิก300 คน มีทั้งนักเขียน ช่างภาพ บรรณาธิการ บล็อกเกอร์ด้านการท่องเที่ยว ผู้ที่ทำงานในด้านประชาสัมพันธ์ มาจัดประชุมสามัญประจำปี 2561 หรือ ASTW Annual General Meeting (ASTW AGM) 2018 ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นจังหวะดีที่จะได้นำนักเขียนออสเตรเลียกลุ่มต่างๆ ลงพื้นที่สำรวจแหล่งท่องเที่ยวไทยในเมืองหลัก เมืองรอง ไปสร้างประสบการณ์ร่วมตามแคมเปญ Open to the New Shades ชิมอาหารถิ่น ผ้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เพื่อนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในตลาดออสเตรเลียช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป
นางรุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานซิดนีย์ ออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ในฐานะดูแลพื้นที่ตลาดการท่องเที่ยวในกลุ่มโอเชเนียทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ วางกลยุทธ์ใช้เวทีการประชุมสมาคมนักเขียนออสเตรเลียซึ่งทุกคนต้องจ่ายเงินค่าลงทะเบียนมาจัดประชุมในไทย ระหว่าง 16-18 สิงหาคมนี้ พาสำรวจพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ของไทยซึ่งมีความหลากหลายรวม 7 เส้นทาง ประกอบด้วย เชียงราย แพร่ น่าน เกาะช้าง (จ.ตราด) กระบี่ พังงา กาญจนบุรี เพราะตามปกติแล้วชาวออสเตรเลียจะนิยมมาเที่ยวทะเลภูเก็ต ขณะนี้ ททท.พยายามนำเสนอพื้นที่ท่องเที่ยวทะเลอันดามันจังหวัดอื่นๆ และจังหวัดทางฝั่งทะเลอ่าวไทยเพิ่มขึ้น เช่นพื้นที่สำคัญอย่าง เกาะช้าง จ.ตราด
โดยตั้งเป้าเจาะกลุ่มเป้าหมายออสเตรเลีย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มครอบครัว นิยมเดินทางมาพร้อมกันจำนวนครอบครัวละหลายคน ทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายาย 2.กลุ่มเยาวชน 3.กลุ่มมิลเลนเนียล และ 4.กลุ่มไฮเอนด์ เนื่องจากปัจจุบันออสเตรเลียเป็นตลาดที่ ททท.สามารถทำค่าเฉลี่ยรายได้เกินเป้าหมาย การวางกลยุทธ์ช่วงครึ่งหลังปี 2561 ต่อเนื่องถึงปี 2562 จึงต้องหันมาเน้นการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวด้วยการจับมือกับสายการบินซึ่งมีเที่ยวบินตรงจากเมืองรองในออสเตรเลียเข้าไทย เช่น อดิเลค โฮบาตร ดาวิน เมืองเหล่านี้มีสายการบินชั้นนำเปิดบริการบินตรงไป-กลับ คือ สิงคโปร์แอร์ไลน์ส สกู๊ตแอร์ มาเลเซียนแอร์ไลน์ส โดยจะแวะพักในเมืองหลวงอาเซียนแล้วบินต่อเข้าไทยได้สะดวกมาก
ผอ.รุจิรัศมิ์ กล่าวว่า แนวโน้มครึ่งปีหลังจะเร่งเพิ่มยอดนักท่องเที่ยวออสเตรเลียกลุ่มเซ็กเมนต์หลักๆ ได้รับรู้ถึงการเดินทางเข้าถึงท้องถิ่นทั่วไทย เพราะถึงแม้ขณะนี้จะไม่มีเที่ยวบินตรงจากออสเตรเลียเข้าภูเก็ตเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ก็ยังเดินทางได้สะดวกโดยมีสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส หรือสายการบินอื่นๆ บินตรงเข้าไทย
ผอ.รุจิรัศมิ์ กล่าวต่อถึงว่า ในช่วงเดือนเมษายน 2562 ไทยจะได้ต้อนรับรายการ มาสเตอร์ เชฟ ออสเตรเลีย ซึ่งขอมาถ่ายทำรายการในไทยตามทำแหล่งท่องเที่ยวถึง 6 ตอน เพื่อโปรโมตอาหารไทย อาหารถิ่น สินค้าไทย ในพื้นที่กรุงเทพฯ ระยอง จันทบุรี ตราด เชียงใหม่ เชียงราย ตลอดการถ่ายทำจะมีเซลิบริตี้เดินทางมาด้วย ดังนั้น ททท.พร้อมใช้รายการนี้ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ยอดนิยมติดอันดับท็อปมีผู้ติดตามชมสูง มีชื่อเสียงโด่งดังมากเผยแพร่ไปทั่วโลก 140 ประเทศ ปลุกกระแสสร้างแรงจูงใจออสเตรเลียเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นต่อไป เพราะชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่คลั่งไคล้เรื่องอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย เมื่อรายการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะจะโดนใจชาวออสเตรเลียอย่างแน่นอน
ตามแผนเตรียมโปรโมตการท่องเที่ยวเมืองรองในตลาดออสเตรเลียอย่างเข้มข้น โดยใช้เชียงใหม่เชื่อมโยงการขายต่อไปยังเชียงราย ส่วนทางฝั่งตะวันออกจะใช้ตราดเป็นศูนย์กลางเปิดแหล่งท่องเที่ยวทะเลแห่งใหม่ในอ่าวไทยและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
สำหรับปี 2561 และ 2562 ททท.ตั้งเป้าสร้างการเติบโตในตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 % ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์แข่งขันด้านการท่องเที่ยวในตลาดแถบโอเชเนียมีสูงมาก แต่ละประเทศพร้อมใช้เงินลงทุนเข้ามาปักหลักตั้งสำนักงานเพื่อช่วงชิงลูกค้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นกลุ่มคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และหมู่เกาะอย่างฟิจิ
สถิติปี 2560 ททท.สามารถนำนักท่องเที่ยวโอเชเนียเข้าไทยได้รวมถึง 938,687 คน เพิ่มขึ้น 3.05 % สร้างรายได้ 73,569 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3 % พักเฉลี่ยคนละ 13.8 วันต่อทริป ใช้เงินเฉลี่ยคนละ 80,012 บาทต่อทริป นับเป็นตลาดที่มีอัตราการใช้เงินกระจายสู่ท้องถิ่นไทยสูงกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวเมืองไทยทั่วไปซึ่งใช้จ่ายเพียงคนละ 53,150 บาทต่อทริปเท่านั้น

