ยันไม่ได้ปล่อยโครงการทิ้งร้าง และพร้อมดำเนินการทันทีหากได้ข้อสรุปชัดเจน เพื่อส่งเสริมไฟฟ้าพลังน้ำระดับชุมชน เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนสร้างความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาว
นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า กรณีปัญหาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำวังลุง จ.นครศรีธรรมราช ขนาดกำลังผลิต 66.5 กิโลวัตต์ จำนวน 2 ชุด ที่ยังไม่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ นั้น พพ. ขอชี้แจงว่า กรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำวังลุง ถือเป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมาก ที่ในระยะแรกชุมชนและราษฎรเจ้าของพื้นที่ยินยอมให้ พพ. ก่อสร้างโครงการฯ แต่ต่อมาเจ้าของที่ดินได้เสียชีวิต และมีทายาทหลายคนต้องการพื้นที่โครงการฯ คืน และได้มีการฟ้องร้องเรื่องสิทธิการครอบครองพื้นที่ ทางแก้ไขปัญหาปัจจุบัน พพ. จึงอยู่ระหว่างการประสานไปยังทายาททุกคน รวมถึงผู้นำชุมชนทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
ทั้งนี้ พพ. ยืนยันว่าไม่ได้มีการปล่อยให้โครงการฯ ทิ้งร้าง ยังมีการดูแลรักษาระบบและสถานที่เป็นอย่างดี พร้อมกับติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเร่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย และพร้อมจะส่งเสริมการใช้พลังน้ำในระดับชุมชน ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาภาวะโลกร้อน รวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กมากของ พพ. แต่ละแห่ง มีวัตถุประสงค์เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมอบโอนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้บริหารจัดการนำรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้า กลับมาพัฒนาชุมชน โดยก่อนการดำเนินโครงการฯ พพ. ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมโดยชุมชนได้ยอมรับและยินยอมให้ดำเนินการ
แต่เบื้องต้นโครงการฯ ยังไม่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้ เนื่องจากในระยะแรกติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ซึ่งได้รับการยกเว้นตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 รวมทั้งจากมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557 ได้มีนโยบายหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทุกประเภทเพื่อปรับเปลี่ยนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff โดยจะประกาศรับซื้อไฟฟ้าเป็นครั้งๆ ไป นอกจากนี้ ในช่วงต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ อปท. ไม่สามารถดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ ดังนั้น กพช.จึงได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 มีมติให้ พพ. เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าราคาหน่วยละ 1.091 บาท และนำรายได้ส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
โดย พพ. ได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) เพื่อขออนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าของโครงการ แต่ สกพ.กำหนดให้ พพ.ต้องยื่นเอกสารแสดงสิทธิ์การครอบครองที่ดินของที่ตั้งโครงการฯ ปัจจุบัน พพ. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเอกสารดังกล่าว เพื่อให้ราษฎรผู้ครอบครองพื้นที่ยินยอมให้ดำเนินการโครงการฯ เพื่อจะได้นำไปยื่นขออนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าต่อไป

