การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เร่งเครื่องทำตลาดในโอเชเนีย ทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะต่างๆ โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับ การบินไทย และทีมไทยแลนด์ ล่าสุด “รุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ” ส่งไม้ต่อให้ “สุลัดดา ศรุติลาวัณย์” ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานซิดนีย์ เดินหน้าโครงการที่ปูพรมไว้ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand : Open to the New Shades ประกอบด้วยหลักๆ 3 โครงการต่อเนื่อง ได้แก่
โครงการแรก เชฟ มาสเตอร์ ออสเตรเลีย รายการยอดฮิตที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมกว่า 140 ประเทศ ดึงเข้ามาถ่ายทำรายการในไทยช่วงเมษายน 2562 เมืองหลัก-รอง อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ โครงการที่ 2 งานจัดการประชุมนักเขียนออสเตรเลีย Australia Society of Travel Writers : ASTW 2018 เกือบ 300 คน เข้ามาจัดในไทย ระหว่าง 16-18 สิงหาคม 2561 ที่กรุงเทพฯ พร้อมลงพื้นที่สำรวจทั่วไทย 7 เมืองรอง เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อเนื่องปี 2561-2562
โครงการที่ 3 โครงการจัดนิทรรศการแสดงภาพเขียนของเหล่าศิลปินออสเตรเลียในซิดนีย์ นำทีมเดินทางเข้ามาเขียนภาพแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม แพร่ น่าน เชียงราย ซึ่งนำไปจัดแสดงในแกลอรี่ดัง Royal Art Society ของออสเตรเลียเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี “สมเกียรติ หาญสถิต” ศิลปินไทยในออสเตรเลีย เตรียมทำกิจกรรมต่อเนื่องจัดแพกเกจทัวร์นำนักวาดภาพสมัครเล่นในออสเตรเลียที่ใช้เงินแบบไม่อั้นมาเที่ยวพร้อมวาดรูปในไทยช่วงต้นปี 2562 นับเป็น New Shades การท่องเที่ยวเชิงศิลปะที่จะช่วยปลุกกระแสท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เดินทางครั้งแรกมาไทย
@ททท.เปิดเกมรุกแรงตลาดออสเตรเลียปี’61-62
“สุลัดดา ศรุติลาวัณย์” ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานซิดนีย์ เปิดเผยว่า ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 1 สิงหาคม 2561 ได้วางแผนทำการตลาดเชิงรุกชูจุดขาย Local Experience ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand : Open to the New Shades เน้น กิจกรรมชุมชน อาหารถิ่น พื้นเมืองท่องเที่ยวหลักเชื่อมโยงสู่เมืองรอง และประเทศเพื่อนบ้าน วางกลยุทธ์ทำ 5 โครงการไฮไลต์ใหม่ๆ เพิ่มตามความสนใจของออสเตรเลียเพื่อเพิ่มรายได้ตลาดคุณภาพกระจายสู่ชุมชนมากขึ้น ประกอบด้วย 1.การท่องเที่ยวเชิงอาหาร gastronomy ปูพรมตั้งแต่ตอนนี้ต่อเนื่องกับงาน เชฟ มาสเตอร์ ออสเตรเลีย จะเดินทางไปถ่ายทำในเมืองไทยเดือนเมษายน 2562 ตามจังหวัดต่างๆ 2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Health & Wellness 3.การท่องเที่ยวเชิงกีฬา เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ททท.ซิดนีย์ เข้าร่วมการขายในงาน Dive Expo 2018 ณ International Convention Center : ICC บริเวณดาร์ลิ่ง ฮาเบอร์ นำเสนอแหล่งดำน้ำขึ้นชื่อของไทยที่ทั้งหมู่เกาะสิมิลัน หินม่วงหินแดง และอื่นๆ ได้รับความสนใจอย่างมาก ต่อไปยังสามารถผนวกขายบางแสน พัทยา ซึ่งประกาศเป็นเมือง Sport City เต็มรูปแบบทั้งบนบกและในทะเล
4.การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย กับประสบการณ์ท่องเที่ยววิถีไทย (Local Experience) โดยจะขยายจุดขายเมืองรองในชายทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จากพัทยา (ชลบุรี) ไปยัง จังหวัดตราด ซึ่งมีชุมชนท่องเที่ยวที่มีความพร้อมรองรับตลาดต่างประเทศ หรือถ้ำหลวง อุทยานแห่งชาติขุนน้ำนางนอน เชียงราย ขณะนี้ทางทีมไทยแลนด์ กำลังประสานงานกันเพื่ออำนวยความสะดวกให้ นายแพทย์ริชาร์ด แฮริส นักดำน้ำถ้ำหลวงชาวออสเตรเลียที่เข้าไปช่วยเหลือชีวิตเยาวชนนักเตะทีม 13 หมูป่า จะพาภรรยาเดินทางกลับมาพักผ่อนและท่องเที่ยวเชียงรายอีกครั้งช่วงปี 2562 ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่ชาวออสเตรเลียนิยมรวมถึงชื่นชอบวัฒนธรรมภาคเหนือด้วย และ 5.เพิ่มพื้นที่การทำกิจกรรมท่องเที่ยวจิตอาสาและซีเอสอาร์ โดยนำเครื่องมือดิจิตอลทางการตลาดเข้ามาเสริมทัพ
ผอ.สุลัดดากล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปี 2561 เป็นต้นไป ได้จัดทีมรุกเจาะตลาดออสเตรเลียตามนโยบายใหม่ โดยพุ่งเป้าเพิ่มทั้งวันพักเฉลี่ย รายได้ กิจกรรม นำเงินสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่จะได้รับจากตลาดใหม่ๆ ได้แก่ 1.กลุ่มเดินทางครั้งแรก (first visit) ขณะนี้มีประมาณ 30% ตั้งเป้าเพิ่มให้ได้อีก 5-10% 2.ขยายฐานลูกค้าในเมืองเศรษฐกิจรองของออสเตรเลียอย่าง โกลด์โคสต์ ดาวิน อดิเล็ก จะจับมือกับบริษัทตัวแทนการท่องเที่ยวออสเตรเลียผลิตแพกเกจกับโปรแกรมท่องเที่ยวขายเมืองหลัก เมืองรอง ขยายฐานกลุ่มครอบครัวที่เดินทางไปเมืองไทยเป็นครั้งแรก 2.สร้างจุดขายแหล่งท่องเที่ยวพัทยาเชื่อมโยงในระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Economic Coridor :EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่หลักแต่ละปีที่มีออสเตรเลียเข้าไปเที่ยวติดอันดับ 4-5 สามารถขายไปยังเมืองรองในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ผนวกช่วงเทศกาลท่องเที่ยวสวนผลไม้และผนวกขายท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา
ส่วนการเพิ่มรายได้เฉลี่ยจากนักท่องเที่ยวตลาดออสเตรเลีย จะเกาะติดสถานการณ์ 1.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันใช้เงินท่องเที่ยวไทยเฉลี่ยคนละ 80,000 บาทต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ในปี 2561 ใช้เงินประมาณคนละ 57,000 บาทต่อทริป 2.สร้างแม่เหล็กดึงปลุกนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางครั้งแรกด้วยกิจกรรมแตกต่างจากเดิม เช่น กลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3.ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์สินค้าท้องถิ่นและกิจกรรมเชิงวิถีวัฒนธรรมไทย และยังพุ่งเป้ารณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวซีเอสอาร์และจิตอาสาร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
@บินไทยชิงขายเน็ตเวิร์คไทยต่อยุโรป-จีน-อินเดีย
ทางด้าน “เสริญ ชูพิชัยกุล” ผู้จัดการทั่วไป ประจำคอมมอนเวลท์ ออสเตรเลีย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยเปิดบินออสเตรเลียมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ บริการไป-กลับ 4 เมืองใหญ่เข้ากรุงเทพฯ สัปดาห์ละรวม 39 เที่ยว ครึ่งปีแรก มกราคม-มิถุนายน ทำอัตราบรรทุกผู้โดยสารและรายได้เติบโตเฉลี่ย 8% จาก ซิดนีย์ 11 เที่ยว โดยฝูงบินโบอิ้ง 747-400 บริสเบน 7 เที่ยว ใช้ฝูงบินแอร์บัส A350-900 เมลเบอร์น 14 เที่ยว เพิร์ธ 7 เที่ยว ใช้ฝูงบินโบอิ้ง B787-800 วางกลยุทธ์เจาะตลาดเที่ยวบินตรง 60% และเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังทวีปอื่น (Network) 40-45% เข้าสู่ยุโรป เมืองหลักๆ อาทิ ชาร์ล เดอ โก ฝรั่งเศส, ลอนดอน อังกฤษ ทวีปเอเชีย ทั้งอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่การบินไทยมีเที่ยวบินเชื่อมต่อเข้าเมืองต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป การบินไทยเน้นสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโดยสามารถแข่งขันกับสายการบินนานาชาติที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงในออสเตรเลีย โดยจะชูให้เห็นถึงมูลค่าเพิ่มของบริการ (Value Addes) ขณะนี้การบินไทยมีฝูงบินบริการด้วยไฮเทคโนโลยี Live TV on Broad 3 ใน 4 เมืองเข้าออสเตรเลีย ส่วนช่วงตารางบินฤดูหนาว เริ่มปลายเดือนตุลาคม 2561 -25 มีนาคม 2562 จะรุกขายเที่ยวบินจากออสเตรเลียบินเข้ามาใช้กรุงเทพฯต่อเครื่องไปยังทวีปยุโรป อินเดีย จีน ซึ่งมีไทยทีม คือ ไทยสไมล์ บริการในประเทศและเอเชียใต้ คอยเสริมทัพอีกทาง
สำหรับการเพิ่มราคาตั๋วโดยสารช่วงฤดูการเดินทางหนาแน่นนั้น การบินไทยจะต้องรอประเมินสถานการณ์การแข่งขันให้ชัดเจนอีกครั้ง ตามปกติจะเพิ่มประมาณ 70-80 เหรียญออสเตรเลีย จากปัจจุบันขายตั๋วไป-กลับ 700-800 เหรียญออสเตรเลีย เป้าหมายหลักเรื่องเน้นเพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยให้ได้กว่า 80% โดยช่วงชิงผู้โดยสารออสเตรเลียเดินทางต่างประเทศช่วงวันหยุดพักผ่อนให้ได้มากที่สุด
เสริญย้ำว่ากลยุทธ์การเพิ่มลูกค้าและรายได้จะเร่งทำ 1.เจาะกลุ่มสมาชิก Royal Orchid Plus : ROP ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ในออสเตรเลียซึ่งมีถึง 3 แสนสมาชิก จะกระตุ้นให้หันมาใช้สิทธิประโยชน์ซื้อตั๋วโดยสารการบินไทย ผ่านช่องทาง Electronic direct mail :EDM โดยทำโปรโมชั่นเฉพาะเจาะจงส่งถึงลูกค้าต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2.รุกตลาดกลุ่มครอบครัว โดยวางตำแหน่งการบินไทยเป็น friendly family Airlines ขณะนี้มีส่วนแบ่งการตลาด 20-25%
“ขณะนี้การบินไทยในออสเตรเลีย ได้ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรส่งเสริมตลาดการเดินทางจากออสเตรเลียเข้าประเทศไทย โดยจับมือกับ ททท. สำนักงานซิดนีย์ สนับสนุนโครงการ ASTW 2018 การจัดประชุมนักเขียนออสเตรเลียในไทย ระหว่าง 16-18 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมอนันตรา กรุงเทพฯ การบินไทยให้ตั๋วโดยสารราคาพิเศษ และออกบูธจัดทำพรีเซ็นเตชั่น 2.ร่วมกับสถานเอกอัครฑูตไทยจัดงาน Thailand Festivial ทุกปี”
“อีกทั้งยังได้นำจุดแข็งต่างๆ ของประเทศ ด้านอาหารไทย อาหารถิ่น บริการแบบวิถีไทย และเพิ่มช่องทางการขายตั๋วโดยสาร แพกเกจท่องเที่ยว ทางออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ขณะนี้มีส่วนแบ่งการขายอยู่ 15% ของตลาด จากนี้ไปจะเพิ่มทำโปรโมชั่นตั๋วขายแบบ Flash Sale และ Promote Code ให้ลูกค้าเข้ามาลงทะเบียนเพื่อเก็บรายชื่อไว้เป็นข้อมูลของบริษัทได้ด้วย”
นายเสริญย้ำว่าสถานการณ์การแข่งขัน ปัจจุบันมี 10 กว่าสายการบิน ทั้ง โลว์คอสต์แอร์ไลน์ส สายการบินอินเตอร์ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น อาเซียน ต่างมีบินตรงเข้าเอเชียวันละ 3-4 เที่ยว การบินไทยต้องเร่งใช้ศักยภาพใน 4 เมืองหลัก ต่อสู้ให้ได้ด้วยจุดแข็งที่จะใช้โปรโมตล่าสุดได้รับรางวัลระดับโลกมาการันตีคุณภาพจาก Sky Trax ถึง 3 รางวัล ได้แก่ 1.The Best World Economy : เป็นผู้นำที่นั่งชั้นประหยัดอันดับ 1 ของโลก โดยมีพื้นที่ระหว่างเก้าอี้ให้ผู้โดยสารได้ใช้อย่างสะดวกความกว้าง 33 นิ้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยของที่นั่งชั้นประหยัดสายการบินทั่วไทยซึ่งตามมาตรฐานกว้างเพียง 31 นิ้ว 2.The Best World Caterting : บริการอาหารบนเครื่องดีเป็นอันดับ 1 ของโลก 3.The Best World of Louge and Spa : บริการเลาจน์และสปาดีที่สุดของโลก
นับจากปี 2561 เป็นต้นไป ทั้ง ททท.และการบินไทย ในออสเตรเลีย พร้อมกอดคอกันลุยทำตลาดเชิงรุกหนักขึ้นทำให้ไทยเป็นประเทศผู้นำเอเชียที่ชาวออสเตรเลีย และคอมมอนเวลท์ ต้องนำเงินเข้ามาใช้เพิ่มต่อเนื่องทุกปี
เรื่องโดย…เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน : บล็อกเกอร์ -gurutourza

