เจาะลึกแหล่งพลังงานในอ่าวไทย ความท้าทายที่เอาชนะได้ด้วยเทคโนโลยี

24.08.18 | 14:00 น.

แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ 2 แห่งของไทย คือ
แหล่งเอราวัณ และแหล่งบงกช กำลังจะหมดอายุ
สัมปทานในปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ซึ่งภาครัฐกำลังอยู่ในระหว่างการประมูล เพื่อหาผู้ดำเนินการต่อหลังหมดสัมปทาน ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC (Production Sharing Contract) เพื่อให้การผลิตก๊าซฯ จากทั้งสองแหล่งมีความต่อเนื่องและไม่กระทบต่อความต้องการใช้พลังงานของประเทศ
‘เอราวัณ’ แหล่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรก
ในอ่าวไทย ได้ทำหน้าที่ผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2524 หรือกว่า 36 ปี ทั้งยังนับเป็นแหล่งปิโตรเลียมในทะเล ที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน ปริมาณก๊าซธรรมชาติ ที่ร่อยหรอลงจากการดำเนินการอย่างยาวนานตลอดจนความท้าทายทางธรณีวิทยา นับเป็นด่านหินสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้ามาบริหารจัดการแหล่งก๊าซแห่งนี้ ให้สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ตามปริมาณขั้นต่ำที่กำหนดและในราคาที่เหมาะสม


ธรณีวิทยาที่ไม่ธรรมดาของอ่าวไทย
“อาทิตย์ กริชพิพรรธ” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุน
ธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด
ผู้ดำเนินงาน (operator) ของแหล่งเอราวัณ อธิบายให้ฟังว่า
โครงสร้างแหล่งกักเก็บก๊าซในแหล่งเอราวัณมีลักษณะเป็น
กระเปาะขนาดเล็กและอยู่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 4,500 ตารางกิโลเมตร หรือเท่ากับพื้นที่ของกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมกัน ทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมีการลงทุนสูง เพราะหลุม
ที่เจาะไปแต่ละหลุมจะเจาะลงไปในโครงสร้างเล็กๆ เหล่านี้ได้เพียงไม่กี่แห่ง จึงจำเป็นต้องเจาะหลุมจำนวนมาก และก๊าซที่ผลิตได้จากแต่ละหลุมก็มีไม่มาก ใช้ไม่นานก็หมดและหลุมที่ลงทุนไปนั้นก็จะกลายเป็นหลุมตาย คือไม่มีปิโตรเลียมเหลืออยู่ นอกจากนั้นจุดที่ลึกที่สุดของแหล่งกักเก็บที่ความลึกราว 3-3.5 กิโลเมตร ก็ยังมีอุณหภูมิที่สูงถึงกว่า 170 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติ ทำให้ต้องใช้เทคนิค เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการเจาะหลุมที่พิเศษ เพราะต้องสามารถทนทำงานกับอุณหภูมิที่สูงขนาดนั้นได้
ลักษณะทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนดังกล่าวนั้น เป็นเพราะปิโตรเลียมของแหล่งเอราวัณอยู่ในแหล่งกักเก็บที่เป็นแนวหินทรายที่เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนแม่น้ำและสันทรายริมแม่น้ำ
สายเล็กๆ ที่ไหลผ่านทั่วบริเวณนี้เมื่อหลายสิบล้านปีที่แล้วขณะที่ระดับน้ำทะเลอยู่ต่ำกว่านี้มาก แนวหินทรายเหล่านี้จึงมีขนาดเล็กและ
อยู่กระจัดกระจายกันในพื้นที่กว้างใหญ่ นอกจากนั้น การทรุดตัว
ของแผ่นดินตามธรรมชาติในเวลาต่อมาได้ทำให้เกิดแนวรอยเลื่อน
ของแผ่นดิน (Geological Faults) จำนวนมากมาสับซอยแนวหินทราย
เหล่านี้ให้ยิ่งเล็กลงไปอีก

ดังนั้น เพื่อรักษากำลังการผลิตให้ได้ตามข้อตกลง จึงต้อง
เจาะหลุมผลิตใหม่ๆเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และต้องเจาะมากขึ้น
แทบทุกปี เช่น ในปี 2559 และ 2560 ที่ผ่านมา มีการเจาะหลุมใหม่ในแหล่งเอราวัณและแหล่งใกล้เคียงที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทาน เฉลี่ยปีละกว่า 350 หลุม มากพอๆ กับประเทศจีนซึ่งเจาะหลุม
ในทะเลไปมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกราว 370 หลุมต่อปี
ซึ่งการเจาะหลุมจำนวนมาก หมายถึงความสิ้นเปลืองที่มากขึ้น
ทั้งค่าเจาะหลุมละหลายล้านเหรียญสหรัฐ ค่าติดตั้งแท่นหลุมผลิตใหม่
(new wellhead platforms) ค่าวางท่อที่ต้องต่อเชื่อมถึงกัน
(interfield pipelines) ค่าดูแลรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในทะเลและเสื่อมสภาพเร็วถ้าเราใช้ของ
ที่ไม่ดีหรือดูแลได้ไม่ดีพอ และเมื่อผลิตก๊าซไปหมดแล้ว ยังต้องเสียค่ารื้อถอน (Asset Retirement) อีก แต่ที่ต้องทำก็เพราะความจำเป็น เพราะถ้าหยุดเจาะหลุมผลิตใหม่ๆ ก๊าซที่ไหลอยู่ก็จะหมดไปภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

เอาชนะความท้าทายด้วยเทคโนโลยี
ความท้าทายทางธรณีวิทยาของแหล่งเอราวัณทำให้เชฟรอนต้องพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการทำงานเพื่อให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำ

Advertisement

ก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยต้นทุน
การผลิตที่ไม่สูงเกินไป และได้มาตรฐานความปลอดภัยและ
สิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี ที่เชฟรอนพัฒนาและนำมาใช้
อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมตลอดกระบวนการ เช่น การสำรวจโดยวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบสามมิติ
(3D Seismic) เพื่อให้การแปลผลสภาพทางธรณีวิทยาแม่นยำ
ยิ่งขึ้น การขุดเจาะหลุมผลิตขนาดเล็กแบบมาตรฐาน (Standard Slim Hole) การพัฒนาแท่นหลุมผลิตแบบมาตรฐาน (Standard Wellhead platform) เครื่องเพิ่มแรงดันที่ติดตั้งบนแท่นหลุมผลิต (Remote Compressor package) การอัดน้ำเสียในกระบวนการผลิต
กลับลงหลุมที่ผลิตหมดแล้วเพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งน้ำเสียลงทะเล
(Produced water reinjection) ซึ่งเหมาะสมกับสภาพทางธรณีวิทยาของอ่าวไทยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เชฟรอนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยีการขุดเจาะเป็นพิเศษ เพราะเป็นส่วนที่มีต้นทุนมากที่สุด จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถขุดเจาะได้เร็วขึ้น โดยสามารถเจาะหลุมระดับความลึก 3-3.5 กิโลเมตรและติดตั้งอุปกรณ์จนเสร็จได้ในเวลาน้อยกว่า 5 วันต่อหลุม ซึ่งถือว่าเร็วที่สุดในโลก นอกจากนั้น
ยังออกแบบแท่นขุดเจาะ (Drilling Rigs) ที่เหมาะกับการเจาะหลุมในอ่าวไทยโดยเฉพาะ สามารถทำงานหลายๆ อย่างได้พร้อมกันโดยไม่ต้องรอให้งานอย่างหนึ่งเสร็จก่อนและจึงจะทำอีกอย่างได้ (maximize offline activities to minimize online time) มีการออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้วัดข้อมูลของชั้นหินที่สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้ (High temperature tool) และยังเน้นในเรื่องความปลอดภัย
นำระบบ WellSafe ซึ่งดัดแปลงมาจากระบบ SubSafe ที่ใช้กับกองเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูสหรัฐฯ มาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าการ
ขุดเจาะหลุมจะมีความปลอดภัยสูง
ในด้านการผลิต ได้ดัดแปลงเครื่องเพิ่มแรงดันก๊าซ
(Gas Compressor) ที่ใช้กันมากในแหล่งก๊าซบนบก ให้สามารถใช้บนแท่นหลุมผลิตในทะเลที่มีขนาดเล็กและรับน้ำหนักและแรงสั่นสะเทือนได้จำกัด และยังต้องสามารถเพิ่มแรงดันให้กับ
ทั้งก๊าซธรรมชาติและของเหลวอย่างน้ำและน้ำมันที่ไหลขึ้นมา
พร้อมกัน กลายเป็นเครื่องเพิ่มแรงดันสำหรับแท่นหลุมผลิต
(Remote Compressor) ที่สามารถใช้ดูดก๊าซธรรมชาติจากในหลุมออกมาให้ได้มากที่สุด เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่โยกย้ายไปติดตั้งบนแท่นหลุมผลิตทุกแท่น และใช้กับหลุมผลิตแทบทุกหลุม ก่อนที่จะทำการรื้อถอน

กุญแจสู่ความสำเร็จ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชฟรอนสามารถพัฒนาเทคโนโลยี
ได้อย่างต่อเนื่อง คือ การผสมผสานจุดแข็งของความเป็นบริษัทระดับโลกและทีมงานชาวไทยที่มีความสามารถและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเชฟรอนได้รับการสนับสนุนทางเทคโนโลยีจากบริษัทแม่ที่สหรัฐอเมริกาหลายหน่วยงาน เช่น Energy
Technology Company (ETC) ซึ่งเป็นหน่วยงานค้นคว้าวิจัยพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง Information Technology Company (ITC) ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างเหมาะสม และ Chevron Technology Ventures (CTV) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมจากภายนอกองค์กรเพื่อนำมาปรับใช้ภายใน ทำให้เชฟรอนมีองค์ความรู้
ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่แข็งแกร่ง
นอกจากนั้น เชฟรอนยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งในด้านเทคโนโลยีและการจัดการให้กับบุคลากรชาวไทยผ่านการฝึกอบรมและการปฏิบัติงานจริง และการส่งไปทำงานที่ต่างประเทศ เห็นได้จาก
ในปัจจุบัน พนักงานกว่า 96% ของเชฟรอนประเทศไทยเป็นคนไทย และพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่บนแหล่งเอราวัณทั้งหมดเป็นคนไทย

เตรียมพร้อมสู่อนาคต
และเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาแหล่งเอราวัณในอนาคต
ขณะนี้เชฟรอนได้เริ่มนำข้อมูลของการผลิต การเจาะ ข้อมูล
ทางธรณีฯ มารวบรวมและวิเคราะห์ แบบ Big Data เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถพัฒนาหลุมผลิตใหม่ๆได้เร็วขึ้นและถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ภายในต้นทุนที่เหมาะสม และยังจะได้ปรับปรุงเทคโนโลยีในการจัดการ
การบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ การจัดการ Logistics การบริหารห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ด้วยการริเริ่มเอาความคิดและเทคโนโลยีแบบ Digital เข้ามาปรับใช้ด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญ
ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
“ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ของบุคลากร และความรู้ความเข้าใจที่สะสมมากว่า 36 ปีนับจาก
วันที่เริ่มผลิต เรายังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรามีความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ได้จริงและตอบโจทย์
ของการพัฒนาที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ได้ และได้เป็นผู้นำในด้านนี้
มาโดยตลอด” อาทิตย์ กล่าวทิ้งท้าย