ประธานบอร์ดแพทย์กองทุนเงินทดแทนคนใหม่ เร่งปรับปรุงสิทธิฯตามพรบ.ใหม่เพื่อประโยชน์ของลูกจ้าง!

24.08.18 | 15:25 น.

นายแพทย์เสรี ตู้จินดา ประธานกรรมการ(บอร์ด)การแพทย์ กองทุนเงินทดแทน เปิดเผยภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง ว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะคณะกรรมการการแพทย์ฯ มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินทดแทน ในการกำหนดหลักเกณฑ์และอัตรา สำหรับประโยชน์ทดแทนในการรับบริการทางการแพทย์ของลูกจ้าง รวมถึงการให้คำปรึกษาและแนะนำในทางการแพทย์แก่คณะกรรมการ อดีตที่ผ่านมาเรื่องการจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก 1 ล้านบาท ได้มีการพัฒนาปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท พร้อมทั้งดูแลข้อขัดแย้ง ระหว่างผู้ใช้แรงงาน กับกระทรวงแรงาน และดูแลข้อขัดแย้งระหว่างลูกจ้างกับสถานพยาบาลเกี่ยวกับข้อตกลงค่ารักษาพยาบาล

“ปัจจุบันกองทุนเงินทดแทนได้มีการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้พระราชบัญญัติเงินทดแทนฉบับใหม่ได้ให้สิทธิในการขยายความคุ้มครองแก่ลูกจ้างของส่วนราชการ ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมไปถึงลูกจ้างซึ่งทำงานในองค์กรของนายจ้างที่มิได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อแสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้พระราชบัญญัติ ฉบับใหม่ได้มีแก้ไขการออกหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ให้ดำเนินการออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อให้ลูกจ้างได้รับประโยชน์ ได้แก่ การเพิ่มอัตราค่าทดแทนกรณีต่างๆ จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน เพิ่มระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้างทุพพลภาพจาก 15 ปี เป็นตลอดชีวิต เพิ่มระยะเวลาการจ่ายค่าทดแทนกรณีลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายจาก 8 ปี เป็น 10 ปี”นายแพทย์เสรี ตู้จินดา กล่าว 

ประธานกรรมการการแพทย์ฯ กล่าวอีกว่า นอกจากการปรับปรุงเพิ่มสิทธิค่ารักษาลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการการแพทย์ กองทุนเงินทดทดแทน มีแนวทางจัดให้มีการป้องกันอุบัติเหตุ หรือโรคที่เกิดจากการทำงานอย่างจริงจัง โดยมีการให้ความรู้แก่ลูกจ้างในโรงงาน และสถานประกอบการ รวมทั้งหาวิธีป้องกัน ให้รู้เท่า รู้ทัน แล้วนำไปปฏิบัติจนเป็นนิสัย  โดยที่คณะกรรมการการแพทย์ฯ พร้อมสนับสนุนส่งเสริมการป้องกันการเจ็บป่วยหรือประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกจ้างเป็นสำคัญ