กรมควบคุมโรคเผยสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ล่าสุดพบผู้ป่วยแล้ว 89,846 ราย เสียชีวิต 12 ราย ผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนส่วนใหญ่พบในสถานที่ปิดหรือแออัด เช่น โรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหาร เฉพาะโรงเรียนพบแล้ว 10 เหตุการณ์และมีรายงานเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ แนะ!คัดกรองเด็กป่วยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบป่วยหลายรายควรพิจารณาปิดโรงเรียน เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า “โรคไข้หวัดใหญ่” เป็นโรคระบบทางเดินหายใจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Influenza Virus โดยที่เชื้อจะอยู่ในน้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลายของผู้ป่วย สามารถติดต่อกันได้จากการสัมผัสเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จากการไอจามลดกัน จากการนำมือที่สัมผัสกับเชื้อมาขยี้ตา การใช้ช้อนหรือแก้วน้ำดื่มร่วมกันหรือแม้แต่การสัมผัสถูกข้าวของเครื่องใช้ที่มีเชื้อโรคนี้ติดอยู่ เป็นต้น โรคไข้หวัดใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 1-4 วัน และจะหายได้เองตามธรรมชาติ อาการผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เบื้องต้นจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา ทำให้ผู้ป่วยบางรายละเลยที่จะรักษาตัวเอง ซึ่งแท้จริงแล้วโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการแสดงที่แตกต่างกันออกไป เช่น รู้สึกหนาว ปวดศีรษะ มีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียหมดแรง ไอ จาม เจ็บคอ คออักเสบ บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วงร่วมด้วย และยังส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าไข้หวัดธรรมดา
ในช่วงฤดูฝนของทุกปีมักเป็นช่วงที่พบผู้ป่วย “โรคไข้หวัดใหญ่” เพิ่มจำนวนมากขึ้นและจากสถิติผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ปี 2561 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงฤดูฝนนี้(วันที่ 1 ม.ค. – 20 ส.ค. 61)พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว 89,846 ราย เสียชีวิต 12 ราย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุระหว่าง 61-87 ปี) จำนวน 9 ราย ซึ่งมักพบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในสถานที่ที่มีผู้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนในสถานที่ปิดหรือแออัด เช่น โรงเรียน เรือนจำ ค่ายทหาร เป็นต้น
นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่ออีกว่า ที่น่าห่วงคือสถานการณ์การเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียน เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงเปิดเทอม ในโรงเรียนจึงมีเด็กนักเรียนมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเรียนหนังหรือทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ซึ่งล่าสุดพบว่าในโรงเรียนมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เป็นกลุ่มก้อนแล้ว 10 เหตุการณ์ เฉพาะเดือนสิงหาคมนี้ มีรายงานเหตุการณ์ในโรงเรียนเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ กรมควบคุมโรคจึงขอแนะนำมาตรการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียนดังนี้ จัดให้มีการคัดกรองเด็กป่วยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบนักเรียนที่มีอาการป่วย ควรแยกไว้ในสถานที่อื่นหรือให้ผู้ปกครองมารับกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน และถ้ามีผู้ป่วยหลายราย ควรพิจารณาร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการปิดโรงเรียนเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรค นอกจากนี้ทางโรงเรียนควรจัดให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ห้องน้ำ โรงอาหาร ให้ความรู้แก่นักเรียน บุคลากร รวมถึงผู้ปกครอง เรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น การล้างมือ การใช้หน้ากากอนามัย การแยกของใช้ส่วนตัว เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งได้แก่ เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคทางระบบประสาท โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่รับยาสเตียรอยด์เรื้อรัง และผู้ป่วยเรื้อรังทางปอดหรือหัวใจ รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่จัดด้วย

สำหรับการรักษา “โรคไข้หวัดใหญ่” หากพบว่ามีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย สามารถใช้ยารักษาได้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร เช่น ทานยาลดไข้ ยาแก้หวัด เช็ดตัวลดไข้ และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรทานยาปฏิชีวนะหรือยาแอสไพรินเพื่อลดไข้เด็ดขาด เพราะยาปฏิชีวนะใช้สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่มีผลในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนการทานยาแอสไพรินนั้นอาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกายได้ หากสงสัยว่าตนเองป่วยเป็น “โรคไข้หวัดใหญ่” ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาเพื่อรักษาตามอาการที่ป่วย หรือให้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

“โรคไข้หวัดใหญ่” สามารถป้องกันเบื้องต้นได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งควรฉีดเป็นประจำทุกปี เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดจะเปลี่ยนไปทุกปี ที่สำคัญควรรู้จักป้องกันตนเอง ด้วยการรักษาสุขอนามัยให้ดี หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าส้วม ก่อนและหลังหยิบอาหารรับประทาน หรือเมื่อผ่านการสัมผัสหรือจับต้องกับสิ่งของชนิดต่างๆ ที่มีคนสัมผัสมากๆ ไม่ควรอยู่ในที่ที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการคลุกคลีและสัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเราได้อีกทางหนึ่ง หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าว

