สกศ.จับมือ TMA จัดเสวนาร่วมพลังรัฐ-เอกชน พัฒนาการศึกษา เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

31.08.18 | 17:33 น.

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับสมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (Thailand Management Association : TMA) จัดประชุมสัมมนาเรื่อง “รวมพลังร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรม เดอะ สุโกศล โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และมีศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะการศึกษาไทยสู่เวทีโลก” อีกทั้งมีการเสวนา เรื่อง “รวมพลังร่วมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะการศึกษาไทยสู่เวทีโลก” นำเสวนาโดย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายธรีนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ดร.ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ประธานบอยเดน แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) ดร.ปรเมษฐ์ โมลี ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน จากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงผู้ประกอบการจากภาคเอกชน

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวเปิดการประชุมสัมมนาตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปการศึกษา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา เป็นกลไกสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม เมื่อเชื่อมโยงกับภาคการศึกษาแล้ว การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560- 2579 คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน และต่อเนื่องกับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน รวมถึงการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม “การประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะทำให้สามารถเข้าใจจุดเด่นและจุดด้อยของประเทศในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ และสามารถพัฒนาประเทศให้มีขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกได้ ในปี 2017 – 2018 ไทยมีผลการจัดอันดับภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 32 จาก 137 ประเทศ ดีขึ้น 2 อันดับ จากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการได้เร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยได้เพิ่มประสิทธิภาพของกลไกและรูปแบบที่ใช้ในการพัฒนาคุณลักษณะ และระดับทักษะการทำงานของกำลังคน ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตอบสนองการเกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลเล็งเห็นความความสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ภาคธุรกิจเอกชนและบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ และมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการศึกษาของรัฐบาล รวมทั้งรับทราบแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ตลอดจนดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบเพื่อเอื้อให้ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา เพื่อออกแบบระบบการศึกษา ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ร่วมเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในการศึกษาไทยอีก 5-10 ปีข้างหน้า จะต้องเร่งปฏิรูปอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา เพื่อรองรับคนที่จะต้องเข้าไปอยู่ในยุคดิจิทัลให้ได้ สำหรับผู้บริหารจำเป็นต้องปรับความคิดใหม่ อีกทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลงทุนกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น และสร้างความเชื่อมโยงความสอดคล้องกันระหว่างสถานศึกษากับผู้ประกอบการเพื่อรองรับการมีอาชีพมีงานทำ มหาวิทยาลัยและสถานศึกษาอาชีวศึกษาต้องเพิ่มจำนวนศูนย์ฝึกทักษะด้านต่างๆ มากขึ้น และเป็นสถานศึกษา 4.0 รองรับประเทศไทย 4.0 ปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ต้องมีการปรับระบบการศึกษาครั้งใหญ่และลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาล เพื่อยกระดับระบบการศึกษาและกำลังคนรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สำหรับประเทศไทย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และร่วมเป็นพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดียิ่งขึ้นไป ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่จะช่วยประเทศให้สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

Advertisement

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการเหมือนเป็นเจ้าของการศึกษาอยู่เพียงผู้เดียว และมีการพัฒนาการศึกษาน้อยมาก ดังนั้น ต่อไปนี้รัฐจัดการให้ผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการศึกษา ศธ. กอปศ. และทุกภาคส่วน ต้องเร่งผลักดันการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ และต้องสร้างความเชื่อมโยงกันทุกระดับตั้งแต่การศึกษาปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างเมล็ดพันธุ์กำลังคนที่ดีและมีคุณภาพตั้งแต่เริ่มต้น และที่สำคัญ คือ ครู ต้องปรับแนวคิดใหม่ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อบ่มเพาะและสามารถพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน สร้างคนให้ตรงกับความถนัด และสนับสนุนให้สามารถใช้ศักยภาพในตัวได้มากที่สุด สร้างอาชีพ สร้างอนาคตในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ดี ภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง ครูต้องเริ่มปรับเปลี่ยนที่ตัวครูเสียก่อนในการยกระดับพัฒนาการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยังจำเป็นต้องปรับรูปแบบใหม่ โดยครูต้องทำหน้าที่แนะแนวและส่งเสริมการเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจในการค้นพบตนเองและดึงศักยภาพความสามารถออกมาให้ได้มากที่สุด

“ปัจจุบันภาคเอกชนมีส่วนร่วมสนับสนุนภาคการศึกษาเพิ่มขึ้นจำนวนมากผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการโรงเรียนสานพลังประชารัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่และชุมชน โดยมีความอิสระ 3 ส่วน คือ 1. อิสระในการออกแบบหลักสูตร เพื่อเป็นต้นแบบที่จะสร้างอนาคต สร้างอาชีพให้กับนักเรียน 2. อิสระในการออกแบบจัดการเรียนการสอน มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ ใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้ของจริงในสถานที่จริง หรือสถานประกอบการ หรือชุมชน และ 3. อิสระในการบริหารจัดการ ดึงศักยภาพจาก ผู้แทน 4 ฝ่าย เข้ามาช่วยบริหารจัดการ คือ ภาคประชาสังคม ท้องถิ่น ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยง ทั้งนี้ มุ่งเน้นความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาต่อยอดการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเพื่อสร้างคนไทย 4.0 รองรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศและสังคมโลกในอนาคต ด้วยการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อสร้างคนคุณภาพยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เพื่อพัฒนาประเทศสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว” ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ อุดม กล่าว

นายธีรนันท์ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ คือ ทุกฝ่ายต้องตระหนักว่าปัญหามีอยู่จริงทำอย่างไรจะให้เกิดความร่วมมือ ไม่ใช่มานั่งประชุมกันแล้วไม่มีการลงมือแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในฐานะภาคเอกชนยังมีความรู้สึกว่าภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมน้อยเกินไป จึงขอเสนอแนะ 3 เรื่อง คือ 1. ต้องพัฒนาความรู้และทักษะ ทั้งด้านภาษาอังกฤษและการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากเพิ่ม คือ ศิลปะและวัฒนธรรม 2.การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ต้องมีเเนวทางในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และกระจายเทคโนโลยีให้เข้าถึงเด็กทั่วประเทศได้อย่างไร ประเทศไทยมีครูที่เก่ง เเต่จะทำอย่างไรให้ครูใช้เทคโนโลยีเป็น และ 3. วิกฤติความศรัทธาด้านการศึกษา ที่รัฐและเอกชนต้องร่วมมือจัดการศึกษาร่วมกัน ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาทั้ง 3 ด้านนี้ได้ เชื่อว่าการปฏิรูปการศึกษาจะเดินหน้าไปได้

นายปรเมษฐ์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนโรงเรียน ทุกโรงเรียนต่างดูแลนักเรียนทุกคนเหมือนลูกหลาน ต้องการพัฒนานักเรียนให้ตรงตามความชอบ ตามความถนัดของนักเรียน แต่มีการดำเนินการหลายอย่างที่ทำให้โรงเรียนอึดอัดในการบริหารงาน เพราะโรงเรียนต้องทำงานตามนโยบายตามที่ส่วนกลางกำหนด ทำให้โรงเรียนไม่สามารถพัฒนานักเรียนได้อย่างที่คาดหวัง โรงเรียนไม่มีอิสระในการส่งเสริม พัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ด้านวิชาการที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้เพราะต้องสอนตามนโยบายที่ส่วนกลางกำหนด ข้อจำกัดนี้มีมานาน แต่ดีใจที่ขณะนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ตนอยากขอให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการตนเอง เพื่อพัฒนาศักยภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน

ดร.ชัยณรงค์ กล่าวว่า คนไทยต้องมองว่าตนเป็นเสือ ไม่ใช่เเมวหรือไดโนเสาร์ ที่ขี้กลัวเเละล้าสมัย ต้องพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา การบ้านที่ประเทศต้องพัฒนาร่วมกัน นั่นคือ การปรับค่าเฉลี่ยของรายได้ค่าหัวประชากรในประเทศ ต่อไปนี้ประเทศไม่ควรจะชูจุดขายว่ามีค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องชูค่าแรงที่สูงขึ้นพร้อมกับพัฒนาความสามารถบุคลกร ที่ตอบสนองความต้องการของบริษัทหรือนักลงทุนต่างชาติ เพราะตนเชื่อในความสามารถในการปรับตัวของคนไทยที่ อ่อนน้อม มีมารยาท สามารถทำให้ผู้จ้างงานประทับใจได้ “ผ่านมากว่า 30ปี เราพบนโยบายจากรัฐบาลที่พยายามสร้าง โรงเรียน สถานศึกษา อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยจำนวนมาก ปัญหาที่ตามมา คือ จำนวนสถานศึกษามีปริมาณมาก แต่ไม่มีคุณภาพ เพราะผลิตบุคลากรที่ไม่ได้คุณภาพ อยากเรียนจบปริญญาก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสักแห่งหนึ่งก็ได้แล้ว ประเทศละเลยการพัฒนาการศึกษา ข้อเสนอของผม คือ ต่อไปนี้ต้องเลิกผลิตคนอย่างไม่มีคุณภาพ หันมาสนใจคุณภาพมากกว่านี้ และเห็นด้วยกับที่ทุกท่านแสดงความคิดเห็นมา แต่ไม่อยากให้อยู่ในภาวะหดหู่ใจ เรามีการบ้าน คือ จะจัดการศึกษาอย่างไรที่ผสมกลมกลืน รับความหลากหลายได้ของนักเรียนได้ และทำให้โรงเรียนมีความอิสระในการบริหารจัดการการศึกษาได้” นายชัยณรงค์ กล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจและขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี สกศ. ร่วมมือกับ TMA เพื่อสร้างการรับรู้แก่ ภาคเอกชน และสถานประกอบการ ทำให้เกิดการรับรู้และมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการมากขึ้น เนื่องจากความคิดเห็นของภาคเอกชนมีผลต่อการจัดอันดับขีดความสามารถด้านการศึกษาของประเทศจากตัวชี้วัดที่ได้จากแบบสำรวจความคิดเห็น IMD และ WEF ที่เป็นการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย สกศ. จะรวบรวมข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อจัดทำแผนการศึกษา และนโยบายการศึกษาของประเทศต่อไป