กรมส่งเสริมการเกษตรนอกจากจะมีบทบาทในการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรแล้ว ยังมีภารกิจอีกด้าน คือ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับตลาดอื่นๆ รวมทั้งการใช้หลักตลาดนำการผลิตที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยในปี 2561 ได้มีแผนการบริหารจัดการผลไม้เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำ จากการวางแผน และดำเนินงานที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตลอดเส้นทางทำให้ประสบความสำเร็จและยกให้เป็นต้นแบบในการวางแผนการบริหารสู่สินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ
นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ ของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือกำกับติดตามการปฏิบัติงานครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดการเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณอย่างเช่น การบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ ที่มีการวางแผนบริหารจัดการ โดย Zero Surplusคือ “มีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม”โดย “จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง”ซึ่งในช่วงต้นทางได้ประสานกับหน่วยงานภาคี เพื่อพัฒนาระบบการผลิต พัฒนาคุณภาพ การแปรรูป การตลาด และการบริหารจัดการผลไม้ โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตลำไยนอกฤดู ปี 2561 เพิ่มสัดส่วนต่อลำไยในฤดูเป็น 60 : 40 จากเดิมผลิตได้ในสัดส่วน 80: 20ช่วงกลางทาง มีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไม้ผลสู่มาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง GAP โดยมีนักส่งเสริมการเกษตรเข้าให้ความรู้ แนะนำวิธีการตัดควบคุมทรงพุ่ง (ทำลำไยต้นเตี้ย) ตัดแต่งช่อดอก ช่อผล ผ่านระบบแปลงใหญ่กว่า 225 แปลง หรือในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตมีออกเป็นจำนวนมาก มีการจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตด้วยการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างละเอียด ส่วนช่วงปลายทางจากที่ได้ประสานหาตลาดรองรับผลผลิตไว้ ทำให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่ชัด ผลผลิตไม่เกิดการกระจุกตัว ทำให้มีผลผลิตรับประทานได้ตลอดทั้งปี

ผลจากการดำเนินการตามแผนนั้น เมื่อเทียบราคาผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ออกมากที่สุด ปี 2561 คือภาคเหนือ ลำไยเกรดAA ต้นทุนการผลิตที่ 10.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 31 บาท จากราคา 24.60 บาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6.4 บาทส่วนภาคตะวันออก ทุเรียนเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 17.70 บาท/กิโลกรัมขายได้ราคา 77.21 บาท จากราคา 71.83 บาท เพิ่มขึ้น 5.38 บาท มังคุดเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 19.27 บาท/กิโลกรัมขายได้ราคา 36.79 บาท จากราคา 30.88 บาท เพิ่มขึ้น 5.91 บาท เงาะเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 12.38 บาท/กิโลกรัมขายได้ราคา 17.33 บาท จากราคา 18.89 บาท ลดลง 1.56 บาทลองกองเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 26.71 บาท/กิโลกรัมขายได้ราคา 31.13 บาท จากราคา 33.33 บาท ลดลง 2.2 บาท และภาคใต้ ทุเรียนเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 16.06 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 72 บาท จากราคา 76.61 บาท ลดลง 4.61 บาท มังคุดเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 16.81 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 52 บาท จากราคา 33.88 บาท เพิ่มขึ้น 18.12 บาทเงาะเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 10.40 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 14 บาท จากราคา 26.18 บาท ลดลง 12.18 บาท และลองกองเกรดA ต้นทุนการผลิตที่ 34.04 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 32.5 บาท จากราคา 37.05 บาท ลดลง 4.55 บาท ภาพรวมทำเห็นได้ว่า เกษตรกรยังคงมีกำไรจากการขาย สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว แสดงให้เห็นถึงการอยู่ได้ของเกษตรกรจากการทำอาชีพการเกษตร


จากการวางแผนการบริหารจัดการผลไม้ปี 2561และการปฏิบัติตามแผนอย่างเข้มแข็งของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอนที่วางไว้ ผลไม้ที่ผลิตออกมาจึงมีคุณภาพมีปริมาณเพียงพอให้คนในประเทศได้รับประทานตลอดทั้งปี รวมถึงสามารถส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี เพราะความสำเร็จในปีนี้ จึงขยายผลใช้เป็นต้นแบบสู่การบริหารจัดการสินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไปได้ในอนาคตนายสำราญ กล่าว

