‘เครือข่ายเลิร์น’เสนอรัฐบาลแก้ปัญหาโรงเรียน หวังพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

18.12.18 | 20:52 น.

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ ฯ นายธานินทร์ ทิมทอง ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ กิจการเพื่อสังคมด้านการศึกษา บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวระหว่างเป็นวิทยากรในงาน 19th UNESCO – APEID International Conference – Effective School Leadership for the 21st Century ร่วมกับตัวแทนจากประเทศฟิลิปปินส์ ภูฏาน และบังคลาเทศ จัดขึ้นโดยว่า การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของผู้นำโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 นำเสนอโครงการความเป็นผู้นำที่เป็นนวัตกรรมเชิงปฏิบัติในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมการติดตามและประเมินผลความเป็นผู้นำอย่างมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนความเป็นผู้นำของโรงเรียนที่มีคุณภาพ เริ่มแรก เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ได้ถูกก่อตั้งด้วยความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยโดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลเป็นตัวช่วยครู ซึ่งเปรียบเสมือนต้นทางของการเรียนรู้ โดยตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานคลุกคลีกับครู โรงเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงผู้บริหารเป็นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่ตระหนักอยู่เสมอ คือ ผู้นำของโรงเรียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยน “Mindset” หรือวิธีคิดและต้องไม่ยึดติด ขั้นแรก “ครู” จำเป็นต้องยอมรับก่อนว่าความรู้ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีตนั้น ไม่เพียงพอที่จะสร้างความรู้อย่างถาวรให้กับเด็กๆนักเรียนได้ เนื่องจากทุกวันนี้มีเทคโนโลยี และทักษะใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา ประกอบกับโครงสร้างทางสังคมและพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งแนวคิดที่ทุกคนควรตระหนักและควรปลูกฝังให้แก่เด็กนักเรียนมีด้วยกัน 2 แนวคิดใหญ่ๆ ได้แก่ 1. Life Long Learning หรือการรู้จักที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ให้คิดเสมอว่าคนเราสามารถหาความรู้ได้ตลอดชีวิตและไม่จำเป็นแค่เฉพาะเวลาที่เป็นนักเรียนอยู่ในห้องเรียน และ 2. คือ Growth Mindset หรือให้คิดเสมอว่าคนเราสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆได้ ไม่มีใครเกิดมาเก่งหรือไม่เก่งไปกว่ากัน และถ้า 2 สิ่งนี้ได้รับการปลูกฝังในคนทุกคน เชื่อว่าอนาคตของการศึกษาจะต้องสดใสและพัฒนาไปในทางที่ดี

นายธานินทร์ กล่าวอีกว่า ในเวลาเดียวกัน ผู้นำทางการศึกษาหรือผู้นำของเด็กๆในโรงเรียน ควรจะต้องมีการพัฒนาความสามารถของตนอยู่อย่างสม่ำเสมอ อาทิ ผู้บริหารหรือผู้อำนวยการโรงเรียนควรต้องมีความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรหรือแบบแผนของโรงเรียนเพื่อพาให้ทุกคนในสถานศึกษามีการพัฒนาในทุกๆด้าน ในส่วนของครูอาจารย์ ควรจะต้องรู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสอนอยู่เสมอ และในขณะเดียวกัน พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรจะต้องฝึกฝนการเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่บุตรหลาน เพราะในหลายๆครั้งเวลาที่เด็กมีปัญหา กลับเลือกที่จะไม่ปรึกษาพ่อแม่เพราะความเข้าใจและการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน

นายธานินทร์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่จะสามารถพัฒนาการศึกษาอย่างทั่วถึงได้คือ ”ความร่วมมือ” ความร่วมมือในที่นี้คือความร่วมมือของคนที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาโดยเน้นที่ประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้งอย่างยั่งยืน จึงต้องพยายามหาสิ่งที่ Win Win เพื่อตอบเรื่องนี้ จะดีแค่ไหน หากโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองหลวงที่มีครูเป็นหลายสิบหลายร้อยคน จะส่งครูสัก 2-3 คนไปช่วยโรงเรียนในชนบท เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆทักษะใหม่ๆที่ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆหาได้ง่าย ไปเผยแพร่แบ่งปันให้แก่ครูและนักเรียนในที่ห่างไกลที่การเข้าถึงความรู้ค่อนข้างมีข้อจำกัด และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นประโยชน์มากและเป็นตัวอย่างของความร่วมมือเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาคือ PLC หรือชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นชุมชนแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์เพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน ทุกคนมีโอกาสที่จะนำความรู้ประสบการณ์ของตนไปแชร์และไปช่วยครูคนอื่น ในขณะที่ตนก็ได้ความรู้และแนวคิดใหม่ๆกลับมาพัฒนาตนเอง เหล่านี้ คือสิ่งที่ตนมองว่าเป็นแบบอย่างของความร่วมมือที่จะสามารถขยายคุณภาพทางการศึกษาได้อย่างแท้จริง

“อยากให้คนทุกคนเปลี่ยนความคิด นั่นคือปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการหรือโรงเรียนเท่านั้น เพราะที่จริงแล้ว ปัญหาด้านการศึกษาเป็นปัญหาของทุกคนและทุกฝ่ายในสังคมที่ต้องร่วมกันแก้ไข ดังนั้นภาคเอกชนและภาคประชาสังคมทุกฝ่ายควรจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง และการที่จะทำเช่นนั้นได้ กระทรวงศึกษาธิการจำเป็นจะต้องลดกำแพงกฎหมายหรือพัฒนานโยบายที่เอื้อให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม หนึ่งในนโยบายตัวอย่างที่เป็นประโยชน์มากทั้งต่อครูและต่อการศึกษาไทยคือโครงการ “คูปองครู” ซึ่งเป็นการบูรณาการที่สร้างการพัฒนาจากพื้นฐานความเป็นจริงและความเป็นไปได้ โดยการให้ครูได้สิทธิ์ที่จะใช้งบประมาณที่รัฐสนับสนุนเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในสิ่งที่ตนสนใจและจำเป็นต้องใช้ในวิชาชีพ และให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของครู ตนเห็นว่าโครงการนี้ สามารถเป็นต้นแบบในการขยายคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริง โดยมีรัฐเป็นผู้ผลักดัน เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน และผลประโยชน์ในท้ายที่สุดตกไปอยู่กับครู กับระบบการศึกษา และเด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของชาติในที่สุด และอยากฝากถึงรัฐบาลให้ตระหนักว่าองค์กรและกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยผลักดันคุณภาพการศึกษาไทยหากภาครัฐเปิดโอกาส”นายธานินทร์ กล่าว